กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ลาว ตั้งเป้าหมายส่งออกผลผลิตทางการเกษตรไปจีนเพิ่มขึ้น

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทมส์ รายงานเมื่อ 6 ต.ค.64 ว่า กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ลาว ตั้งเป้าหมายจะใช้โครงการเส้นทางรถไฟลาว-จีน ซึ่งจะเปิดดำเนินการใน ธ.ค.64 เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าทางการเกษตร และปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้สามารถส่งออกไปยังจีนได้ หลังจากที่รัฐบาลลาวและเอกชนจีนลงนามข้อตกลงเมื่อ พ.ค.64 ว่าด้วยส่งออกสินค้าเกษตร 9 ชนิดไปยังจีน ระหว่างปี 2564-2569 มูลค่ารวม 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ โดยกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ จะทำงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า หอการค้าลาว และผู้ประกอบการ ประสานงานกับจีน เพื่อจัดทำรายการสินค้าเกษตรส่งออกรวมถึงขั้นตอนรักษามาตรฐานผลผลิต เพื่อส่งออกสินค้าไปยังจีน และที่ผ่านมา กระทรวงฯ ประสบความสำเร็จในการเปิดตลาดและเจรจาเงื่อนไขคุณภาพผลผลิตสินค้าเกษตรที่จะส่งออกไปจีน เช่น ข้าว ข้าวโพดหวาน มันสำปะหลัง กล้วย และแตงโม เป็นต้น ทั้งนี้ ข้อมูลของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าลาวระบุว่า ตั้งแต่ปี 2558 – 2562 ลาวส่งออกสินค้าไปยังจีนเพิ่มขึ้นปีละมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สิงคโปร์ออกคำแนะนำไม่ให้แรงงานต่างชาติไปเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย

เว็บไซต์ ChannelNews Asia รายงานเมื่อ 6 ต.ค.64 ว่า ทางการสิงคโปร์ (กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทยและตำรวจ) ออกคำแนะนำเป็นภาษาบาฮาซา อินโดนีเซีย อังกฤษ เมียนมา ตากาล็อก และทมิฬ ให้แรงงานต่างชาติไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย อันเป็นผลจากสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน ซึ่งอาจทำให้ผู้มีแนวคิดรุนแรงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับแรงบันดาลใจและเดินทางไปอัฟกานิสถานเพื่อฝึกอาวุธกับกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังเตือนให้แรงงานตระหนักว่าจะไม่สนับสนุนหรือมีส่วนนำแนวคิดทางการเมืองจากต่างประเทศเข้ามาเผยแพร่ ระมัดระวังในการบริจาคด้านมนุษยธรรมที่อาจนำไปสู่การสนับสนุนการก่อการร้าย ไม่มีพฤติกรรมหรือสนับสนุนการยั่วยุทั้งทางกายภาพและออนไลน์ที่ทำให้เกิดความรุนแรง และแจ้งให้ทางการทราบหากพบพฤติกรรมหรือบุคคลต้องสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุดังกล่าว อนึ่ง ChannelNews Asia ระบุว่า กระทรวงแรงงานส่งคำแนะนำผ่านนายจ้างซึ่งมีกลุ่มแรงงานที่ทำงานตามบ้าน เพื่อแจ้งเตือนต่อไปยังกลุ่มแรงงานดังกล่าวด้วย

สหรัฐฯ พิจารณากรณี AstraZeneca ขอให้อนุมัติยาแอนติบอดีเพื่อป้องกันเชื้อ COVID-19 กรณีฉุกเฉินในสหรัฐฯ

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานเมื่อ 5 ต.ค.64 ว่า สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐ (Food and Drug Administration-FDA) กำลังพิจารณากรณีบริษัท AstraZeneca ยื่นเรื่องขอให้ FDA รับรองการใช้ยาแอนติบอดี AZD7442 ของบริษัท เพื่อป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 เป็นกรณีฉุกเฉิน (สหรัฐฯ ยังไม่รับรองการใช้วัคซีนป้องกัน COVID-19 ของ AstraZeneca ภายในสหรัฐฯ) ซึ่งยาดังกล่าวมีประสิทธิภาพลดอาการป่วยจากการติดเชื้อได้ร้อยละ 77 โดยหากได้รับการรับรองก็จะเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ ที่จะใช้ยาแอนติบอดี้เพื่อป้องกันการติดเชื้อในผู้ที่ระบบภูมิคุ้มกันไม่ตอบสนองวัคซีน นอกเหนือจากการใช้ยาแอนติบอดีในสหรัฐฯ เพื่อรักษาผู้ที่ติดเชื้อแล้ว ซึ่งเป็นยาที่ผลิตโดยบริษัท Regeneron และบริษัท Roche สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งองค์การอนามัยโลกให้การรับรองการใช้แอนติบอดีในผู้ป่วย COVID-19 ที่มีอาการรุนแรง อย่างไรก็ดี การใช้ยาแอนติบอดีดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูง โดยราคาประมาณ 2,100 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อโดส

ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ จะหารือกับฝ่ายจีนเพื่อลดระดับความขัดแย้งระหว่างกัน

สำนักข่าววีโอเอรายงานเมื่อ 5 ต.ค.64 ว่า นายเจคอบ ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะพบหารือกับนายหยาง เจี่ยฉือ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการต่างประเทศกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่สวิตเซอร์แลนด์ในห้วงสัปดาห์นี้ เพื่อลดบรรยากาศความขัดแย้งและความหวาดระแวงระหว่างกัน  ทั้งนี้ สื่อคาดว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะเน้นหารือประเด็นความสัมพันธ์ทางการค้า และกรณีไต้หวัน  โดยการหารือครั้งนี้เป็นการเพิ่มช่องทางปฏิสัมพันธ์ตามเป้าหมายของผู้นำสหรัฐฯ และจีนเมื่อ 9 ก.ย.64 ที่ต้องการให้ทั้ง 2 ประเทศหารือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้การแข่งขันระหว่างกันเป็นประเด็นขยายความขัดแย้ง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศ

FDA ของสหรัฐฯ กำลังพิจารณาอนุมัติใช้วัคซีนบริษัท Johnson&Johnson เป็นเข็มกระตุ้น

หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัลรายงานเมื่อ 5 ต.ค.64 ว่า บริษัท Johnson&Johnson ของสหรัฐฯ ยื่นขอให้องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (Food and Drug Administration-FDA) อนุมัติการใช้วัคซีนของบริษัทเป็นเข็มกระตุ้น (booster) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรค COVID-19 โดยบริษัทระบุว่า วัคซีนเข็มที่ 2 ของบริษัท Johnson&Johnson จะเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงจากโรคได้ร้อยละ 94 ทั้งนี้ FDA จะพิจารณากรณีดังกล่าวใน 15 ต.ค.64 ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนให้ชาวอเมริกันฉีดวัคซีนทั้งเข็มแรกและเข็มกระตุ้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ปัจจุบัน FDA อนุมัติวัคซีนเข็มกระตุ้นของบริษัท Pfizer แล้ว และอยู่ระหว่างพิจารณาวัคซีนเข็มกระตุ้นของบริษัท Moderna

อินเดียซ้อมรบร่วมกับศรีลังกา ภายใต้รหัส Mitra Shakti ครั้งที่ 8

สำนักประชาสัมพันธ์ (Press Information Bureau-PIB) ของอินเดีย รายงานเมื่อ 5 ต.ค.64 ว่า กองทัพบกอินเดีย ส่งกำลังพลจากกองพันทหารราบจำนวน 120 นาย ซ้อมรบร่วมกับกองทัพบกศรีลังกา ภายใต้รหัส Mitra Shakti ครั้งที่ 8 ระหว่าง 4-15 ต.ค.64 ที่ Combat Training School เมือง Ampara ศรีลังกา ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และฝึกร่วมในมิติต่าง ๆ อาทิ การปฏิบัติการทางยุทธวิธี และการปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายในพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท

อินเดียเริ่มใช้อากาศยานไร้คนขับจัดส่งวัคซีนป้องกันโรค COVID-19

เว็บไซต์ Livemint รายงานเมื่อ 5 ต.ค.64 ว่า นาย Mansukh Mandaviya รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอินเดีย เป็นประธานเปิดโครงการ i-Drone ของสภาวิจัยทางการแพทย์แห่งอินเดีย (Indian Council of Medical Research-ICMR) เมื่อวันที่ 4 ต.ค.64 เวลา 13.00 น. (เวลาท้องถิ่นอินเดีย) ซึ่งเป็นโครงการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) จัดส่งวัคซีนป้องกันโรค COVID-1 โดยในวันแรกมีการจัดส่งวัคซีนที่รัฐมณีปุระ จำนวน 900 โดส รวมระยะทาง 31 กิโลเมตร ทั้งนี้ ICMR จัดทำโครงการ i-Drone เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลอินเดียที่ตั้งเป้าจะทำให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้แม้จะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือถิ่นทุรกันดาร

