สหรัฐฯ จะรื้อฟื้นการเจรจากับจีนเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าระยะที่ 1

สำนักข่าวPolitico รายงานเมื่อ 4 ต.ค.64 อ้างถ้อยแถลงของนางแคทเทอรีน ไท ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (US Trade Representative-USTR) เกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ต่อจีนว่า สหรัฐฯ จะไม่ขยายความตึงเครียดทางการค้ากับจีน แต่จะยังคงเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมากกว่า 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่บังคับใช้ในสมัยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จนกว่าจะเจรจากับจีนได้สำเร็จ โดยนางไทจะหารือกับจีนในเร็ว ๆ นี้ เพื่อให้จีนปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 ที่ทั้งสองฝ่ายลงนามเมื่อ ม.ค.63 และหยิบยกข้อห่วงกังวลของสหรัฐฯ เกี่ยวกับแนวปฏิบัติทางการค้าของจีนที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด และไม่ได้รวมอยู่ในข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะเปิดการพิจารณายกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนบางรายการ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคเอกชนสหรัฐฯ

OHCHR เรียกร้องไทยเร่งพิจารณาและบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย

สำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights-OHCHR) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุเมื่อ 4 ก.ย.64 แสดงความยินดีกรณีไทยรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เมื่อ 16 ก.ย.64 พร้อมทั้งเรียกร้องไทยเร่งพิจารณา พ.ร.บ. ดังกล่าวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน และบังคับใช้โดยเร็ว อาทิ การนิยามอาชญากรรมการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายตามกฎหมายระหว่างประเทศ และการเพิ่มบทกำหนดความผิดทางอาญาหรือการได้คำให้การหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ตลอดจนเรียกร้องไทยให้ปฏิบัติตามคำมั่นตามกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review-UPR) ของสหประชาชาติเมื่อปี 2559 และปี 2562 ในการภาคยานุวัติอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance-ICPPED) และพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่น ๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม…

วัคซีน Pfizer ของสหรัฐฯ ช่วยป้องกันผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 รุนแรงได้ร้อยละ 90

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เมื่อ 5 ต.ค.64 เผยแพร่ผลการวิจัยของสถาบัน Pfizer and Kaiser Permanente ที่ชี้ว่า วัคซีนป้องกันเชื้อ COVID-19 ของบริษัท Pfizer มีประสิทธิภาพช่วยให้ผู้ป่วยไม่ให้ติดเชื้อรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาตัวได้ร้อยละ 90 และป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาได้นานประมาณ 6 เดือน  ซึ่งผลการวิจัยดังกล่าวอาจกระตุ้นให้มีการฉีดวัคซีนมากขึ้นในสหรัฐฯ โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเข็มแรก  ทั้งนี้  วัคซีนของบริษัท Pfizer นิยมใช้มากที่สุดในสหรัฐฯ โดยมีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ได้ร้อยละ 88 ขณะที่วัคซีนของบริษัท Moderna มีประสิทธิภาพร้อยละ 93 ส่วนวัคซีนของบริษัท Johnson & Johnson มีประสิทธิภาพร้อยละ 71 ซึ่งปัจจุบันบริษัท Johnson & Johnson เตรียมขอให้องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (Food and Drug Administration-FDA) พิจารณารับรองการใช้วัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันแก่ชาวอเมริกันที่ได้รับวัคซีนของบริษัทซึ่งเป็นชนิดฉีดเข็มเดียว

สหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพร่วมการประชุม OECD และกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับฝรั่งเศส

นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เยือนฝรั่งเศส ระหว่าง 5-6 ต.ค.64เพื่อเป็นผู้แทนรัฐบาลสหรัฐฯ  เป็นเจ้าภาพร่วมในการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development-OECD) ที่ปารีส  ซึ่งจะมีจีนเข้าร่วมการประชุมโดยเป็นผู้สังเกตการณ์ นอกจากนี้ นายบลิงเคนจะกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับฝรั่่งเศส  หลังจากฝรั่งเศสไม่พอใจกรณีสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียตั้งกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคง 3 ฝ่าย (AUKUS) โดยจะหารือกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสเกี่ยวกับประเด็นความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การแก้ไขวิกฤตโลกร้อน และการแพร่ระบาดของโรค COVID-19

