ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง UN วิตกกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศของกลุ่มตอลิบัน

เว็บไซต์ข่าวองค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) รายงานเมื่อ 10 ส.ค.64 อ้างถ้อยแถลงของนาง Michelle Bachelet ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง UN จากการประชุมสมัยพิเศษ กรณีสถานการณ์ในอัฟกานิสถานในประเด็นสิทธิมนุษยชน เมื่อ 24 ส.ค.64 วิตกกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศของกลุ่มตอลิบัน พร้อมทั้งเรียกร้องผู้นำกลุ่มตอลิบันให้เคารพสิทธิของชาวอัฟกัน เฉพาะอย่างยิ่งสิทธิพื้นฐานของสตรีและเด็ก ตลอดจนเสรีภาพของสื่อ นักวิชาการ นักกิจกรรมภาคประชาสังคม และอดีตเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อาทิ เสรีภาพในการแสดงออก การศึกษา และการทำงาน หลังกลุ่มตอลิบันยังคงค้นหาบุคคลดังกล่าวตามบ้าน เพื่อจับกุม ลงโทษ และอายัดทรัพย์สิน นอกจากนี้ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง UN เรียกร้องกลุ่มตอลิบันให้เปิดเส้นทางให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้กับชาวอัฟกัน พร้อมกับรับประกันความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ รวมถึงเรียกร้องนานาประเทศให้คุ้มครองและช่วยเหลือผู้ลี้ภัย โดยการสนับสนุนเงินทุนและการขนส่งสิ่งของที่จำเป็นไปยังอัฟกานิสถาน เพิ่มจำนวนที่พักพิง และยุติการเนรเทศชาวอัฟกันที่แสวงหาความคุ้มครองโดยทันที ตลอดจนเรียกร้องที่ประชุมให้จัดตั้งกลไกเพื่อติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในอัฟกานิสถานอย่างใกล้ชิด และย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการใช้ประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนกดดันกลุ่มตอลิบันที่ต้องการการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ โดย UN ยืนยันที่จะอยู่เคียงข้างและให้ความช่วยเหลือแก่ชาวอัฟกัน เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพของประเทศ และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของชาวอัฟกัน

ประธานาธิบดีเบลารุสเสนอให้ CSTO ร่วมกับ SCO แสดงบทบาทต่อสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน

สำนักข่าวBelta ของเบลารุส รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ของเบลารุส เสนอต่อที่ประชุมระดับผู้นำขององค์กรสนธิสัญญาความร่วมมือเพื่อความมั่นคงร่วม (Collective Security Treaty Organization-CSTO) สมัยวิสามัญ วาระเร่งด่วนประเด็นอัฟกานิสถาน ผ่านระบบวิดีโอ เรียกร้องให้การประชุมระดับผู้นำ ทั้งกรอบ CSTO และกรอบองค์การความร่วมมือเซียงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization-SCO) ประจำปี 2564 ซึ่งกำหนดจัดใน 16-17 ก.ย.64 ที่ดูชานเบ ทาจิกิสถาน นั้น ร่วมกันหารือในประเด็นอัฟกานิสถาน เนื่องจากตำแหน่งของประเทศสมาชิกทั้งกรอบ SCO และ CSTO มีความสำคัญต่ออัฟกานิสถานมากกว่าประเทศตะวันตก โดย CSTO มีระยะเวลาดำเนินการอีก 3 สัปดาห์ในการเตรียมการประชุมร่วม ทั้งนี้ เติร์กเมนิสถานได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุม SCO และ CSTO ในฐานะแขกของทาจิกิสถานเจ้าภาพจัดการประชุม

ซาอุดีอาระเบีย

ประกาศเมื่อ 25 ส.ค.64 ยกเลิกการห้ามเข้าประเทศเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 สำหรับชาวต่างชาติ 20 ประเทศ ที่มีถิ่นพำนักในซาอุดีอาระเบีย อาทิ อินเดีย อาร์เจนตินา เยอรมนี สหรัฐฯ ปากีสถาน ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น หลังจากบังคับใช้มาตรการดังกล่าวมาตั้งแต่ 2 ก.พ.64

ไต้หวัน

ระบุเมื่อ 25 ส.ค.64 ไม่พบผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ในประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 108 วัน ตั้งแต่ 9 พ.ค.64 ปัจจุบัน ไต้หวันมีผู้ติดเชื้อสะสม 15,939 ราย และเสียชีวิต 830 ราย

