โรงกลั่นน้ำมันในพื้นที่แขวงเชียงขวาง ลาว ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดดำเนินการ

เว็บไซต์สำนักข่าว Laotian Times รายงานเมื่อ 21 มี.ค.65 อ้างคำกล่าวของนายอุทัน ไตลิดทิ รองประธานโรงกลั่นน้ำมันยอดงึ่มเพาเวอร์ ว่า โรงกลั่นน้ำมันยอดงึ่มเพาเวอร์ มูลค่า 30,000 ล้านกีบ (ประมาณ 87 ล้านบาท) ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านยอดงึ่ม เมืองแปก แขวงเชียงขวาง ก่อสร้างแล้วเสร็จและจะเปิดดำเนินการกลั่นน้ำมันดิบในอนาคตอันใกล้ โรงกลั่นดังกล่าวก่อสร้างเมื่อ ก.ย.64 มีความจุ 2.4 ล้านลิตร สามารถผลิตปิโตรเลียมได้ 100 ล้านลิตรต่อปี แบ่งเป็นกลั่นน้ำมันดีเซลร้อยละ 60 น้ำมันเครื่องร้อยละ 39 และผลิตสารเคมีร้อยละ 1 โดยจะจัดจำหน่ายผ่านรัฐวิสาหกิจน้ำมันเชื้อไฟลาว (Lao State Fuel Company-LSFC)

ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ผลกระทบราคาพลังงานโลก

ตลอดเดือนเต็มที่ผ่านมากับการเดินหน้ารบของรัสเซียในยูเครนได้สร้างผลกระทบอย่างมากมายมหาศาลไม่เฉพาะกับประเด็นด้านมนุษยธรรมในประเทศยูเครนเท่านั้น แต่วิกฤตนี้ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลกด้วย โดยเฉพาะในฝั่งยุโรปที่พึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียจำนวนมหาศาล

ทิศทางราคาหุ้น JD ปี 2565

หุ้น JD หรือ Jingdong ดีดตัวขึ้นทันทีก่อนปิดแท่งสัปดาห์เมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากรัฐบาลจีนแสดงท่าทีเชิงบวกต่อกรณีที่สหรัฐฯ กดดันจีนให้ปรับเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ หากไม่ต้องการให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีน เช่น Alibaba และ JD ถูกถอดออกจากรายการซื้อ-ขายในตลาดสหรัฐฯ นักลงทุนกลุ่มใหญ่จึงรู้สึกคลายกังวล แล้วทยอยเข้าช้อนซื้อตามแนวรับสำคัญระหว่างโซน $41-$48 ซึ่งเป็นผลให้ราคามีการรีบาวด์ขึ้นมาจากแนวรับเส้นสีแดงที่ $41 และเส้นสีส้มที่ $48 ทะลุขึ้นมาถึงบริเวณแนวต้านเส้นสีเขียวที่ $62 (ตามภาพที่ 1) คิดเป็นอัตรากว่า 60% แต่ในขณะเดียวกันก็มีนักลงทุนบางกลุ่มที่รีบปิดสัญญาการซื้อ-ขาย แล้วเทหุ้น JD ทิ้งเพื่อทำกำไรระยะสั้นบริเวณแนวต้านเส้นสีเขียวนี้ด้วย ทำให้การเคลื่อนที่ของหุ้น JD อาจสวิงอยู่ใกล้ๆเส้นดังกล่าวในช่วงรอยต่อระหว่างไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2565 นี้ โดยเป้าหมายหลักในระยะกลางยังคงอยู่ที่แนวต้านเส้นสีน้ำเงิน และแนวต้านเส้นทแยงสีดำบริเวณ $75-$79 ซึ่งเป็นแนวต้านที่มีบทบาทหลักในฐานะกำแพงกั้นราคาไม่ให้หุ้น JD หลุดออกจากตลาดขาลงมาตั้งแต่ช่วงปี 2564 ในทางเทคนิคจากที่ปรากฏออกมาผ่านกราฟราคานั้น หุ้น JD ยังถือว่าเคลื่อนตัวอยู่ในสภาวะตลาดขาลงตามกรอบเส้นขนานสีดำ (bearish parallel channel) ไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากแท่งเทียนการดีดตัวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมายังถูกมองว่าเป็นเพียงคลื่นของการรีบาวด์จากแนวรับสำคัญเท่านั้น…

