สิงคโปร์วางแผนฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพื่อประสิทธิภาพการจัดการเชื้อ COVID-19

สำนักงานบริการสาธารณะของสิงคโปร์เปิดเผยเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า สิงคโปร์มีแผนฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐบาล 44 แห่ง เพื่อเตรียมรับมือก่อนถึงฤดูกาลแพร่ระบาด และลดความตึงเครียดในการบริหารทรัพยากรในการตรวจเชื้อและกักตัวกลุ่มที่มีอาการต้องสงสัยว่าติดเชื้อ COVID-19 เนื่องจากทั้งสองโรคมีอาการคล้ายคลึงกัน  โดยคาดว่าจะเริ่มโครงการนำร่องฉีดตั้งแต่ ต.ค.64 – มี.ค.65  ในเบื้องต้นมีเจ้าหน้าที่สนใจประมาณฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 44,000 คน  ด้านนาย Edwin Chng ผู้อำนวยการสถานพยาบาล Parkway Shenton ระบุว่า การเปิดพรมแดนของสิงคโปร์ทำให้อาจเกิดการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และ COVID-19 เพิ่มขึ้น  โดยสิงคโปร์ดำเนินการฉีดวัคซีน COVID-19 ให้ประชาชนส่วนใหญ่แล้ว ต่อไปจึงควรให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพิ่มเติมด้วย

สถาบัน Gamaleya ระบุ วัคซีน Sputnik V รูปแบบพ่นจมูกอาจได้รับอนุมัติใช้ในปี 2565

สำนักข่าวTass ของรัสเซีย รายงานเมื่อ 21 ส.ค.64 ว่า นาย Alexander Gintsburg ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย Gamaleya ผู้พัฒนาวัคซีน Sputnik V ของรัสเซีย สำหรับป้องกันโรค COVID-19 ระบุ ขั้นตอนทดสอบก่อนคลินิก (pre-clinical trials) ของวัคซีน Sputnik V รูปแบบพ่นจมูก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดในการพัฒนาวัคซีนรูปแบบพ่นจมูกเสร็จสิ้นแล้ว และจะเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองทางคลินิก โดยคาดว่าวัคซีน Sputnik V รูปแบบพ่นจมูกอาจได้รับอนุมัติใช้ในปี 2565

กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียประสบความสำเร็จในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

สำนักข่าวReuters รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 อ้างถ้อยแถลงของนายอาหมัด ริเซีย ปาเตรีย รองผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา ว่า ปัจจุบันจาการ์ตาถือเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดต่ำ (Green Zone) และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้แล้ว โดยมีผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านโรค COVID-19 เข็มแรกแล้ว 9.3 ล้านคน และเข็มที่สอง 4.7 ล้านคน (จากประชากรในจาการ์ตาทั้งหมดประมาณ 11 ล้านคน) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย ประกาศผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในกรุงจาการ์ตาและบางพื้นที่ โดยอนุญาตให้ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า มัสยิดและโบสถ์ กลับมาเปิดให้บริการได้บางส่วน อย่างไรก็ดี นายปานดู ริโอโน นักระบาดวิทยาประจำมหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย ระบุว่า นายปาเตรียเข้าใจผิดในความหมายของภูมิคุ้มกันหมู่ เพราะถึงแม้ว่าจาการ์ตาจะประสบความสำเร็จจนสามารถฉีดวัคซีนได้ครบทุกคน แต่ระดับภูมิคุ้มกันยังคงต่ำกว่าร้อยละ 80 โดยนายริโอโนชี้ว่า ประสิทธิภาพวัคซีนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 55 เท่านั้น ทั้งนี้ วัคซีนหลักในจาการ์ตา ได้แก่ วัคซีน Sinovac

