“ยูเครนในวันนี้คือ ไต้หวันวันพรุ่งนี้” จริงมั้ยนะ?

สถานการณ์รัสเซียและยูเครน ทำให้หลายๆ คนกลัวกันว่า “ไต้หวันในวันพรุ่งนี้ จะเป็นอย่างยูเครนวันนี้” เพราะทั้งสองกำลังเผชิญชะตากรรมแบบเดียวกัน โดยต้องเผชิญหน้ากับประเทศขนาดใหญ่อย่างจีนกับรัสเซีย แต่รู้มั้ยว่า ที่จริงแล้วสถานการณ์ของยูเครนและไต้หวันมีจุดแตกต่างกันอยู่มาก!! วันนี้ขอหยิบยกความต่างใน 4 ประเด็นที่เห็นได้ชัด มาเล่าก่อนนะ ประการแรก เทคโนโลยีทางการทหารและภูมิศาสตร์ ยูเครนมีไม้เด็ดสำคัญคือ กองกำลังป้องกันตนเอง (Civilian Defense Force) นอกเหนือจากกองทัพยูเครนแล้ว ชาวยูเครนส่วนใหญ่ยังมีทักษะทางทหารและการใช้อาวุธเบื้องต้น โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2564 ที่สถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนตึงเครียดสุดๆ ชาวยูเครนร่วมฝึกซ้อมการใช้ Man-portable air defence systems & anti-tank weapons ซึ่งเป็นอาวุธป้องกันการโจมตีทางอากาศจากภาคพื้นดิน น้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม ยาว 180 เซนติเมตร (จำลองภาพผู้ชายใส่ชุดทหารพาดปืนใหญ่บนไหล่ แล้วเล็งไปบนฟ้า) และยูเครนมีพรมแดนเชื่อมต่อกับรัสเซียทางบก ทำให้ถูกบุกยึดได้ง่าย ส่วนไต้หวันนั้น มีหน่วยงานทหารเพียงหน่วยเดียวที่รับผิดชอบด้านการป้องปราม ขณะที่ชาวไต้หวันยังไม่คุ้นมือกับการฝึกรบมากนักเมื่อเทียบกับชาวยูเครน แต่ไต้หวันมีช่องแคบไต้หวันเป็นพรมแดนป้องปรามตามธรรมชาติ หากจีนบุกยึดไต้หวันการเคลื่อนกำลังพลของจีนเป็นไปได้ยาก และจะต้องทำสงครามสะเทินน้ำสะเทินบกเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถบุกยึดไต้หวันอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ไต้หวันใช้จังหวะนี้ร้องขอความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ได้ทันการณ์ ประการที่สอง การทำโฆษณาชวนเชื่อ…

สหราชอาณาจักรสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยชาวยูเครน

สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อ 13 มี.ค.65 ว่า สหราชอาณาจักรประกาศแผน Homes for Ukraine หรือบ้านเพื่อชาวยูเครนที่ต้องการลี้ภัยมายังสหราชอาณาจักร แม้จะไม่มีครอบครัวหรือญาติอาศัยอยู่ก่อน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายมูลค่า 350 ปอนด์สเตอริง/เดือน (ประมาณ 15,230 บาท) ให้กับครัวเรือนที่สามารถให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งผู้ที่จะให้ที่พักพิงจะต้องแสดงหลักฐานยืนยันว่าที่พักได้ตามมาตรฐานและผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ทั้งนี้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประเมินว่ามีจำนวนผู้ลี้ภัยจากยูเครนแล้วอย่างน้อย 4 ล้านคน

อินเดียจะย้ายที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเคียฟไปโปแลนด์ชั่วคราว

กระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย ออกแถลงการณ์เมื่อ 13 มี.ค.65 ว่า จะย้ายที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเคียฟ ไปที่โปแลนด์เป็นการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ในยูเครนรุนแรงขึ้น โดยมีการโจมตีพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครนต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของอินเดียจะติดตามและประเมินสถานการณ์เพิ่มเติมเป็นระยะ

NATO กังวลว่ารัสเซียอาจใช้อาวุธเคมี

นาย Jens Stoltenberg เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ระบุเมื่อ 13 มี.ค.65 ว่า รัสเซียอาจหยิบยกประเด็นห้องปฏิบัติการอาวุธชีวภาพในยูเครนเป็นข้ออ้างใช้อาวุธเคมีโจมตียูเครน ซึ่งจะถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางสงคราม นอกจากนี้ NATO เน้นย้ำการปฏิเสธข้อเรียกร้องของยูเครนในการประกาศเขตห้ามบิน เนื่องจากกังวลว่าจะทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างประเทศตะวันตกกับรัสเซียโดยตรง ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดและรุนแรงขึ้นจนไม่สามารถควบคุมได้ ขณะที่ประธานาธิบดี Andrzej Duda ของโปแลนด์ ระบุว่า NATO อาจแทรกแซงทางทหารในยูเครนหากรัสเซียใช้อาวุธเคมี

ฮ่องกง

ระบุเมื่อ 14 มี.ค.65 ยังไม่มีแผนจะยกระดับมาตรการควบคุมโรค COVID-19 เข้มงวดขึ้น แม้มีผู้เสียชีวิตจากโรค COVID-19 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ฟิลิปปินส์

ระบุเมื่อ 14 มี.ค.65 อนุมัติใช้วัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ของบริษัท Sinovac สำหรับใช้ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป เป็นกรณีฉุกเฉิน

อียิปต์

ระบุเมื่อ 13 มี.ค.65 มีวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เพียงพอสำหรับฉีดเป็นเข็มกระตุ้นให้ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มเป้าหมายประมาณ 42 ล้านคน ทั้งนี้ อียิปต์ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ประชาชนแล้ว 1,462,500 คน

สหรัฐฯ

ระบุเมื่อ 13 มี.ค.65 อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ตรวจพบเชื้อ COVID-19 แต่ภรรยาของนายโอบามาตรวจไม่พบเชื้อ

มาเลเซีย

ระบุเมื่อ 13 มี.ค.65 ฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ให้ประชาชนอายุ 12-17 ปี ครบโดสแล้ว 2,837,197 คน หรือร้อยละ 91.2 ของประชากรช่วงอายุดังกล่าว

ฝรั่งเศส

ระบุเมื่อ 12 มี.ค.65 จะฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เข็มที่ 4 ให้ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไปที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 แล้วเป็นระยะเวลามากกว่า 3 เดือน