กัมพูชามีแผนจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างที่สำนักสงฆ์พระพุทธบาทศิลา จังหวัดบุรีรัมย์

หนังสือพิมพ์Khmer Times ฉบับ 25 ส.ค.64 รายงานอ้างการเปิดเผยของนาย Hab Touch ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชา ว่า กระทรวงฯ จะส่งนักโบราณคดีและสถาปนิกเชี่ยวชาญด้านวัดไปสำรวจสถานที่และสิ่งปลูกสร้างที่สำนักสงฆ์พระพุทธบาทศิลา (ภูม่านฟ้า) ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ยังไม่กำหนดแผนการเดินทางเนื่องจากต้องพิจารณาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 นาย Hab Touch กล่าวด้วยว่า กระทรวงฯ ติดตามและประสานงานกับสถานกงสุลกัมพูชาประจำจังหวัดสระแก้ว และเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ด้านนาย Vong Sotheara ผู้อำนวยการกรมประวัติศาสตร์และอาจารย์ด้านประวัติศาสตร์เขมรและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำมหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญ เห็นว่า กัมพูชาควรตื่นตัวและแก้ปัญหากรณีดังกล่าวอย่างจริงจัง และไม่เห็นด้วยที่มีสิ่งปลูกสร้างคล้ายกับนครวัดในไทย ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเมื่อต้น ก.ค.64 กัมพูชาขอให้ไทยส่งพิมพ์เขียวและข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กัมพูชาตรวจสอบ ต่อมาผู้แทนที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศหารืออีกครั้งเมื่อ 24 ส.ค.64 เพื่อทำความเข้าใจและชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม

กัมพูชาตรวจพบการลักลอบข้ามแดนด้านไทยกว่า 200 กรณี เมื่อห้วง 7 เดือนแรกของปี 2564

หนังสือพิมพ์Khmer Times ฉบับ 25 ส.ค.64 รายงานว่าห้วง ม.ค.-ก.ค.64 กัมพูชาตรวจพบการลักลอบข้ามแดนด้านไทยมากกว่า 200 กรณี เพิ่มขึ้นกว่า 70 กรณี จากห้วงเดียวกันของเมื่อปี 2563 และจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 250 คน สาเหตุจากกัมพูชามีจังหวัดชายแดนติดไทยระยะทาง 817 กม. มีช่องทางหลบหนีหลายแห่ง ทำให้ตรวจจับได้ยาก ขณะที่ นายหน้าค้ามนุษย์ทั้งสองประเทศชักจูงชาวกัมพูชายากจนโดยสัญญาจะหางานในไทย และต้องจ่ายค่านายหน้าคนละระหว่าง 600-100 ดอลลาร์สหรัฐ ชาวกัมพูชาบางส่วนถูกส่งตัวไปทำงานในสวนผลไม้ พื้นที่ก่อสร้าง อุตสาหกรรมประมง และบางส่วนถูกบังคับให้เป็นแรงงานทาส เนื่องจากไม่มีเอกสารขออนุญาตทำงานถูกต้อง ไม่มีหนังสือเดินทางและเงินหลบหนีหรือขอความช่วยเหลือ ด้านนาย Ngoun Rattanak ผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง กล่าวว่า คนไทยในกัมพูชาที่เอกสารหมดอายุบางส่วนลักลอบกลับประเทศทางช่องทางธรรมชาติเช่นกัน   ทั้งนี้ เมื่อ ก.ค.64 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จัดอันดับให้กัมพูชาอยู่ในบัญชีกลุ่มที่ 2 ซึ่งต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) ในรายงานประจำปีว่าด้วยสถานการณ์การค้ามนุษย์ (Trafficking in…

รัสเซียเริ่มต่อเรือรบและเรือดำน้ำ 6 ลำเพื่อเข้าประจำการในกองทัพเรือ

สำนักข่าวTass ของรัสเซีย รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 อ้างคำกล่าวของประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ว่า รัสเซียกำลังต่อเรือรบและเรือดำน้ำ 6 ลำ สำหรับกองทัพเรือรัสเซีย โดยแบ่งเป็นเรือลาดตระเวนใต้น้ำขับเคลื่อนด้วยนิวเคลียร์ จำนวน 2 ลำที่อู่ต่อเรือ Severodvinsk เรือลาดตระเวนจำนวน 2 ลำที่อู่ต่อเรือ Komsomolsk-on-Amur และเรือดำน้ำชั้น Varshavyanka จำนวน 2 ลำที่อู่ต่อเรือ Admiralty ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยมีพิธีวางกระดูกเรือรบและเรือดำน้ำผ่านระบบทางไกล ทั้งนี้ รัสเซียจะเดินหน้าเสริมสร้างศักยภาพกองทัพเรือต่อไป ทั้งการปฏิรูปกองทัพ การติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย การฝึกซ้อมภารกิจที่ยากลำบาก ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียและบทบาทรัสเซียในเวทีโลก

ชาวอัฟกันในอินโดนีเซียชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องการตั้งถิ่นฐานใหม่