ประธานาธิบดีรัสเซียและคาซัคสถานพบหารือก่อนการประชุม CSTO วาระเร่งด่วน

สำนักข่าวRT ของรัสเซีย รายงานเมื่อ 21 ส.ค.64 ว่า ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย พบหารือประธานาธิบดีคาซีม-โยมาร์ต โตคาเยฟ ของคาซัคสถาน ที่มอสโก ในประเด็นความร่วมมือทวิภาคี เฉพาะอย่างยิ่งด้านความมั่นคง อาทิ สถานการณ์ในอัฟกานิสถานและเอเชียกลาง ทั้งนี้ การหารือดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการประชุมวาระเร่งด่วนเกี่ยวกับอัฟกานิสถาน ซึ่งทาจิกิสถานเป็นเจ้าภาพ ผ่านระบบวิดีโอใน 23 ส.ค.64 ระดับผู้นำขององค์กรสนธิสัญญาความร่วมมือเพื่อความมั่นคงร่วม (Collective Security Treaty Organization-CSTO) ขณะที่การประชุมระดับผู้นำ CSTO วาระประจำปี 2564 กำหนดจัดใน 16-17 ก.ย.64 ที่ดูชานเบ ทาจิกิสถาน

ศาลอินโดนีเซียสั่งจำคุกอดีตรัฐมนตรีในข้อหารับสินบนโครงการบรรเทาผลกระทบจาก COVID-19

สำนักข่าวReuters รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า ศาลพิเศษคดีทุจริตและอาชญากรรมของจาการ์ตา ตัดสินจำคุกนายจูเลียรี บาตูบารา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการสังคมของอินโดนีเซีย เป็นเวลา 12 ปี ในความผิดข้อหารับสินบน จำนวน 1,200,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 40 ล้านบาท) ที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาหารช่วยเหลือครอบครัวยากจนที่ได้รับผลกระทบจากโรค COVID-19 และสั่งปรับ 500 ล้านรูเปียะฮ์ (ประมาณ 1.15 ล้านบาท) หรือเพิ่มโทษจำคุก 6 เดือนแทนค่าปรับ นอกจากนี้ ศาลสั่งให้นายบาตูบาราจ่ายเงินชดใช้คืนประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33.35 ล้านบาท) หรือต้องรับโทษจำคุกเพิ่มอีก 2 ปี สำหรับนายบาตูบาถูกจับกุม เมื่อ ธ.ค.63 และจากการไต่สวนของศาล พบว่า นายบาตูบารารับเงินสินบนเป็นเงินสดจากผู้รับเหมาสองรายที่ทางการจ้างมาให้จัดทำห่ออาหารพื้นฐานส่งให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ทั้งนี้ ปัญหาการรับสินบนยังเป็นปัญหาใหญ่ในอินโดนีเซีย ซึ่งนักการเมืองถูกมองว่าเป็นกลุ่มทุจริตมากที่สุด

OIC จัดประชุมวาระพิเศษฉุกเฉินเกี่ยวกับสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน

สำนักข่าว Reuters และเว็บไซต์ทางการขององค์การความร่วมมืออิสลาม (Organization of Islamic Cooperation-OIC) รายงานเมื่อ 22 ส.ค.64 ว่า OIC จัดประชุมวาระพิเศษฉุกเฉินเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน เมื่อวันเดียวกัน ที่สำนักงานใหญ่ OIC ในเมืองเจดดาห์ ซาอุดีอาระเบีย มีเอกอัครราชทูตถาวรประจำ OIC ของประเทศสมาชิก OIC จำนวน 57 ประเทศ เข้าร่วมประชุม โดยที่ประชุมดังกล่าวออกแถลงการณ์รวม 16 ข้อ มีสาระสำคัญว่า OIC พร้อมและมุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือเพื่อนำสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และการพัฒนามาสู่อัฟกานิสถาน ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ของอัฟกานิสถานเคารพกฎหมายมนุษยธรรม ปกป้องสิทธิในการมีชีวิตและความมั่นคงในอัฟกานิสถานโดยสอดคล้องกับหลักการอิสลามและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รวมถึงร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศไม่ให้กลุ่มก่อการร้ายใช้อัฟกานิสถานเป็นที่หลบซ่อนหรือที่พำนัก นอกจากนี้ยังย้ำความคาดหวังของ OIC และประชาคมระหว่างประเทศ ที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่ของผู้นำอัฟกานิสถานส่งเสริมการปรองดองแห่งชาติ รวมถึงปฏิบัติตามอนุสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรและมติต่าง ๆ ของสหประชาชาติ

