เวียดนามจะทดลองใช้วัคซีนพาสปอร์ตเที่ยวบินจากฮานอยไปโตเกียวและลอนดอน

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ VnExpress International รายงานเมื่อ 13 ส.ค.64 ว่า สายการบิน Vietnam Airlines จะทดลองใช้วัคซีนพาสปอร์ต (vaccine passport) เที่ยวบินฮานอย-โตเกียว ไปจนถึง 31 ส.ค.64 และเที่ยวบินฮานอย-ลอนดอน ใน 2 ก.ย.64 โดยหวังว่าความสำเร็จในการทดลองจะช่วยรื้อฟื้นเที่ยวบินระหว่างประเทศโดยเร็ว ซึ่งผู้โดยสารจำเป็นต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association-IATA) อย่างน้อย 3 วัน ก่อนออกเดินทาง ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Travel Pass ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ สร้างหนังสือเดินทางสุขภาพดิจิทัล และป้อนข้อมูลเที่ยวบิน นอกจากนี้ ผู้โดยสารจะต้องมีผลการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน กับทั้งจำเป็นต้องเตรียมเอกสารตัวจริง หากเจ้าหน้าที่ร้องขอ ทั้งนี้ เวียดนามปิดชายแดนและยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศทุกเที่ยวบินตั้งแต่ มี.ค.63 อย่างไรก็ดีสายการบิน Vietnam Airlines เริ่มกลับมาให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์เส้นทางจากฮานอยและนครโฮจิมินห์ไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ทั้งในออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศในเอเชียและยุโรป เมื่อ…

เยอรมนี

ประกาศเมื่อ 14 ส.ค.64 เพิ่มสหรัฐฯ ในบัญชีรายชื่อประเทศที่มีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 สูง โดยผู้ที่จะเดินทางเข้าเยอรมนีจากสหรัฐฯ ตั้งแต่ 15 ส.ค.64 ต้องเป็นผู้ได้รับวัคซีนครบโดส หายจากโรค COVID-19 แล้ว หรือมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง หากไม่มีหลักฐานมาแสดงจะต้องกักตัว 10 วัน

แคนาดา

ระบุเมื่อ 14 ส.ค.64 จะจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 จากบริษัท Moderna จำนวน 40 ล้านโดส ในห้วงปี 2565-2566 พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนเข้ารับวัคซีน เนื่องจากมีการแพร่ระบาดระลอกใหม่จากเชื้อสายพันธุ์เดลตา ซึ่งผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

ออสเตรเลีย

ประกาศเมื่อ 14 ส.ค.64 บังคับใช้มาตรการ Lockdown ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ตั้งแต่ 14 ส.ค.64 เวลา 17.00 น. หลังตรวจพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ 466 ราย และเสียชีวิต 4 ราย โดยประชาชนสามารถออกนอกเคหสถานได้เฉพาะเหตุจำเป็น และต้องอยู่ในรัศมี 5 กม. เช่น ไปซื้ออาหารและของใช้จำเป็น

สหรัฐฯ เร่งเจรจากับกาตาร์เพื่อให้ช่วยเหลือชาวอัฟกานิสถาน

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานเมื่อ 14 ส.ค.64 ว่า สหรัฐฯ เร่งเจรจาให้กาตาร์ช่วยเหลือชาวอัฟกานิสถานที่เคยสนับสนุนการทำงานของกองทัพสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน โดยให้ที่พำนักเป็นการชั่วคราว โดยคาดว่ากาตาร์อาจรับชาวอัฟกานิสถานกลุ่มดังกล่าวประมาณ 2,000 คน อย่างไรก็ดี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่ายังไม่มีข้อตกลงกับกาตาร์ในประเด็นดังกล่าว แต่สหรัฐฯ กำลังพิจารณาทุกทางเลือกเพื่อช่วยเหลือชาวอัฟกานิสถานที่จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในอัฟกานิสถานตึงเครียดขึ้น ด้านกาตาร์ยังไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว  และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกาตาร์จะเยือนสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้าเพื่อหารือประเด็นนี้ ทั้งนี้ สหรัฐฯ กำลังติดตามสถานการณ์ในอัฟกานิสถานอย่างใกล้ชิด  โดยในวันเดียวกัน สหรัฐฯ ประกาศให้เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/คาบูลทำลายเอกสารสำคัญในสถานเอกอัครราชทูตแต่ระบุว่าเป็นมาตรการตามปกติในห้วงที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ลดจำนวนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน

สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าน้ำมันให้ กองกำลัง IRGC- QF ของอิหร่าน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ แถลงเมื่อ 13 ส.ค.64 ว่า สหรัฐฯ คว่ำบาตรนาย Mahmood Rashid Amur Al Habsi ชาวโอมานและบริษัท 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท Nimr International S.R.L. บริษัท Orbit Petrochemicals Trading LLC และบริษัท Bravery Maritime Corporation ตามคำสั่งผู้บริหารที่ EO 13224 เนื่องจากบุคคลและบริษัทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการลักลอบซื้อ-ขายน้ำมันให้กองกำลัง IRGC-QF ของอิหร่าน ซึ่งอยู่ในบัญชีผู้สนับสนุนกลุ่ม ก่อการร้ายของสหรัฐฯ  กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า นาย Habsi ใช้บริษัทดังกล่าวเป็นตัวกลางขายน้ำมันของ กองกำลัง IRGC-QF ให้ต่างประเทศ รวมทั้งประเทศในเอเชียตะวันออก ซึ่ง กองกำลัง IRGC-QF ใช้รายได้จากการขายน้ำมันดำเนินกิจกรรมที่เป็นภัยคุกคามภูมิภาคตะวันออกกลาง และต่อชาวสหรัฐฯ พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าจะยังคงติดตามและลงโทษบุคคลที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายต่อไป

