อินโดนีเซียยืนยันจะจัดการประชุม G20 อย่างเป็นกลางและเสมอภาค

หนังสือพิมพ์ Jakarta Globe รายงานเมื่อ 25 มี.ค.65 อ้างการแถลงของนาย Dian Triansyah Djani ที่ปรึกษาพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ในการประชุม G20 /ผู้แทนถาวรของอินโดนีเซียประจำสหประชาชาติ ยืนยันว่าอินโดนีเซียจะจัดการประชุมสุดยอด G20 อย่างเป็นกลางและเสมอภาค และว่าอินโดนีเซียจะเชิญประเทศสมาชิก G20 ทุกประเทศเข้าร่วมในการประชุมสุดยอดผู้นำในห้วงปลายปี 2565 ที่บาหลี อินโดนีเซีย เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายประธาน G20 ที่จะต้องเชิญประเทศสมาชิกทุกประเทศ ซึ่งหัวข้อหลักของการประชุมคือ ‘Recover Together Recover Stronger’ ที่มุ่งหาแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยนาย Djani คาดหวังว่า การดำรงตำแหน่งประธาน G20 ของอินโดนีเซีย จะดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างที่ควรเป็น ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวของอินโดนีเซียเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรแสดงท่าทีว่าอาจยกระดับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจรัสเซีย ซึ่งรวมถึงการตัดรัสเซียออกจากกลุ่ม G20

อินเดียจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์

สำนักประชาสัมพันธ์ (Press Information Bureau-PIB) ของอินเดีย รายงานเมื่อ 24 มี.ค.65 ว่า อินเดียจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เป็น 22,480 เมกะวัตต์ ภายในปี 2574 หรือเพิ่มขึ้น 15,700 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่มีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 22 เครื่อง กำลังผลิตรวม 6,780 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่จะทำให้อินเดียบรรลุเป้าหมายลดการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนให้ได้ร้อยละ 50 ของความต้องการใช้พลังงานทั้งประเทศ ภายในปี 2573 ตามที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดีย ให้คำมั่นในที่ประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 (COP26) เมื่อปี 2564 ที่เมือง Glasgow สหราชอาณาจักร

หากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่เป็นผลดีต่อสันติภาพของโลก?

การแยกโลกเป็นสองข้าง (The Great Decoupling) เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมาสักพักแล้ว โดยเฉพาะในมิติด้านเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ กับจีนแข่งขันและขัดแย้งกันจนยกระดับเป็นสงครามการค้า สงครามดังกล่าวขัดแย้งกับความคิดความเชื่อของนักวิชาการสายเสรีนิยม ที่เชื่อว่ายิ่งโลกผูกกันพันเกี่ยวยิ่งขึ้น โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งแบบไม่เผาผีก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างต้องพึ่งพากันและกันในทางเศรษฐกิจ การแตกหักกันรังแต่จะสร้างผลเสียให้กับทุกฝ่าย

โอลิมปิก 2008 vs 2022 กับภาพของจีนที่แตกต่าง

นึกย้อนกลับไปเมื่อราว ๆ 14 ปีที่แล้ว ภาพสนามกีฬารังนก และพิธีเปิดที่อลังการด้วยนักแสดงจำนวนมหาศาล คือภาพความยิ่งใหญ่ที่จีนถ่ายทอดสู่สายตาชาวโลก จนชาวโลกจำนวนมากประกาศยอมแพ้ล่วงหน้า ว่าจีนสร้างมาตรฐานไว้สูงมากจนคงไม่มีเจ้าภาพชาติไหนทำได้เท่านี้อีกแล้ว ประโยชน์ยิ่งใหญ่จากการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2008 (พ.ศ.2551) ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน คือการเป็นสัญญะที่มองเห็นเป็นรูปธรรมของ “จีนที่ยิ่งใหญ่” จีนใช้สื่อมวลชนต่างประเทศให้เป็นประโยชน์ในการถ่ายทอดภาพดังกล่าวสู่สายตาชาวโลก จนกีฬาโอลิมปิกครั้งนั้นถูกกำหนดเป็นหมุดหมายแห่งการผงาดอีกครั้งของจีน หลังจากก้มหน้าก้มตาพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่ทำตัวโดดเด่นตามแนวทาง “keeping a low profile policy” ของท่านผู้นำเติ้ง เสี่ยวผิง รวมทั้งบาดเจ็บหนักจากการคว่ำบาตรของประเทศตะวันตกหลังเหตุการณ์เทียนอันเหมินเมื่อปี 2532 ความยิ่งใหญ่ที่จีนแสดงต่อชาวโลก ยังเป็นคุณูปการต่อมิติภายในประเทศ ภาพความยิ่งใหญ่และความสำเร็จของกีฬาโอลิมปิกครั้งนั้น ปลุกกระแสรักชาติและความภาคภูมิใจในชาติจีนของชาวจีน มรดกจากกระแสรักชาติเข้มข้นในระยะนั้น สอดรับกันได้ดีกับแนวทางของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนปี 2555) ที่ชูแนวคิด “ฟื้นฟูความยิ่งใหญ่” ให้จีน พร้อมด้วยสารพัดสารพันแนวทางเร้าอารมณ์รักชาติมาจนถึงปัจจุบัน 14 ปีถัดมา กรุงปักกิ่งเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกอีกครั้ง คราวนี้เป็นกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว เป็นครั้งแรกที่จีนชนะการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว เช่นเดียวกับเมื่อปี 2551 ที่เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อนเป็นครั้งแรก (ไทยคือหนึ่งในประเทศที่เสนอตัวและแพ้จีนไปในครั้งนั้น) ความแตกต่างคือ จีนในตอนนั้นกับจีนในตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว ในตอนนั้นจีนเป็นประเทศที่กำลังเร่งพัฒนาตัวเอง โน้มตัวเข้าหาชาวโลกเพื่อแสวงหาการยอมรับ ขณะที่ประเทศตะวันตกในตอนนั้นก็เชื่อว่า การรับเอาจีนเข้าสู่ประชาคมโลก…