ทิศทางราคาน้ำมันดิบ เดือนมีนาคม 2565

แม้น้ำมันดิบจะเคยถูกนักลงทุนจำนวนมากลงความเห็นให้เป็นสินทรัพย์ที่ไร้ค่า แล้วพากันเทขายทิ้งส่งผลให้ราคาดิ่งลงมาต่ำกว่า $20 ต่อบาร์เรล ในช่วงไวรัส COVID-19 กำลังแพร่ระบาดจนทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการเดินทางทั่วโลกหยุดชะงักลงกะทันหันในทันทีจากความตื่นตระหนก แต่หลังจากรัฐบาลหลายๆแห่งเริ่มทำความเข้าใจกับสถานการณ์ขณะนั้น กราฟราคาน้ำมันดิบก็ฟื้นตัวขึ้นทันทีในลักษณะการหักหัวขึ้น (strong reversal) ช่วงพฤษภาคม 2563 โดยมีการปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องมาตลอด 2 ปี ตามกรอบทแยงสีดำ (ascending channel) โดยที่มีการย่อลงของกราฟอย่างรุนแรงเพียงครั้งเดียว คือ ในช่วงปลายปี 2563 ก่อนจะเคลื่อนตัวในลักษณะเกาะติดแนวต้านเส้นสีดำไป สะท้อนถึงแรงซื้อที่ตามเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การขนส่งในหลายๆประเทศที่เริ่มฟื้นตัว และกลุ่มนักลงทุนสายเก็งกำไรที่เข้ามาซื้อน้ำมันดิบผ่านสัญญาซื้อ-ขายล่วงหน้าในตลาดอนุพันธ์ หากพิจารณาจากมุมของเทคนิค จะเห็นได้ว่ากราฟราคาน้ำมันดิบในปี 2564 นั้นมีแรงซื้อจากนักลงทุนเบาบางลงไปพอสมควร ทำให้รูปแบบการเคลื่อนที่ของแท่งเทียนมีการชะลอตัวสัมพันธ์กับปริมาณแรงซื้อในตลาดจนราคาต้องย่อลงไปแตะแนวรับเส้นสีน้ำเงิน (ตามภาพที่ 1) บริเวณ $65 ต่อบาร์เรลอยู่ 4-5 ครั้ง เนื่องจากแรงซื้อในตลาดมีไม่เพียงพอที่จะสามารถดันราคาให้ทะลุขึ้นไปอยู่เหนือแนวต้านเส้นสีม่วงบริเวณ $85 ต่อบาร์เรลได้ แต่ด้วยผลของการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อในสหรัฐฯ และข่าวความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันดิบกลับเข้าสู่ขาขึ้นได้อีกครั้ง โดยในครั้งนี้สามารถทะลุผ่านขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านเส้นสีม่วงได้สำเร็จ พร้อมทลายแนวต้านเส้นสีส้มที่บริเวณ $110 ต่อบาร์เรลได้และสามารถทะลุออกไปอยู่นอกกรอบสีดำได้เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี เป้าหมายในเดือนมีนาคมของน้ำมันดิบนี้ในเบื้องต้นจึงเป็นการยืนเหนือแนวต้านสีดำบริเวณ $120…

ทิศทางดัชนี US30 ไตรมาส 2 ปี 2565

ในแวดวงของกลุ่มนักลงทุนสายเก็งกำไร ทั้ง Future และ Binary option นั้น ส่วนใหญ่แล้วหากว่างเว้นจากการเทรดค่าเงินต่างประเทศ มักจะหันไปที่ดัชนี US30 หรือ Wall Street 30 ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้สะท้อนภาพรวมของหุ้น 30 ตัว จากบริษัทที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือจะให้กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ดัชนี US30 นี้ เป็นเครื่องมือวัดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีรูปแบบการเคลื่อนที่ของราคาที่ชัดเจนค่อนข้างสูง และมีอัตราการสวิงของราคาที่ต่ำ ดังนั้นจึงง่ายสำหรับผู้ที่เป็นนักลงทุนระยะสั้น เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ตัวอื่นๆในวงจรของตลาดเก็งกำไร เพราะเข้าซื้ออย่างไรก็มีโอกาสที่ราคาจะพุ่งขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่ดัชนี US30 เข้าสู่ตลาดขาลงอย่างกะทันหันจากสถานการณ์ของไวรัส COVID-19 ระบาดแล้วนำไปสู่การล็อคดาวน์ในหลาย ๆประเทศทั่วโลก แต่เมื่อสถานการณ์ทุเลาลง และรัฐบาลหลายๆแห่งเริ่มเปิดประเทศเพื่อจะทำให้ COVID-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นมากขึ้น ดัชนี US30 จึงฟื้นตัว และมีแรงซื้อจากนักลงทุนเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอด ในทางเทคนิคจะเห็นได้ชัดว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาดัชนี US30 มีการเคลื่อนที่ในลักษณะสามเหลี่ยมปากเปิด (expanding triangle) ระหว่างแนวรับเส้นสีน้ำเงินที่โซนราคา $33,873.2…

