กองกำลังความมั่นคงไนจีเรียช่วยเหลือผู้ถูกลักพาตัว 97 คน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อ 5 ม.ค.65 ว่า กองกำลังความมั่นคงของไนจีเรียปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ที่ถูกลักพาตัวรวม 97 คน ในรัฐ Zamfara ทางตะวันตกเฉียงเหนือของไนจีเรียเมื่อ 3 ม.ค.65 โดยช่วยเหลือผู้ที่ถูกลักพาตัวจำนวน 68 คนในพื้นที่ Shinkafi รัฐ Zamfara หลังถูกลักพาตัวนานกว่า 3 เดือน และสามารถช่วยเหลือผู้ที่ถูกลักพาตัวจำนวน 29 คนในป่า Kunchin Kalgo พื้นที่ Tsafe ของรัฐ Zamfara หลังถูกลักพาตัวนานกว่า 2 เดือน ขณะนี้ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือทั้งหมดอยู่ระหว่างการดูแลจากทีมแพทย์ของรัฐบาลและตำรวจ ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2564 กลุ่มติดอาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อเหตุปล้นและลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่ในหมู่บ้าน ชุมชน โรงเรียน และมหาวิทยาลัยในรัฐทางตอนกลางและตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศมากขึ้น โดยกองกำลังความมั่นคงของไนจีเรียปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2564 รวมถึงตัดช่องทางการสื่อสารในรัฐทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศบางแห่งเพื่อขัดขวางการสื่อสารของกลุ่มติดอาวุธ

อิหร่านยืนยันจะแก้แค้นผู้อยู่เบื้องหลังลอบสังหาร อดีตผู้บัญชาการQuds Forces

สำนักข่าว2Press TV รายงานเมื่อ 5 ม.ค.65 ว่า พลจัตวา อิสมาอีล กออานี ผู้บัญชาการ Quds Force ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษในต่างประเทศ สังกัดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps-IRGC) ของอิหร่าน กล่าวในพิธีรำลึกถึง พลตรี กอซิม สุลัยมานี อดีตผู้บัญชาการ Quds Force ซึ่งเสียชีวิตจากการถูกลอบสังหาร ที่อิรัก ครบรอบ 2 ปี เมื่อ 3 ม.ค.65 มีเนื้อหายืนยันจะแก้แค้นผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร พลตรี สุลัยมานี โดยใช้วิธีและรูปแบบของอิหร่าน อีกทั้งขู่ว่าอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้สั่งการ และนายไมเคิล ปอมเปโอ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด จะดำเนินชีวิตอย่างไม่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังย้ำว่าความรู้สึกต่อต้านสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้นในอิรัก ส่งผลให้การขับไล่ทหารสหรัฐฯ ออกจากอิรัก ประสบผลสำเร็จ และกล่าวว่าการถอนทหารสหรัฐฯ ออกกจากอิรัก…

อินเดียตอบโต้กรณีสื่อจีนนำเสนอภาพทหารถือธงชาติจีนในพื้นที่พิพาทระหว่างกัน

เว็บไซต์ The Tribune ของอินเดีย รายงานเมื่อ 4 ม.ค.65 ว่า หน่วยงานความมั่นคงของอินเดีย เปิดเผยภาพถ่ายในวันเดียวกัน เป็นภาพทหารอินเดีย 30 นาย พร้อมอาวุธประจำกาย ยืนถือธงชาติอินเดียเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่ พ.ศ.2565 และถ่ายบริเวณหมู่บ้าน Galwan ในพื้นที่ทางตะวันออกของดินแดนสหภาพลาดักห์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่พิพาทระหว่างอินเดียกับจีน ขณะเดียวกันนาย Kiren Rijiju รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอินเดีย และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐอรุณาจัลประเทศ ที่เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่พิพาทระหว่างสองประเทศ ทวิตข้อความในบัญชีทวีตเตอร์ส่วนตัว สนับสนุนบทบาทของทหารอินเดียในพื้นที่พิพาทดังกล่าว โดยใช้ภาพทหารอินเดียถือธงชาติอินเดียข้างต้นเป็นภาพประกอบ ทั้งนี้ อินเดียแสดงท่าทีดังกล่าวภายหลังชาวอินเดียในสื่อสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอินเดียว่าเพิกเฉยต่อกรณีสื่อจีนเปิดเผยคลิปวิดีโอเมื่อ 1 ม.ค.65 เป็นภาพทหารจีนที่ประจำการในพื้นที่หมู่บ้าน Galwan ฝั่งที่จีนยึดครอง ถือธงชาติจีน พร้อมกล่าวสวัสดีปีใหม่และเน้นย้ำท่าทีไม่ยอมเสียดินแดนจีนให้กับประเทศคู่พิพาท