อินโดนีเซียลดค่าตรวจ COVID-19 ตามการเรียกร้องของประชาชน

สำนักข่าวVNA รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 อ้างประกาศของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย มีคำสั่งให้ปรับลดราคาค่าตรวจโรค COVID-19 ด้วยวิธี RT-PCR ให้อยู่ระหว่าง 450,000-550,000 รูเปียะฮ์ (ประมาณ 1,035-1,265 บาท) จากราคาสูงสุดเดิมที่ กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียกำหนดไว้ที่ 900,000 รูเปียะฮ์ (ประมาณ 2,070 บาท) ซึ่งทำให้ค่าตรวจโรคด้วยวิธีนี้ลดลงถึงร้อยละ 38.9-50 โดยประธานาธิบดีวิโดโด ระบุว่า การลดราคาค่าตรวจ RT-PCR เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มการตรวจโรค พร้อมสั่งว่า ผลการทดสอบ RT-PCR ในอินโดนีเซียควรออกมาภายใน 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นหลังจากมีกระแสวิจารณ์ว่าค่าตรวจโรค COVID-19 ในประเทศนั้นแพงเกินไป ด้านนายอับดุล คาเดียร์ อธิบดีกรมบริการสุขภาพของอินโดนีเซีย ระบุว่า การกำหนดราคาค่าตรวจใหม่ดำเนินการร่วมกันกับหน่วยงานกำกับดูแลการเงินและการพัฒนา ซึ่งมีผลตั้งแต่ 17 ส.ค.64

ซาอุดีอาระเบียอนุมัติฉุกเฉินใช้วัคซีน COVID-19 ของ Moderna ในเด็กอายุ 12-17 ปี

สำนักข่าว SPA ของทางการซาอุดีอาระเบีย รายงานเมื่อ 22 ส.ค.64 ว่า ในวันเดียวกันนี้ ซาอุดีอาระเบีย อนุมัติการใช้วัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ของบริษัท Moderna จากสหรัฐฯ เพื่อฉีดให้เด็กอายุ 12-17 ปี เป็นกรณีฉุกเฉิน หลังจากรายงานผลการทดลองทางคลินิกของบริษัท Moderna ซึ่งยื่นต่อองค์การอาหารและยาของซาอุดีอาระเบีย ยืนยันว่าวัคซีน Moderna (ชนิด mRNA) มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสำหรับกลุ่มเด็กอายุดังกล่าว โดยการอนุมัติใช้วัคซีน Moderna มีขึ้นหลังจากกระทรวงศึกษาธิการซาอุดีอาระเบีย กำหนดให้นักเรียนที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป นักศึกษามหาวิทยาลัยและอาชีวะศึกษา รวมถึงบุคลากรทางการศึกษา ต้องฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ครบ 2 โดส ก่อนกลับเข้าเรียนในสถานศึกษาในภาคการศึกษาใหม่ ใน 29 ส.ค.64 ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยว่า ตั้งแต่ 19-22 ส.ค.64 ซาอุดีอาระเบีย พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่ำกว่า 500 ราย ขณะที่ปัจจุบันซาอุดีอาระเบีย ฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19…