ทิศทางราคาหุ้น Tencent ปี 2565

หุ้น Tencent ก็เช่นเดียวกับหุ้น Alibaba และหุ้นเทคโนโลยีสัญชาติจีนตัวอื่น ๆ ที่ตกเป็นเป้าเพ่งเล็งจากองค์กรระดับรัฐบาล จนนักลงทุนในตลาดพากันเทขายอย่างต่อเนื่องในตลอดห้วง 1 ปีที่ผ่านมาจนหลุดแนวรับสำคัญหลายแนว และมีมูลค่าลดลงจากจุดสูงสุดเมื่อต้นปี 2564 ที่ HK$774 ถึงกว่า 60% เหลือเพียง HK$315 ซึ่งเป็นแนวรับเดิมของเมื่อ 3 ปีก่อนที่หุ้น Tencent เคยเคลื่อนที่แบบไร้ทิศทาง (sideway) ระหว่างแนวรับเส้นสีแดงบริเวณ HK$315 และแนวต้านเส้นสีเขียวที่ HK$421 ความคาดหวังของนักลงทุนในตลาดขณะนี้จึงอยู่ที่แนวรับเส้นสีแดงที่เชื่อกันว่าค่อนข้างมีความแข็งแรง จากการที่เคยมีประวัติในการรองรับแรงเทขายจากตลาดได้สำเร็จมาก่อนในช่วงปี 2562-2563 โดยหากรับได้ไหวก็มีแนวโน้มที่จะได้เห็นการฟื้นตัวของหุ้นในลักษณะกราฟรูปตัววี (V-shaped recovery pattarn) เพื่อกลับไปทดสอบแนวต้านหลัก 2 แนว คือ บริเวณเส้นสีเขียว และเส้นสีน้ำเงินบริเวณ HK$476 (ตามภาพที่ 1) ซึ่งเป็นแนวเดิมที่กราฟราคาของ Tencent หลุดทะลุลงมาในช่วงไตรมาสที่ 1 นี้ ในเรื่องของความเป็นไปได้ทางเทคนิคนั้น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันกราฟราคาของหุ้น Tencent ได้หลุดทะลุออกมาจากกรอบแนวรับของตลาดขาขึ้นระยะยาว (bullish parallel…

มาเลเซีย

ระบุเมื่อ 21 มี.ค.65 สธ.ประเมินว่าเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์ BA.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของสายพันธุ์โอมิครอน จะกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในมาเลเซียเนื่องจากแพร่ระบาดได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์โอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.1 และ BA.1.1 รวมทั้งสายพันธุ์เดลตา

เกาหลีใต้

ระบุเมื่อ 21 มี.ค.65 จะจัดซื้อวัคซีน GBP510 ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ที่บริษัท SK Bioscience ของเกาหลีใต้วิจัยและพัฒนาขึ้นเอง จำนวน 10 ล้านโดส มูลค่า 200,000 ล้านวอน (ประมาณ 165 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

สหราชอาณาจักร

ระบุเมื่อ 21 มี.ค.65 เริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เข็มกระตุ้นเข็มที่ 2 ให้กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป ผู้ที่อยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งมีประมาณ 5 ล้านคน

จีน

ระบุเมื่อ 20 มี.ค.65 ทางการท้องถิ่นในมณฑลจี๋หลิน อาทิ เมืองฉางชุน (เมืองหลวงของมณฑลจี๋หลิน) และเมืองจี๋หลิน (เมืองใหญ่เป็นอันดับ 2 ของมณฑลจี๋หลิน) บังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ เนื่องจากมณฑลจี๋หลินเป็นพื้นที่ที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่มากถึง 2 ใน 3 ของจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งประเทศ