สหรัฐฯ ห่วงกังวลกรณีจีนปฏิบัติการทางทหารแข็งกร้าวบริเวณไต้หวัน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 3 ต.ค.64 แถลงว่า สหรัฐฯ ห่วงกังวลอย่างยิ่งกรณีจีนปฏิบัติการทางการทหารแข็งกร้าวใกล้ไต้หวัน โดยสหรัฐฯ เห็นว่าเป็นการดำเนินกิจกรรมด้านการทหารที่บั่นทอนเสถียรภาพและสันติภาพของภูมิภาค รวมทั้งเสี่ยงต่อการคาดการณ์ผิดพลาด (miscalculation) จึงเรียกร้องให้จีนยุติการกดดันไต้หวันด้วยมาตรการด้านการทหาร การทูต รวมทั้งเศรษฐกิจ พร้อมกันนี้ โฆษกสหรัฐฯ ระบุว่าสหรัฐฯ จะช่วยเหลือไต้หวันเพื่อรักษาความสามารถในการป้องกันตนเอง รวมทั้งจะร่วมมือกับพันธมิตรและหุ้นส่วนเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์กับไต้หวันต่อไป

สหรัฐฯ ย้ำเป้าหมายต้องการให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์

นายเนด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงเมื่อ 4 ต.ค.64 ว่า ย้ำนโยบายของสหรัฐฯ ต่อคาบสมุทรเกาหลี สหรัฐฯดำรงเป้าหมายให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์  เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและสร้างความปลอดภัยในภูมิภาค รวมทั้งเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และทหารอเมริกันที่ประจำการในคาบสมุทรเกาหลี โดยสหรัฐฯ ไม่มุ่งหมายเป็นศัตรู แต่ยังคงใช้แนวทางการทูตต่อเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ กังวลที่เกาหลีเหนือละเมิดข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council-UNSC) กรณีการทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง พร้อมกับเรียกร้องให้เกาหลีเหนือปฏิบัติตามข้อมติ UNSC พร้อมกับย้ำว่าสหรัฐฯ  ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น รวมทั้งต้องการเจรจากับเกาหลีเหนือโดยไม่กำหนดเงื่อนไข

รัฐบาลตอลิบันต้องการให้อินเดียอนุญาตเปิดการบินระหว่างอินเดีย-อัฟกานิสถานอีกครั้ง

สำนักข่าวPajhwok รายงานเมื่อ 30 ก.ย.64 ว่า รัฐบาลตอลิบันต้องการให้รัฐบาลอินเดียพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะอนุญาตให้สายการบินพาณิชย์ทำการบินเส้นทางอินเดีย-อัฟกานิสถานอีกครั้ง รวมทั้ง เรียกร้องให้อินเดียพิจารณามอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาชาวอัฟกานิสถานเช่นเดิมด้วย โดยรัฐบาลตอลิบันได้ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการถึง ผู้อำนวยการการบินพาณิชย์อินเดียเมื่อ 28 ก.ย.64 โดยนาย Amir Khan Muttaqi รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอัฟกานิสถานเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียพิจารณาเรื่องดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาชาวอัฟกานิสถานที่ได้รับทุนการศึกษาในอินเดียสามารถเดินทางเข้าอินเดียได้