ญี่ปุ่น

ระบุเมื่อ 25 ส.ค.64 รัฐบาลเตรียมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มใน 8 จังหวัด ได้แก่ จ.ฮอกไกโด จ.มิยากิ จ.กิฟุ จ.มิเอะ จ.ชิกะ จ.โอกายามะ และ จ.ฮิโรชิมา โดยจะมีผลบังคับใช้ระหว่าง 27 ส.ค.-12 ก.ย.64 เนื่องจากยังตรวจพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ทั่วประเทศมากกว่า 20,000 รายต่อวัน

อินโดนีเซีย

ระบุเมื่อ 24 ส.ค.64 องค์การอาหารและยาของอินโดนีเซีย (BPOM) อนุมัติใช้วัคซีน Sputnik V ของรัสเซียเป็นกรณีฉุกเฉิน ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ชนิดที่ 6 ที่ได้รับการอนุมัติใช้เป็นกรณีฉุกเฉินต่อจากวัคซีน Sinovac วัคซีน AstraZeneca วัคซีน Sinopharm วัคซีน Moderna และวัคซีน Pfizer

ฮ่องกง

ระบุเมื่อ 24 ส.ค.64 จะเริ่มเปิดให้เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปสามารถเข้ารับวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 โดยไม่ต้องนัดล่วงหน้า (Walk-in) ที่ศูนย์ฉีดวัคซีน 24 แห่ง จากศูนย์ฉีดวัคซีนทั้งหมด 29 แห่ง ตั้งแต่ 27 ส.ค.64

จีน

ระบุเมื่อ 24 ส.ค.64 คาดว่า จะบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ให้กับประชากรร้อยละ 80 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ในสิ้นปี 2564 โดยจีนฉีดวัคซีนให้ประชาชนเสร็จสิ้นแล้ว 1,950 ล้านโดส เมื่อ 23 ส.ค.64 ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดส 798 ล้านคน หรือร้อยละ 57 ของประชากรทั้งหมด

โปแลนด์สร้างรั้วบริเวณชายแดนโปแลนด์-เบลารุสเพื่อป้องกันผู้ลี้ภัย

นาย Mariusz Blaszczak  รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมโปแลนด์ แถลงเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า โปแลนด์จะสร้างรั้วบริเวณชายแดนโปแลนด์-เบลารุส สูง 2.5 เมตร และประจำการนายทหารเพิ่มเป็น 2,000 นาย เพื่อป้องกันผู้ลี้ภัยลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ขณะที่ลิธัวเนียอยู่ระหว่างการสร้างรั้ว ยาว 508 กิโลเมตร บริเวณชายแดนลิธัวเนีย-เบลารุส  คาดว่าจะแล้วเสร็จใน ก.ย.65 ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากโปแลนด์ ลิธัวเนีย และลัตเวีย รายงานการจับกุมผู้ลี้ภัยจากอิรักและอัฟกานิสถานเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยใช้ช่องทางชายแดนเบลารุสเข้ายุโรป ซึ่งสหภาพยุโรป (EU) กังวลว่า เบลารุสอาจใช้ปัญหาผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองกับ EU เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่าง EU กับเบลารุสค่อนข้างตึงเครียดในระยะหลัง จากกรณีที่ EU ออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเบลารุสที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง จากการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองและการบังคับเครื่องบินลงจอดเพื่อจับกุมสื่อมวลชนฝ่ายต่อต้านรัฐบาล  

EU ไม่รับรองรัฐบาลอัฟกานิสถานที่มาจากการจัดตั้งโดยกลุ่มตอลิบัน

นาง Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission-EC) แถลงเมื่อ 22 ส.ค.64 ว่า สหภาพยุโรป (European Union-EU) ไม่รับรองรัฐบาลอัฟกานิสถานที่มาจากการจัดตั้งโดยกลุ่มตอลิบัน และจะไม่เจรจาใด ๆ กับกลุ่มติดอาวุธ โดย EU จะติดตามและประเมินการกระทำของกลุ่มตอลิบันอย่างใกล้ชิด ว่ามีการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ขณะที่ปัญหาการเปิดรับผู้ลี้ภัย ซึ่ง EU ยังไม่มีมติเป็นเอกฉันท์นั้น EU จะสนับสนุนเงินทุนให้ประเทศสมาชิกที่เปิดรับผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน และเพิ่มงบช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสำหรับอัฟกานิสถาน ซึ่งมีเงื่อนไขว่า อัฟกานิสถานต้องดำเนินการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยต้องเคารพสิทธิสตรีและชนกลุ่มน้อยเป็นสำคัญ