สหรัฐฯ คว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของคิวบาจากกรณีปราบปรามผู้ประท้วงด้วยความรุนแรง

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงเมื่อ 13 ส.ค.64 ว่า สหรัฐฯ คว่ำบาตรคิวบาเพิ่มเติมตามคำสั่งผู้บริหารที่ EO 13818 เพื่อตอบโต้กรณีรัฐบาลคิวบาปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงด้วยมาตรการรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้ สหรัฐฯ คว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ตำรวจ และกองทัพบกคิวบา ที่มีส่วนร่วมสั่งการให้ข่มขู่ ก่อเหตุรุนแรง รวมทั้งทำร้ายผู้ประท้วง พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ ย้ำว่าสนับสนุนชาวคิวบาที่เรียกร้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อคัดค้านรัฐบาล และชาวคิวบาควรได้รับสิทธิในการชุมนุมอย่างปลอดภัย

นายกรัฐมนตรีเวียดนามชี้การทูตวัคซีนเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุยุทธศาสตร์วัคซีน

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ VGP News ของรัฐบาลเวียดนาม รายงานเมื่อ 12 ส.ค.64 อ้างคำกล่าวของ นายกรัฐมนตรี ฝั่ม มิญ จิ๊ญ ว่า การทูตวัคซีน (Vaccine diplomacy) ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ยุทธศาสตร์วัคซีนของเวียดนามเป็นจริง เนื่องจากยุทธศาสตร์ดังกล่าวมุ่งเน้น 1) การจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ให้ได้มากที่สุดและรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ 2) เร่งวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต และ 3) ฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อบรรลุเป้าหมายการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในต้นปี 2565 ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้โทรศัพท์หารือกับผู้นำ 16 ชาติ และส่งหนังสือไปยังผู้นำ 22 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ 10 แห่ง เพื่อเร่งดำเนินการทูตวัคซีน ปัจจุบัน เวียดนามได้รับวัคซีนแล้วมากกว่า 19 ล้านโดส ผ่านโครงการ COVAX การจัดซื้อและความช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยเมื่อ 13 ส.ค.64 ว่า เวียดนามได้จัดส่งวัคซีน AstraZeneca จำนวน 1,113,400…

เวียดนามอาจเริ่มการผลิตวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เองใน ก.ย.64

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ VGP News ของรัฐบาลเวียดนาม รายงานเมื่อ 12 ส.ค.64 อ้างคำกล่าวของ นายกรัฐมนตรี ฝั่ม มิญ จิ๊ญ ในระหว่างการประชุมกับนักวิทยาศาสตร์และผู้ผลิตวัคซีนว่า หากทุกอย่างราบรื่น เวียดนามอาจจะเริ่มการผลิตวัคซีนป้องกันโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้เองใน ก.ย.64 และย้ำว่า วัคซีนที่ดีที่สุดคือวัคซีนที่ได้เร็วที่สุด ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขเวียดนามเปิดเผยว่า ปัจจุบัน มีบริษัทหรือสถาบันที่ทดลองการฉีดวัคซีนในมนุษย์แล้ว 2 ใน 4 แห่ง ได้แก่ สถาบัน Institute of Vaccines and Medical Biologicals (IVAC) ผู้ผลิตวัคซีน Covivac และบริษัท Nanogen Pharmaceutical Biotechnology ผู้ผลิตวัคซีน Nanocovax ซึ่งผลการทดลองชี้ว่า วัคซีน Nanocovax มีภูมิคุ้มกันถึงร้อยละ 99.4 เท่ากับวัคซีนของบริษัทอื่น ๆ ที่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้…

ญี่ปุ่นจะทบทวนแผนป้องกันภัยคุกคามระยะกลางเร็วขึ้นจากกำหนดเดิม

สำนักข่าว Kyodo รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลเมื่อ 14 ส.ค.64 ว่า ญี่ปุ่นจะทบทวนแผนป้องกันภัยคุกคามระยะกลาง (แผน 5 ปี) ภายในปี 2564 เร็วขึ้นจากกำหนดเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2566 เพื่อปรับเพิ่มงบประมาณสำหรับการป้องกันการขยายอิทธิพลของจีนที่มีกิจกรรมในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออกมากขึ้น และเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินในช่องแคบไต้หวัน โดยการทบทวนแผนฯ ดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้บรรลุตามคำมั่นของนายสึกะ โยชิฮิเดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ระหว่างการพบปะหารือที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ เม.ย.64 เพื่อสนับสนุนขีดความสามารถด้านการป้องกันของญี่ปุ่น การเสริมสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศ และการรักษาความปลอดภัยในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ทั้งนี้ แผนป้องกันภัยคุกคามระยะกลางของญี่ปุ่นฉบับปัจจุบัน ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีสมัยนายกรัฐมนตรีอาเบะ ชินโซ เมื่อปลายปี 2561 ซึ่งจัดสรรงบประมาณไว้ที่ 27.47 ล้านล้านเยน (250 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีข้อกำหนดว่าแผนฯ ดังกล่าวสามารถทบทวนได้หลังจาก 3 ปี โดยคำนึงถึงสถานการณ์ด้านความปลอดภัย ณ เวลานั้น