อนาคตโลกการเงิน: การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

  ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินไทย โดยเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของทั้งภาคธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก จึงมีมูลค่าตลาดคิดเป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ 15 ของมูลค่ารวมในตลาดหลักทรัพย์ไทย อย่างไรก็ดี ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกอยู่ในช่วงขาลงตั้งแต่ก่อนเ กิดวิกฤตโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จากการ disruption ของเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน ยังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น และรวดเร็วขึ้นอย่างมาก ระหว่างกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์แบบเดิมด้วยกันเอง กับกลุ่มผู้เล่นใหม่ (new player) ได้แก่ กลุ่ม non-bank หรือ ผู้ให้บริการทางการเงินข้ามอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน เช่น ธุรกิจแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนผู้เล่นที่ไม่มีตัวตน (no player) ได้แก่ ระบบการเงินแบบไม่รวมศูนย์ (Decentralised Finance-DeFi) และไม่มีตัวกลาง ซึ่งล้วนแล้วแต่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การแข่งขันที่จะเข้มข้นขึ้นข้างต้น รวมถึงการเร่งพัฒนาธุรกิจในการปล่อยสินเชื่อของผู้เล่นรายใหม่ทั้ง non-bank และ DeFi กำลังสร้างความท้าทายมากขึ้นให้กับผู้กำหนดนโยบายของไทยในการเข้ามากำกับดูแลและสร้างกติกาให้เป็นธรรมต่อการแข่งขันของทุกฝ่าย ซึ่งการเติบโตอย่างรวดเร็วของระบบดิจิทัลและธุรกิจแพลตฟอร์มในอุตสาหกรรมนี้ เสี่ยงจะทำให้เกิดการผูกขาดตลาดของธุรกิจรายใหญ่ในภาคการธนาคารเพียงไม่กี่ราย เนื่องจาก network effect ที่หากมีสมาชิกใช้บริการในแพลตฟอร์มมาก ก็จะมีอำนาจทางการตลาดมากขึ้น ขณะเดียวกัน…

