ญี่ปุ่น

เตรียมยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อรับมือ COVID-19ใน 9 จังหวัดสำคัญใน 20 มิ.ย.64 หลังจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง และพิจารณาจะใช้ Vaccine Passport รูปแบบเอกสารใน ก.ค.64 รวมทั้งเตรียมฉีดวัคซีนให้กับ จนท.งานแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกภายใน ส.ค.64

ออวเตรเลีย

ระบุเมื่อ 17 มิ.ย.64 ปรับแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ของ AstraZeneca ในผู้สูงอายุ จากอายุ 50 ปีขึ้นไป เป็นอายุ 60 ปีขึ้นไป หลังอัตราการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในห้วงอายุ 50-59 ปี อยู่ในระดับสูง และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย

WHO

ประกาศเมื่อ 16 มิ.ย.64 วิตกกับการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์เดลตาที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ หรือสายพันธุ์แลมบ์ดา ใน 29 ประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาใต้ ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาความรุนแรงของเชื้อ

WHO เตือนว่าการกระจายวัคซีน COVID-19 ล่าช้ากว่าการแพร่ระบาด

สำนักข่าว The Guardian รายงานเมื่อ 15 มิ.ย.64 ว่า นาย Tedros Adhanom Ghebreyesus ผอ.องค์การอนามัยโลก (World Health Organization-WHO) เตือนว่า การกระจายวัคซีนทั่วโลกล่าช้ากว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงในแต่ละวัน ซึ่งแม้กลุ่ม G7 ที่ประกอบด้วยแคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ให้คำมั่นในการประชุมสุดยอด G 7 ที่สหราชอาณาจักรเมื่อ 11-13 มิ.ย.64 ว่าจะบริจาควัคซีนแก่ประเทศยากจนผ่านโครงการ COVAX มากกว่าหนึ่งพันล้านโดส แต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการวัคซีนทั่วโลกที่มากถึง 11,000 ล้านโดส นอกจากนี้ WHO ยังคาดการณ์ว่าทั่วโลกต้องใช้งบประมาณมากกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการวินิจฉัยโรค การรักษา และการเร่งผลิตวัคซีน COVID-19 จึงจะเพียงพอในการควบคุมการแพร่ระบาดโรค COVID-19 ได้

การประชุมสุดยอด G-7

ระหว่าง 11-13 มิ.ย.64 ตกลงจะสนับสนุนวัคซีนกว่า 1,000 ล้านโดส ให้กับประเทศรายได้น้อยและปานกลางผ่านโครงการ COVAX ขององค์การอนามัยโลกภายในปี 2565 และพัฒนาระบบเตือนภัยโรคระบาด เพื่อเร่งยุติการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และเตรียมรับมือโรคระบาดในอนาคต