องค์การอนามัยโลก (WHO)

ระบุเมื่อ 25 มี.ค.65 ไม่อนุมัติใช้วัคซีน Medicago ซึ่งเป็นวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ที่แคนาดาวิจัยและพัฒนาขึ้นเองเป็นกรณีฉุกเฉิน ทำให้แคนาดายังไม่สามารถส่งวัคซีนดังกล่าวให้โครงการ COVAX ของ WHO และพันธมิตร

สหรัฐฯ

ระบุเมื่อ 25 มี.ค.65 จะมอบเงินช่วยเหลือ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 50.4 ล้านบาท) ให้ประเทศในแคริบเบียน อาทิ กรีเนดา ซูรินาม เซนต์คิตส์และเนวิส เซนต์ลูเชีย เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ ดอมินีกา ตรินิแดดและโตเบโก และบาฮามาส เพื่อสนับสนุนการเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ให้ครอบคลุม

ลาว

ระบุเมื่อ 24 มี.ค.65 เริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เข็มที่ 4 ให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ได้แก่ จนท.ด่านหน้า ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคประจำตัว

European Medicines Agency (EMA)

ระบุเมื่อ 24 มี.ค.65 อนุมัติใช้ยา Evusheld ของบริษัท AstraZeneca ซึ่งเป็นยาสำหรับป้องกันโรค COVID-19 โดยแนะนำให้ใช้เฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่และเด็กที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไปที่ยังไม่เคยติดเชื้อ รวมทั้งกลุ่มที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ว่าที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้หารือทางโทรศัพท์กับผู้นำเวียดนาม

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 23 มี.ค.65 ว่า นายยุน ซ็อก-ย็อล ว่าที่ประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเหวียน ซวน ฟุก ของเวียดนาม โดยผู้นำเวียดนามแสดงความยินดีต่อว่าที่ผู้นำเกาหลีใต้ในชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และเชิญว่าที่ผู้นำเกาหลีใต้เยือนเวียดนาม นอกจากนี้ ทั้งสองเห็นพ้องจะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับเวียดนาม และส่งเสริมความร่วมมือในการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ รวมถึงพัฒนาเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทั้งนี้ ประธานาธิบดีเหวียน ซวน ฟุก เป็นผู้นำประเทศคนที่ 6 ที่หารือทางโทรศัพท์กับว่าที่ผู้นำเกาหลีใต้ ภายหลังผู้นำสหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และอินเดีย กระชับความสัมพันธ์กับว่าที่ผู้นำเกาหลีใต้ผ่านการหารือทางโทรศัพท์

NATO จะเสริมกำลังทหารในพื้นที่ยุโรปตะวันออก

นาย Jens Stoltenberg เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เปิดเผยเมื่อ 23 มี.ค.65 ว่า NATO เตรียมเสริมกำลังทางทหารเพิ่มเติมในประเทศยุโรปตะวันออก เช่น ฮังการี สโลวะเกีย บัลแกเรีย และโรมาเนีย และจะจัดส่งยุทโธปกรณ์ป้องกันการโจมตีด้วยอาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ อาวุธรังสี และอาวุธนิวเคลียร์จากรัสเซีย โดยปัจจุบัน NATO มีกองกำลังประจำการในพื้นที่ยุโรปตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ทะเลบอลติกจนถึงทะเลดำ ประกอบด้วยทหารบก 140,000 นาย เรือรบ 140 ลำ และเครื่องบินรบ 130 ลำ พร้อมทั้งเตือนว่า การโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และจะเผชิญผลลัพธ์ตอบโต้รุนแรง แต่หลีกเลี่ยงการกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ NATO จะส่งทหารเข้าพื้นที่ยูเครน หากรัสเซียโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์