จีน-อัฟกานิสถาน: ความสัมพันธ์ภายใต้การนำของตอลีบัน

นับตั้งแต่ก่อนตอลีบันยึดกรุงคาบูลได้สำเร็จในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บทบาทของจีนเป็นที่จับตามองมาโดยตลอดจากประชาคมระหว่างประเทศ เพราะจีนถือเป็นประเทศหนึ่งที่พยายามสร้างสมดุลทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเดิมของอัฟกานิสถาน และกลุ่มตอลีบันมาโดยตลอด   น่าสนใจว่าจีนเป็นไม่กี่ประเทศที่ไม่มีการสั่งอพยพนักการทูตซึ่งประจำอยู่ที่กรุงคาบูล แม้ว่ากรุงคาบูลจะโดนปิดล้อม หรือภายหลังถูกเปลี่ยนผ่านมาอยู่ในมือของตอลีบันแล้วก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนจีนจะกลายเป็นประเทศแรก ๆ ที่กลุ่มตอลีบันเดินเข้าหาเพื่อขอความช่วยเหลือด้วย   เห็นได้จากการเข้าพบทูตจีนประจำอัฟกานิสถานหลายครั้งของบรรดาผู้นำกลุ่มต่าง ๆ ของตอลีบัน ในหลายโอกาส และหลายวาระ ตลอดจนการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศของโฆษกรัฐบาลรักษาการที่เชิญชวนให้จีนเข้ามาลงทุนในการพัฒนาอัฟกานิสถาน   ปรากฏการณ์เช่นนี้ส่งผลให้เกิดคำถามขึ้นมากมายเกี่ยวกับบทบาท สถานะ และความสัมพันธ์ของจีนต่ออัฟกานิสถานภายหลังการขึ้นมามีอำนาจของตอลีบัน โดยเฉพาะปัจจัยความสำคัญของอัฟกานิสถานที่มีต่อจีน ตลอดจนท่าทีของจีนในอนาคตต่อตอลีบันและอัฟกานิสถาน   หากพิจารณาในแง่ความสำคัญของอัฟกานิสถานที่มีต่อจีนอาจมองได้ 3 มิติ สำคัญคือ   มิติทางด้านความมั่นคง: มิตินี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกของจีนเลยก็ว่าได้ เห็นได้จากบทวิเคราะห์ของนักวิชาการจีนที่เชี่ยวชาญด้านอัฟกานิสถานหรือประเทศในเอเชียใต้ ทั้งในภาษาจีนและอังกฤษต่างลงความเห็นตรงกันว่าจีนจำเป็นต้องพูดคุยและสานสัมพันธ์กับอัฟกานิสถานต่อแม้เปลี่ยนผ่านไปอยู่ในอำนาจของกลุ่มตอลีบัน   เพราะต้องไม่ลืมว่าอัฟกานิสถานและจีนนั้นมีพรมแดนร่วมกัน และบริเวณดังกล่าวก็ติดกับเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีนด้วย ซึ่งกำลังมีปัญหาการแบ่งแย่งดินแดน และการก่อการร้ายซึ่งเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่อจีน ฉะนั้นจีนจึงย้ำกับทางอัฟกานิสถานหลายครั้งไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ตามคือการร่วมกันกำจัดกลุ่มเคลื่อนไหวเตอร์กิสตะวันออก และจีนก็ใช้เรื่องนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญในการช่วยเหลือตอลีบันเช่นกัน   มิติทางด้านเศรษฐกิจ: มิตินี้ถือเป็นอีกหนึ่งมุมที่ยากจะตัดออกไปจากสมการทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอัฟกานิสถาน เพราะประเทศแห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยทรัพยากรและแร่ธาตุหายากจำนวนมหาศาลซึ่งจะมีส่วนอย่างสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคของจีนในอนาคต ยังไม่นับรวมว่าก่อนหน้านี้จีนเองได้เข้ามาประมูลสัมปทานน้ำมันและเหมืองทองแดงอยู่ก่อนแล้ว แต่ด้วยปัญหาความขัดแย้งส่งผลให้ยังไม่สามารถดำเนินการได้   ฉะนั้นอัฟกานิสถานจึงถือเป็นพื้นที่การลงทุนที่จีนเองก็มองว่าจะสามารถทำกำไรได้อย่างมากในมุมที่ทรัพยากรจำนวนมากยังคงอุดมสมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้นการที่ตอลีบันมีอำนาจแข็งแกร่งเพียงพอก็อาจมีส่วนช่วยในการยืนยันความปลอดภัยให้บริษัทและแรงงานชาวจีนได้มากขึ้นด้วย   และ 3. มิติภูมิรัฐศาสตร์: หากเราพิจารณาประเทศอัฟกานิสถานบนแผนที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าประเทศนี้เป็นจุดเชื่อมสำคัญของภูมิภาคเอเชีย…

Covishield not to be taken by people severely allergic to any of its ingredients: Serum Institute