ญี่ปุ่นและออสเตรเลียเตรียมลงนามข้อตกลงต่างตอบแทนทางทหาร (RAA)

สำนักข่าว Japan Times และ Channel News Asia รายงานเมื่อ 5 ม.ค.65 ว่าญี่ปุ่นและออสเตรเลียเตรียมลงนามข้อตกลงต่างตอบแทนทางทหาร (Reciprocal Access Agreement – RAA) ระหว่างการประชุมสุดยอดญี่ปุ่น – ออสเตรเลียออนไลน์ใน 6 ม.ค.65 หลังนายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นยกเลิกกำหนดการเดินทางเยือนออสเตรเลียและสหรัฐฯ เนื่องจากการแพร่ระบาด COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอน โดยข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้ญี่ปุ่นและออสเตรเลียสามารถปฏิบัติการทางทหารภายในและโดยรอบเขตอธิปไตยระหว่างกันได้ตามกฎหมาย เช่น ประจำการกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ซึ่งคล้ายกับข้อตกลงสถานภาพทางทหาร (Status of Forces Agreement -SOFA) ของสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น แต่ต่างกันที่ข้อตกลง SOFA กำหนดให้คู่สัญญามีประเทศเดียวเป็นเจ้าบ้าน ขณะที่ข้อตกลง RAA กำหนดคู่สัญญาทั้งสองประเทศต้องเป็นเจ้าบ้านด้วย นอกจากนี้ ผู้นำญี่ปุ่นและออสเตรเลียยังมีแผนหารือกระชับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเกี่ยวกับพลังงานสะอาด รวมถึงเทคโนโลยีและวัตถุดิบในการผลิตที่สำคัญ

สิงคโปร์

ระบุเมื่อ 5 ม.ค.65 เห็นว่ากรณีศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐฯ (CDC) ปรับสถานะสิงคโปร์เป็นประเทศเสี่ยงสูงจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่มีผู้ติดเชื้อในระดับคงที่ ซึ่งสิงคโปร์มีศักยภาพในการตรวจหาเชื้อสูง และมีสถานีตรวจหาเชื้อในระบบน้ำเสียทั่วประเทศ

กัมพูชา

ประกาศเมื่อ 5 ม.ค.65 ห้ามผู้ติดเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอน รักษาตัวที่บ้านแม้มีอาการไม่รุนแรง เพื่อป้องการแพร่ระบาดในชุมชน ส่วนผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาและอัลฟาสามารถรักษาตัวที่บ้านได้หากอาการไม่รุนแรง

อินเดีย

ระบุเมื่อ 6 ม.ค.65 ตรวจพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอนแล้ว 2,630 ราย ใน 26 รัฐ/ดินแดนสหภาพ หลังตรวจพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวเป็นครั้งแรก เมื่อ 2 ธ.ค.64 ที่รัฐกรณาฏกะ โดยพื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อมากที่สุด ได้แก่ รัฐมหาราษฏระ ดินแดนสหภาพเดลี รัฐราชสถาน รัฐเกรละ และรัฐกรณาฏกะ

อินเดีย

ระบุเมื่อ 6 ม.ค.65 ยืนยันพบผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอนรายแรกของประเทศ เป็นชายอายุ 73 ปี เสียชีวิตเมื่อ 31 ธ.ค.64 ที่เมือง Udaipur รัฐราชสถาน

ฝรั่งเศส

เห็นชอบเมื่อ 5 ม.ค.65 กับข้อบังคับให้แสดงเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ก่อนเข้าใช้บริการพื้นที่สาธารณะ อาทิ ร้านค้า ร้านอาหาร โรงพยาบาล รถโดยสารประจำทาง และรถไฟ โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนฉีดวัคซีนมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีแนวคิดต่อต้านการฉีดวัคซีน

อินเดีย

ระบุเมื่อ 5 ม.ค.65 จะฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ชนิดเดิมให้กับผู้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น (เข็มที่ 3) ได้แก่ วัคซีน Covishield หรือวัคซีน Covaxin ตามที่ได้รับการฉีดเป็นเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 โดยอินเดียจะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ บุคลากรด้านสาธารณสุข ประชาชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงสูง และผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า เช่น ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่เรือนจำ และพนักงานเทศบาล ใน 10 ม.ค.65