อินเดียซ้อมรบร่วมทางทะเลกับญี่ปุ่น ภายใต้รหัส JIMEX ครั้งที่ 5

สำนักประชาสัมพันธ์ (Press Information Bureau-PIB) ของอินเดีย รายงานเมื่อ 5 ต.ค.64 ว่า กองทัพเรืออินเดียจะซ้อมรบร่วมทางทะเลกับกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่น (Japan Maritime Self-Defense Force-JMSDF) ภายใต้รหัส JIMEX ครั้งที่ 5 ระหว่าง 6-8 ต.ค.64 เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติการร่วมทางทะเลของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะมีการฝึกการปฏิบัติการขั้นสูงร่วมกัน อาทิ การซ้อมยิงอาวุธประจำเรือ การปฏิบัติการร่วมด้วยเฮลิคอปเตอร์ การต่อต้านเรือดำน้ำ และการต่อต้านอากาศยาน โดยกองทัพเรืออินเดีย ส่งเรือพิฆาต INS Kochi และเรือฟริเกต INS Teg และ JMSDF ส่งเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ Kaga และเรือพิฆาต JS Murasame เข้าร่วมการซ้อมรบครั้งนี้

ญี่ปุ่นเตรียมกลับมาดำเนินโครงการ Go To Travel เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวอีกครั้ง

สำนักข่าว Japan Times รายงานเมื่อ 6 ต.ค.64 โดยอ้างถ้อยแถลงของนายเท็ตสึโอะ ไซโตะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ดิน คมนาคม และการท่องเที่ยวญี่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นเตรียมกลับมาดำเนินโครงการ Go To Travel อีกครั้ง หลังยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และสถานการณ์โรค COVID-19 ภายในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น เพื่อกระตุ้นและเร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการวิกฤตโรค COVID-19 นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางควบคุมโรคระหว่างการดำเนินโครงการดังกล่าว รวมถึงการขยายโครงการดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงการรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมายังญี่ปุ่นให้ได้ 60 ล้านคนภายในปี 2573 ทั้งนี้ โครงการ Go To Travel เป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลจะอุดหนุนงบประมาณให้กับภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและส่วนลดให้กับประชาชนสำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ ก.ค.63 แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดฯ ภายในประเทศที่รุนแรง ทำให้รัฐบาลระงับการดำเนินโครงการดังกล่าวเมื่อกลางปี 2564  

เมียนมา แต่งตั้ง พล.ท.ตานไลง์ เป็นผู้กำกับดูแลปฏิบัติการปราบปราม PDF

สำนักข่าวอิระวดี รายงานเมื่อ 5 ต.ค.64 อ้างแหล่งข่าวอดีตทหารในกองทัพบกเมียนมา ว่า เมียนมากำหนดให้ พล.ท.ตานไลง์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และพล.ท.เตซาจอ เป็นผู้กำกับดูแลปฏิบัติการปราบปรามกองกำลังป้องกันประชาชน (People’s Defense Force-PDF) ในพื้นที่ภาค ตะวันตกเฉียงเหนือ (ที่ตั้งของภาคสะไกง์ ภาคมะก่วย และรัฐชิน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี PDF เข้มแข็ง) หลังจากทหารเมียนมาเสียชีวิตจากการสู้รบในพื้นที่ดังกล่าวแล้วอย่างน้อย 1,080 นาย โดย พล.ท.ตานไลง์ มีข้อสั่งการ เมื่อ ก.ย.64 ให้เสริมกำลังทหารเข้าไปในพื้นที่ 3,000 นาย และระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ เพื่อปฏิบัติการปิดล้อม PDF อย่างเข้มข้นและรุนแรงขึ้น พร้อมกับให้ข้อมูลการปะทะในพื้นที่ ว่า PDF ใช้อาวุธและทุ่นระเบิดที่ล้าสมัยหรือประดิษฐ์เอง ขณะที่กองทัพเมียนมาใช้อาวุธปืนอัตโนมัติ ระเบิด เครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์ทิ้งระเบิด และเรือติดอาวุธปืนเข้าปะทะในพื้นที่ริมน้ำ