อินเดีย-สหราชอาณาจักร กับประเด็นเรื่องวัคซีนและการกักตัว

หลายท่านคงได้มีโอกาสได้อ่านข่าวผ่านตาเกี่ยวกับมาตรการเปิดประเทศรับบุคคลภายนอกจากต่างประเทศของสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะมาตรการการกักตัว และการรับรองวัคซีนประเภทต่าง ๆ เพื่อยกเว้นมาตรการกักตัวให้กับผู้ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว อย่างไรก็ตามในประกาศของทางการสหราชอาณาจักรนั้นมีการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวกับบางประเทศเท่านั้น หนึ่งในประเทศที่ไม่ถูกรับรองให้อยู่ในรายชื่อประเทศเฝ้าระวัง และทางการสหราชอาณาจักรมีการบังคับให้ต้องกักตัว 10 วัน แม้ว่าผู้เดินทางจากประเทศดังกล่าวจะได้รับวัคซีนครบโดสแล้วก็ตามคือประเทศอินเดีย ประกาศดังกล่าวนำมาซึ่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเนื่องจากวัคซีนที่ใช้ในอินเดียส่วนใหญ่นั้นเป็นวัคซีนสัญชาติสหราชอาณาจักรอย่าง AstraZeneca หรือในอินเดียรู้จักในชื่อ Covishield นั่นเอง แน่นอนว่าทางการอินเดียประท้วงมาตรการดังกล่าวอย่างรุนแรงโดยระบุว่านี่เป็นการเลือกปฏิบัติของรัฐบาลสหราชอาณาจักร และแฝงไปด้วยแนวคิดแบบอาณานิคม ซึ่งในเบื้องต้นทางการสหราชอาณาจักรได้ให้เหตุผลกับทางรัฐบาลอินเดียว่าประเด็นดังกล่าวเป็นผลมาจากความกังวลต่อประเด็นการรับรองเอกสารการฉีดวัคซีนของรัฐบาลอินเดีย อย่างไรก็ตามทางการอินเดียตอบโต้กลับว่าการรับรองเอกสารการฉีดวัคซีนของรัฐบาลอินเดียนั้น เป็นระบบกลางที่ดำเนินการโดยรัฐบาลกลางเท่านั้น ซึ่งไม่ควรมีประเด็นเรื่องมาตรการการออกใบรับรองการฉีดวัคซีนตามที่ทางการสหราชอาณาจักรมองว่ามีปัญหา ซึ่งในการพบกันของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศครั้งล่าสุด ทางการอินเดียก็ได้ยื่นเรื่องให้สหราชอาณาจักรทบทวนมาตรการดังกล่าวที่ดูเหมือนจะเป็นการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ แต่ดูเหมือนว่าปัญหานี้จะยังไม่จบง่าย ๆ เพราะล่าสุดรัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะเจาะจงไปที่ประชากรของสหราชอาณาจักรโดยเฉพาะ เพื่อตอบโต้มาตรการกักตัวของสหราชอาณาจักรที่บังคับใช้กับคนอินเดีย โดยนับตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคมเป็นต้นไป ประชากรของสหราชอาณาจักรทุกคนที่เดินทางเข้ามาในประเทศอินเดีย ต้องดำเนินการกักตัวภายในบ้านเป็นเวลา 10 วัน ซึ่งเป็นมาตรการเดียวกันที่คนอินเดียต้องปฏิบัติเมื่อเดินทางไปสหราชอาณาจักร ทั้งนี้มาตรการนี้บังคับใช้กับทุกคนแม้ว่าบุคคลดังกล่าวจะได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้วก็ตาม มาตรการที่ออกมาใหม่ล่าสุดนี้ของรัฐบาลอินเดีย เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นความพยายามในการตอบโต้มาตรการบังคับใช้ของสหราชอาณาจักรที่มีต่อประชาชนอินเดีย ซึ่งอินเดียมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างยิ่ง และไร้ซึ่งเหตุผลที่เป็นรูปธรรมเพียงพอในการเลือกปฏิบัติดังกล่าว เพราะอินเดียใช้วัคซีนประเภทเดียวกับที่สหราชอาณาจักรใช้ และวัคซีนเหล่านี้ใช้กันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกด้วย ประเด็นมาตรการบังคับใช้มาตรการกักตัวและใบรับรองด้านวัคซีนนี้ ระหว่างอินเดียและสหราชอาณาจักรนี้กลายเป็นประเด็นทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ ที่นำพาให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างไม่สู้จะราบรื่นเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตามหลังรัฐบาลอินเดียมีมาตรการดังกล่าวออกมาตอบโต้ สถานทูตสหราชอาณาจักรประจำอินเดียได้ออกมาระบุว่า ทางการสหราชอาณาจักรกำลังเร่งประสานความร่วมมือทางด้านเทคนิคกับอินเดียเพื่อให้เอกสารรับรองด้านวัคซีนของทางการอินเดียได้รับการรับรองอย่างเป็นระบบเพื่อเอื้ออำนวยให้ประชาชนอินเดียในการเดินทาง ฉะนั้นอาจต้องจับตามองต่อไปว่าสหราชอาณาจักรจะมีการปรับเปลี่ยนมาตรการเกี่ยวกับการกักตัวของประชากรอินเดียในอนาคตหรือไม่ ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขในการยกเลิกมาตรการของทางการอินเดียด้วยเช่นกัน  …