อินเดียจะดำเนินนโยบายต่ออัฟกานิสถานอย่างไร ในวันที่ตอลิบันครองเมือง

สถานการณ์เข้ายึดกรุงคาบูลของกลุ่มตอลิบันในอัฟกานิสถานเมื่อไม่นานมานี้ถือได้ว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากทั้งในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมีผลอย่างมากต่อภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนถึงกับเอ่ยว่าเหตุการณ์นี้จะเปลี่ยนฉากทัศน์ของภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียกลาง และเอเชียตะวันตก อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะสมดุลของสมการด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียใต้ถือได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงในระดับที่เรียกว่า “พลิกผัน” เพราะตลอดหลายปีมานี้นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาส่งทหารเข้าไปในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2544 นั้น มหาอำนาจในเอเชียใต้อย่างอินเดีย ถือเป็นผู้สนับสนุนด้านมนุษยธรรม และลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากในอัฟกานิสถาน อินเดียมีจุดยืนตรงข้ามกับกลุ่มตอลิบันมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2539 ที่ตอลิบันเข้าปกครองอัฟกานิสถาน เพราะในช่วงเวลานั้นอินเดียให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฝ่ายเหนือโดยใช้สถานทูตในกรุงดูชานเบ ประเทศทาจิกิสถานในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มดังกล่าวเพื่อต่อสู้กับตอลิบัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลังการล่มสลายของรัฐบาลตอลิบันในปี 2544 อินเดียจะมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลชุดใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร ทำไมอัฟกานิสถานถึงสำคัญกับอินเดีย สำหรับเหตุผลที่อินเดียให้ความสำคัญอย่างมากต่ออัฟกานิสถานคงไม่แตกต่างไปจากประเทศอื่น ๆ มากนัก นั่นคือประเด็นเรื่องความมั่นคงและการก่อการร้าย ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาอินเดียกล่าวหากลุ่มตอลิบันมาโดยตลอดว่าให้ที่พักพิงกลุ่มติดอาวุธที่ปฏิบัติการในพื้นที่แคชเมียร์ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของอินเดีย ฉะนั้นการที่รัฐบาลอัฟกานิสถานไม่อยู่ภายใต้การบริหารของตอลิบันจึงมีส่วนดีอย่างมากต่อการจัดการเรื่องความมั่นคงของอินเดีย ตลอดหลายปีก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน และกลุ่มตอลิบันจะกลับขึ้นมามีอำนาจนั้น อินเดียถือได้ว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีมากโดยเฉพาะในประเด็นเรื่องความมั่นคงกับรัฐบาลอัฟกานิสถาน ทั้งยังมอบทุนการศึกษาและงบประมาณจำนวนมากให้กับกองทัพอัฟกานิสถานเพื่อฝึกอบรมให้กับกองทัพและหน่วยข่าวกรองของอัฟกานิสถาน ยิ่งไปกว่านั้นตลอด 20 ปีที่ผ่านมาอินเดียได้ลงทุนด้านเศรษฐกิจให้กับอัฟกานิสถานไปมากถึง 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ S Jaishankar รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอินเดียถึงกับกล่าวในการประชุมที่เจนีวาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ว่า “วันนี้ไม่มีส่วนใดของอัฟกานิสถานที่ไม่ถูกแตะต้องโดยโครงการมากกว่า 400 โครงการที่อินเดียดำเนินการใน 34 จังหวัดของอัฟกานิสถานทั้งหมด” อาจกล่าวได้ว่าอินเดียมีความผูกพันอย่างมากกับรัฐบาลอัฟกานิสถานในตลอด 20 ปีที่ผ่านมา…

สหราชอาณาจักรเตรียมเสนอมาตรการคว่ำบาตรกลุ่มตอลิบัน

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างแหล่งข่าวเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า สหราชอาณาจักรมีแผนจะโน้มน้าวให้ผู้นำกลุ่ม G7 ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (European Union-EU) พิจารณาใช้มาตรการคว่ำบาตรกลุ่มตอลิบัน ระหว่างการประชุมกลุ่ม G7 เพื่อหารือประเด็นอัฟกานิสถานใน 24 ส.ค.64 โดยสหราชอาณาจักรประเมินว่า กลุ่ม G7 ควรใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและระงับความช่วยเหลือต่าง ๆ หากกลุ่มตอลิบันละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนและปล่อยให้อัฟกานิสถานเป็นฐานของกลุ่มติดอาวุธ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักร พยายามโน้มน้าวให้สหรัฐฯ ขยายระยะเวลาการถอนกองทัพออกจากอัฟกานิสถานออกไป จากเดิมที่จะสิ้นสุดใน 31 ส.ค.64 เพื่อให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ มีเวลาอพยพพลเมืองของตนออกจากอัฟกานิสถาน