สำนักข่าวAP รายงานเมื่อ 24 ส.ค.64 ว่า ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันในอินโดนีเซียหลายร้อยคนรวมตัวประท้วงหน้าสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees -UNHCR) ในกรุงจาการ์ตา เพื่อประณามการเข้ายึดอำนาจของกลุ่มตอลิบัน และเรียกร้องการตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม พร้อมชูป้าย “อัฟกานิสถานไม่ปลอดภัย” และ “ตั้งถิ่นฐานผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันจากอินโดนีเซีย” โดยผู้ลี้ภัยซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายฮาซารา ระบุว่า เป็นห่วงครอบครัวที่ยังอยู่ในอัฟกานิสถาน เนื่องจากชาวฮาซาราเป็นกลุ่มมุสลิมชีอะฮ์ จะถูกดูหมิ่นและถูกเลือกปฏิบัติโดยกลุ่มมุสลิมสุหนี่ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถาน อย่างไรก็ดี การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ และได้ยุติการชุมนุมหลังจากตำรวจขู่ว่าจะจับกุม เนื่องจากละเมิดข้อกำหนดด้านสาธารณสุขในกรุงจาการ์ตา ปัจจุบัน มีผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันติดค้างอยู่ในอินโดนีเซียหลายพันคน เนื่องจากไม่สามารถลี้ภัยไปประเทศที่สามได้ ขณะที่อินโดนีเซียไม่ได้ลงนามสนธิสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี 2494 และพิธีสารที่เกี่ยวข้อง ผู้ลี้ภัยในอินโดนีเซียจึงไม่ได้รับสิทธิในการประกอบอาชีพ และสิทธิในการรับสวัสดิการทางสังคมบางประการ

World Bank ระงับการให้เงินช่วยเหลืออัฟกานิสถาน

สำนักข่าวBBC รายงานเมื่อ 25 ส.ค.64 ว่า ธนาคารโลก (World Bank-WB) ระงับการให้เงินช่วยเหลืออัฟกานิสถานเมื่อ 24 ส.ค.64 หลังจากกลุ่มตอลิบันเข้าควบคุมประเทศ ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ระงับการเข้าถึงทรัพยากรของ IMF ของอัฟกานิสถาน รวมถึงเงินทุนสำรอง (SDRs) ครั้งใหม่จำนวน 440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 14,620 ล้านบาท) เนื่องจากประชาคมระหว่างประเทศยังไม่รับรองสถานะรัฐบาลอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ WB มอบเงินทุนประมาณ 5,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 176,000 ล้านบาท) ผ่านสมาคมพัฒนาระหว่างประเทศสำหรับโครงการฟื้นฟูและพัฒนาในอัฟกานิสถานตั้งแต่ปี 2545

การจัดสรร SDR ของ IMF ครั้งใหม่ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์มีผลบังคับใช้แล้ว

เว็บไซต์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) เผยแพร่แถลงการณ์ของนาง Kristalina Georgieva เมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า สิทธิพิเศษถอนเงิน (Special Drawing Rights -SDRs) หรือสินทรัพย์ที่ IMF กำหนดขึ้นและถือเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศ ที่ได้รับการจัดสรรเงินทุนเพิ่มขึ้นครั้งใหม่จนมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ มีผลบังคับใช้แล้วอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยรับมือกับวิกฤตการณ์โรค COVID-19 ได้เป็นอย่างดี โดยจะเป็นสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจโลกด้วยการสนับสนุนทุนสำรองระหว่างประเทศ และช่วยลดภาระหนี้ระดับสูงให้กับสมาชิก กับทั้งยังสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับวิกฤต COVID-19 ให้กับสมาชิก   ทั้งนี้ IMF ย้ำให้สมาชิกใช้ SDRs ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดและโปร่งใส ซึ่ง IMF ได้สร้างกรอบการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคของการจัดสรร SDRs ครั้งใหม่นี้ด้วย อาทิ การกำกับดูแล การประเมินผลดีต่อการสร้างความยั่งยืนด้านการกู้เงินและภาระหนี้ อีกทั้งมีการทบทวน ติดตามผล และรายงานการใช้ SDRs ทุก 2 ปี อย่างไรก็ดี…

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง UN วิตกกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศของกลุ่มตอลิบัน

