รัสเซียเริ่มต่อเรือรบและเรือดำน้ำ 6 ลำเพื่อเข้าประจำการในกองทัพเรือ

สำนักข่าวTass ของรัสเซีย รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 อ้างคำกล่าวของประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ว่า รัสเซียกำลังต่อเรือรบและเรือดำน้ำ 6 ลำ สำหรับกองทัพเรือรัสเซีย โดยแบ่งเป็นเรือลาดตระเวนใต้น้ำขับเคลื่อนด้วยนิวเคลียร์ จำนวน 2 ลำที่อู่ต่อเรือ Severodvinsk เรือลาดตระเวนจำนวน 2 ลำที่อู่ต่อเรือ Komsomolsk-on-Amur และเรือดำน้ำชั้น Varshavyanka จำนวน 2 ลำที่อู่ต่อเรือ Admiralty ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยมีพิธีวางกระดูกเรือรบและเรือดำน้ำผ่านระบบทางไกล ทั้งนี้ รัสเซียจะเดินหน้าเสริมสร้างศักยภาพกองทัพเรือต่อไป ทั้งการปฏิรูปกองทัพ การติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย การฝึกซ้อมภารกิจที่ยากลำบาก ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียและบทบาทรัสเซียในเวทีโลก

ชาวอัฟกันในอินโดนีเซียชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องการตั้งถิ่นฐานใหม่

สำนักข่าวAP รายงานเมื่อ 24 ส.ค.64 ว่า ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันในอินโดนีเซียหลายร้อยคนรวมตัวประท้วงหน้าสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees -UNHCR) ในกรุงจาการ์ตา เพื่อประณามการเข้ายึดอำนาจของกลุ่มตอลิบัน และเรียกร้องการตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม พร้อมชูป้าย “อัฟกานิสถานไม่ปลอดภัย” และ “ตั้งถิ่นฐานผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันจากอินโดนีเซีย” โดยผู้ลี้ภัยซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายฮาซารา ระบุว่า เป็นห่วงครอบครัวที่ยังอยู่ในอัฟกานิสถาน เนื่องจากชาวฮาซาราเป็นกลุ่มมุสลิมชีอะฮ์ จะถูกดูหมิ่นและถูกเลือกปฏิบัติโดยกลุ่มมุสลิมสุหนี่ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถาน อย่างไรก็ดี การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ และได้ยุติการชุมนุมหลังจากตำรวจขู่ว่าจะจับกุม เนื่องจากละเมิดข้อกำหนดด้านสาธารณสุขในกรุงจาการ์ตา ปัจจุบัน มีผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันติดค้างอยู่ในอินโดนีเซียหลายพันคน เนื่องจากไม่สามารถลี้ภัยไปประเทศที่สามได้ ขณะที่อินโดนีเซียไม่ได้ลงนามสนธิสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี 2494 และพิธีสารที่เกี่ยวข้อง ผู้ลี้ภัยในอินโดนีเซียจึงไม่ได้รับสิทธิในการประกอบอาชีพ และสิทธิในการรับสวัสดิการทางสังคมบางประการ

World Bank ระงับการให้เงินช่วยเหลืออัฟกานิสถาน

สำนักข่าวBBC รายงานเมื่อ 25 ส.ค.64 ว่า ธนาคารโลก (World Bank-WB) ระงับการให้เงินช่วยเหลืออัฟกานิสถานเมื่อ 24 ส.ค.64 หลังจากกลุ่มตอลิบันเข้าควบคุมประเทศ ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ระงับการเข้าถึงทรัพยากรของ IMF ของอัฟกานิสถาน รวมถึงเงินทุนสำรอง (SDRs) ครั้งใหม่จำนวน 440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 14,620 ล้านบาท) เนื่องจากประชาคมระหว่างประเทศยังไม่รับรองสถานะรัฐบาลอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ WB มอบเงินทุนประมาณ 5,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 176,000 ล้านบาท) ผ่านสมาคมพัฒนาระหว่างประเทศสำหรับโครงการฟื้นฟูและพัฒนาในอัฟกานิสถานตั้งแต่ปี 2545

การจัดสรร SDR ของ IMF ครั้งใหม่ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์มีผลบังคับใช้แล้ว

เว็บไซต์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) เผยแพร่แถลงการณ์ของนาง Kristalina Georgieva เมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า สิทธิพิเศษถอนเงิน (Special Drawing Rights -SDRs) หรือสินทรัพย์ที่ IMF กำหนดขึ้นและถือเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศ ที่ได้รับการจัดสรรเงินทุนเพิ่มขึ้นครั้งใหม่จนมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ มีผลบังคับใช้แล้วอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยรับมือกับวิกฤตการณ์โรค COVID-19 ได้เป็นอย่างดี โดยจะเป็นสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจโลกด้วยการสนับสนุนทุนสำรองระหว่างประเทศ และช่วยลดภาระหนี้ระดับสูงให้กับสมาชิก กับทั้งยังสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับวิกฤต COVID-19 ให้กับสมาชิก   ทั้งนี้ IMF ย้ำให้สมาชิกใช้ SDRs ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดและโปร่งใส ซึ่ง IMF ได้สร้างกรอบการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคของการจัดสรร SDRs ครั้งใหม่นี้ด้วย อาทิ การกำกับดูแล การประเมินผลดีต่อการสร้างความยั่งยืนด้านการกู้เงินและภาระหนี้ อีกทั้งมีการทบทวน ติดตามผล และรายงานการใช้ SDRs ทุก 2 ปี อย่างไรก็ดี…