เว็บไซต์ข่าวองค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) รายงานเมื่อ 10 ส.ค.64 อ้างถ้อยแถลงของนาง Michelle Bachelet ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง UN จากการประชุมสมัยพิเศษ กรณีสถานการณ์ในอัฟกานิสถานในประเด็นสิทธิมนุษยชน เมื่อ 24 ส.ค.64 วิตกกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศของกลุ่มตอลิบัน พร้อมทั้งเรียกร้องผู้นำกลุ่มตอลิบันให้เคารพสิทธิของชาวอัฟกัน เฉพาะอย่างยิ่งสิทธิพื้นฐานของสตรีและเด็ก ตลอดจนเสรีภาพของสื่อ นักวิชาการ นักกิจกรรมภาคประชาสังคม และอดีตเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อาทิ เสรีภาพในการแสดงออก การศึกษา และการทำงาน หลังกลุ่มตอลิบันยังคงค้นหาบุคคลดังกล่าวตามบ้าน เพื่อจับกุม ลงโทษ และอายัดทรัพย์สิน นอกจากนี้ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง UN เรียกร้องกลุ่มตอลิบันให้เปิดเส้นทางให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้กับชาวอัฟกัน พร้อมกับรับประกันความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ รวมถึงเรียกร้องนานาประเทศให้คุ้มครองและช่วยเหลือผู้ลี้ภัย โดยการสนับสนุนเงินทุนและการขนส่งสิ่งของที่จำเป็นไปยังอัฟกานิสถาน เพิ่มจำนวนที่พักพิง และยุติการเนรเทศชาวอัฟกันที่แสวงหาความคุ้มครองโดยทันที ตลอดจนเรียกร้องที่ประชุมให้จัดตั้งกลไกเพื่อติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในอัฟกานิสถานอย่างใกล้ชิด และย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการใช้ประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนกดดันกลุ่มตอลิบันที่ต้องการการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ โดย UN ยืนยันที่จะอยู่เคียงข้างและให้ความช่วยเหลือแก่ชาวอัฟกัน เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพของประเทศ และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของชาวอัฟกัน

ประธานาธิบดีเบลารุสเสนอให้ CSTO ร่วมกับ SCO แสดงบทบาทต่อสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน

สำนักข่าวBelta ของเบลารุส รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ของเบลารุส เสนอต่อที่ประชุมระดับผู้นำขององค์กรสนธิสัญญาความร่วมมือเพื่อความมั่นคงร่วม (Collective Security Treaty Organization-CSTO) สมัยวิสามัญ วาระเร่งด่วนประเด็นอัฟกานิสถาน ผ่านระบบวิดีโอ เรียกร้องให้การประชุมระดับผู้นำ ทั้งกรอบ CSTO และกรอบองค์การความร่วมมือเซียงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization-SCO) ประจำปี 2564 ซึ่งกำหนดจัดใน 16-17 ก.ย.64 ที่ดูชานเบ ทาจิกิสถาน นั้น ร่วมกันหารือในประเด็นอัฟกานิสถาน เนื่องจากตำแหน่งของประเทศสมาชิกทั้งกรอบ SCO และ CSTO มีความสำคัญต่ออัฟกานิสถานมากกว่าประเทศตะวันตก โดย CSTO มีระยะเวลาดำเนินการอีก 3 สัปดาห์ในการเตรียมการประชุมร่วม ทั้งนี้ เติร์กเมนิสถานได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุม SCO และ CSTO ในฐานะแขกของทาจิกิสถานเจ้าภาพจัดการประชุม

โปแลนด์สร้างรั้วบริเวณชายแดนโปแลนด์-เบลารุสเพื่อป้องกันผู้ลี้ภัย

นาย Mariusz Blaszczak  รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมโปแลนด์ แถลงเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า โปแลนด์จะสร้างรั้วบริเวณชายแดนโปแลนด์-เบลารุส สูง 2.5 เมตร และประจำการนายทหารเพิ่มเป็น 2,000 นาย เพื่อป้องกันผู้ลี้ภัยลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ขณะที่ลิธัวเนียอยู่ระหว่างการสร้างรั้ว ยาว 508 กิโลเมตร บริเวณชายแดนลิธัวเนีย-เบลารุส  คาดว่าจะแล้วเสร็จใน ก.ย.65 ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากโปแลนด์ ลิธัวเนีย และลัตเวีย รายงานการจับกุมผู้ลี้ภัยจากอิรักและอัฟกานิสถานเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยใช้ช่องทางชายแดนเบลารุสเข้ายุโรป ซึ่งสหภาพยุโรป (EU) กังวลว่า เบลารุสอาจใช้ปัญหาผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองกับ EU เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่าง EU กับเบลารุสค่อนข้างตึงเครียดในระยะหลัง จากกรณีที่ EU ออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเบลารุสที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง จากการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองและการบังคับเครื่องบินลงจอดเพื่อจับกุมสื่อมวลชนฝ่ายต่อต้านรัฐบาล  

EU ไม่รับรองรัฐบาลอัฟกานิสถานที่มาจากการจัดตั้งโดยกลุ่มตอลิบัน

นาง Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission-EC) แถลงเมื่อ 22 ส.ค.64 ว่า สหภาพยุโรป (European Union-EU) ไม่รับรองรัฐบาลอัฟกานิสถานที่มาจากการจัดตั้งโดยกลุ่มตอลิบัน และจะไม่เจรจาใด ๆ กับกลุ่มติดอาวุธ โดย EU จะติดตามและประเมินการกระทำของกลุ่มตอลิบันอย่างใกล้ชิด ว่ามีการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ขณะที่ปัญหาการเปิดรับผู้ลี้ภัย ซึ่ง EU ยังไม่มีมติเป็นเอกฉันท์นั้น EU จะสนับสนุนเงินทุนให้ประเทศสมาชิกที่เปิดรับผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน และเพิ่มงบช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสำหรับอัฟกานิสถาน ซึ่งมีเงื่อนไขว่า อัฟกานิสถานต้องดำเนินการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยต้องเคารพสิทธิสตรีและชนกลุ่มน้อยเป็นสำคัญ