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง UN วิตกกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศของกลุ่มตอลิบัน

เว็บไซต์ข่าวองค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) รายงานเมื่อ 10 ส.ค.64 อ้างถ้อยแถลงของนาง Michelle Bachelet ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง UN จากการประชุมสมัยพิเศษ กรณีสถานการณ์ในอัฟกานิสถานในประเด็นสิทธิมนุษยชน เมื่อ 24 ส.ค.64 วิตกกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศของกลุ่มตอลิบัน พร้อมทั้งเรียกร้องผู้นำกลุ่มตอลิบันให้เคารพสิทธิของชาวอัฟกัน เฉพาะอย่างยิ่งสิทธิพื้นฐานของสตรีและเด็ก ตลอดจนเสรีภาพของสื่อ นักวิชาการ นักกิจกรรมภาคประชาสังคม และอดีตเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อาทิ เสรีภาพในการแสดงออก การศึกษา และการทำงาน หลังกลุ่มตอลิบันยังคงค้นหาบุคคลดังกล่าวตามบ้าน เพื่อจับกุม ลงโทษ และอายัดทรัพย์สิน นอกจากนี้ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง UN เรียกร้องกลุ่มตอลิบันให้เปิดเส้นทางให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้กับชาวอัฟกัน พร้อมกับรับประกันความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ รวมถึงเรียกร้องนานาประเทศให้คุ้มครองและช่วยเหลือผู้ลี้ภัย โดยการสนับสนุนเงินทุนและการขนส่งสิ่งของที่จำเป็นไปยังอัฟกานิสถาน เพิ่มจำนวนที่พักพิง และยุติการเนรเทศชาวอัฟกันที่แสวงหาความคุ้มครองโดยทันที ตลอดจนเรียกร้องที่ประชุมให้จัดตั้งกลไกเพื่อติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในอัฟกานิสถานอย่างใกล้ชิด และย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการใช้ประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนกดดันกลุ่มตอลิบันที่ต้องการการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ โดย UN ยืนยันที่จะอยู่เคียงข้างและให้ความช่วยเหลือแก่ชาวอัฟกัน เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพของประเทศ และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของชาวอัฟกัน

ประธานาธิบดีเบลารุสเสนอให้ CSTO ร่วมกับ SCO แสดงบทบาทต่อสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน

สำนักข่าวBelta ของเบลารุส รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ของเบลารุส เสนอต่อที่ประชุมระดับผู้นำขององค์กรสนธิสัญญาความร่วมมือเพื่อความมั่นคงร่วม (Collective Security Treaty Organization-CSTO) สมัยวิสามัญ วาระเร่งด่วนประเด็นอัฟกานิสถาน ผ่านระบบวิดีโอ เรียกร้องให้การประชุมระดับผู้นำ ทั้งกรอบ CSTO และกรอบองค์การความร่วมมือเซียงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization-SCO) ประจำปี 2564 ซึ่งกำหนดจัดใน 16-17 ก.ย.64 ที่ดูชานเบ ทาจิกิสถาน นั้น ร่วมกันหารือในประเด็นอัฟกานิสถาน เนื่องจากตำแหน่งของประเทศสมาชิกทั้งกรอบ SCO และ CSTO มีความสำคัญต่ออัฟกานิสถานมากกว่าประเทศตะวันตก โดย CSTO มีระยะเวลาดำเนินการอีก 3 สัปดาห์ในการเตรียมการประชุมร่วม ทั้งนี้ เติร์กเมนิสถานได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุม SCO และ CSTO ในฐานะแขกของทาจิกิสถานเจ้าภาพจัดการประชุม

ซาอุดีอาระเบีย

ประกาศเมื่อ 25 ส.ค.64 ยกเลิกการห้ามเข้าประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 สำหรับชาวต่างชาติ 20 ประเทศ ที่มีถิ่นพำนักในซาอุดีอาระเบีย อาทิ อินเดีย อาร์เจนตินา เยอรมนี สหรัฐฯ ปากีสถาน ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น หลังจากบังคับใช้มาตรการดังกล่าวมาตั้งแต่ 2 ก.พ.64

ไต้หวัน

ระบุเมื่อ 25 ส.ค.64 ไม่พบผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ในประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 108 วัน ตั้งแต่ 9 พ.ค.64 ปัจจุบัน ไต้หวันมีผู้ติดเชื้อสะสม 15,939 ราย และเสียชีวิต 830 ราย

ญี่ปุ่น

ระบุเมื่อ 25 ส.ค.64 รัฐบาลเตรียมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มใน 8 จังหวัด ได้แก่ จ.ฮอกไกโด จ.มิยากิ จ.กิฟุ จ.มิเอะ จ.ชิกะ จ.โอกายามะ และ จ.ฮิโรชิมา โดยจะมีผลบังคับใช้ระหว่าง 27 ส.ค.-12 ก.ย.64 เนื่องจากยังตรวจพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ทั่วประเทศมากกว่า 20,000 รายต่อวัน

อินโดนีเซีย

ระบุเมื่อ 24 ส.ค.64 องค์การอาหารและยาของอินโดนีเซีย (BPOM) อนุมัติใช้วัคซีน Sputnik V ของรัสเซียเป็นกรณีฉุกเฉิน ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ชนิดที่ 6 ที่ได้รับการอนุมัติใช้เป็นกรณีฉุกเฉินต่อจากวัคซีน Sinovac วัคซีน AstraZeneca วัคซีน Sinopharm วัคซีน Moderna และวัคซีน Pfizer