อินเดียจะมีประชากรมากเป็นอันดับ 1 ของโลกในปี 2566

เว็บไซต์ CNBC รายงานเมื่อ 11 ก.ค.65 อ้างการประเมินของสำนักงานกิจการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Department of Economic and Social Affairs-UNDESA) ระบุว่า อินเดียจะมีประชากรมากกว่าจีนในปี 2566 โดยในปัจจุบันทั้งสองประเทศมีประชากรประมาณ 1,400 ล้านคน สื่อระบุเพิ่มเติมว่าประชากรอินเดียที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลให้อินเดียใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้นในทางเดียวกัน และจะกระทบต่อเป้าหมายลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกที่รัฐบาลอินเดียให้ไว้ต่อประชาคมโลก

สหรัฐฯ ปฏิบัติการลาดตระเวนเพื่อค้ำประกันเสรีภาพการเดินเรือในทะเลจีนใต้

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานเมื่อ 13 ก.ค.65 ว่า กองเรือที่ 7 ของสหรัฐฯ ส่งเรือพิฆาต USS Benfold ปฏิบัติการลาดตระเวนเพื่อค้ำประกันเสรีภาพในการเดินเรือ (FONOPs) ในน่านน้ำใกล้หมู่เกาะพาราเซล ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ โดยสหรัฐฯ ย้ำว่าปฏิบัติการดังกล่าวสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ สื่อรายงานว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการท้าทายจีน เวียดนาม และไต้หวัน ที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะดังกล่าว และกำหนดให้เรือต่างชาติรายงานความเคลื่อนไหวก่อนเข้าพื้นที่ ทั้งนี้ กองทัพจีนระบุว่าได้ส่งสัญญาณเตือนให้เรือพิฆาตของสหรัฐฯ ออกจากพื้นที่โดยเร็ว เนื่องจากเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงและอธิปไตยของจีน รวมทั้งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศสันติภาพในทะเลจีนใต้

กลุ่มเตอร์กิก กับ Spirit ยังเติร์กที่ซ่อนอยู่? (1/2)

กรอบความร่วมมือองค์การรัฐเตอร์กิก (Organization of Turkic States-OTS) ที่ริเริ่มเมื่อปี 2535 เพียงหนึ่งปีหลังสหภาพโซเวียตล่มสลายเมื่อปี 2534 คงจะถูกมองว่าเป็นร่มใหม่ของเหล่าประเทศสมาชิกสหภาพโซเวียตที่มีการใช้ภาษาเติร์กก็ได้ โดยองค์กรนี้มีพัฒนาการยกระดับรูปแบบการรวมกลุ่มเรื่อยมา กว่าจะมาได้ชื่อเป็น OTS เมื่อปี 2564 และสำหรับปีนี้ตุรกีดำรงตำแหน่งประธานประจำปี 2565 โดยมีอีก 4 ประเทศสมาชิก ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน และอุซเบกิสถาน ซึ่งล้วนเป็นอดีตประเทศสหภาพโซเวียต

ประชาคมข่าวกรองสหรัฐฯ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการทำงาน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13

เว็บไซต์ สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ (Director of National Inteiligence -DNI) รายงานเมื่อ 13 ก.ค.65 ว่า องค์กร Partnership for Public Service   ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไรของสหรัฐฯ จัดให้ประชาคมข่าวกรองสหรัฐฯ เป็น 1 ใน 17 หน่วยงานที่ดีที่สุดในการทำงาน หรือ “The Best Place to Work” ประจำปี 2564 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดย รองผู้อำนวยการ DNI เข้าร่วมการประกาศและรับรางวัลดังกล่าว ด้าน ผู้อำนวยการ DNI ระบุว่า ประชาคมข่าวกรองสหรัฐฯ มีบุคลากรที่พิเศษ และจะสนับสนุนการทำงานของบุคลากรต่อไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านการทำงาน พัฒนานวัตกรรม และรักษาสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัว ทั้งนี้ ประชาคมข่าวกรองสหรัฐฯ ได้รับการประเมินที่ 73.4 คะแนน มากเป็นอันดับ 4 รองจาก…

สหรัฐฯ เรียกร้องให้รัสเซียยุติการบังคับชาวยูเครนให้ออกจากพื้นที่

กระทรวงการต่างประเทศ(กต.)สหรัฐฯ แถลง เมื่อ 13 ก.ค.65 เรียกร้องให้รัสเซียยุติปฏิบัติการแบ่งแยกชาวยูเครน การบังคับใช้ชาวยูเครนออกจากพื้นที่ที่รัสเซียควบคุมด้วยปฏิบัติการทางทหาร และการบังคับให้ชาวยูเครนย้ายไปอยู่ในรัสเซีย พร้อมเสนอให้รัสเซียเปิดโอกาสให้ผู้สังเกตการณ์เข้าไปติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ กต.สหรัฐฯ รายงานว่า ปัจจุบันรัสเซียบังคับชาวยูเครนประมาณ 1.6 ล้านคน รวมทั้งเด็กชาวยูเครนประมาณ 260,000 คน ย้ายไปรัสเซีย คล้ายกับปฏิบัติการที่รัสเซียแบ่งแยกเชชเนีย และพื้นที่อื่น ๆ ทั้งนี้ ท่าทีของสหรัฐฯ มีขึ้นหลังจากรัสเซียประกาศออกหนังสือเดินทางให้ชาวยูเครน และรับเด็กชาวยูเครนเข้าไปอยู่ในรัสเซียมากขึ้น โดยให้แยกจากครอบครัวเดิมที่อยู่ในยูเครน

จีนเตือนประเทศในเอเชียให้ระวังถูกมหาอำนาจใช้ประโยชน์เพื่อนโยบายต่างประเทศ

สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อ 11 ก.ค. 65 ว่า นายหวัง อี้ มุขมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวระหว่างการหารือกับเลขาธิการอาเซียน ที่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ว่า ประเทศในเอเชียควรระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงไม่ให้มหาอำนาจใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันอำนาจในภูมิภาค พร้อมเสนอว่า อนาคตของภูมิภาคควรอยู่ในมือของประเทศในเอเชีย นอกจากนี้ นาย หวัง อี้ยังพูดคุยกับนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ว่า ทั้งสองฝ่ายควรสนับสนุนความเป็นแกนกลางของอาเซียน เคารพสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมระหว่างกัน มากกว่าการดำเนินนโยบายเป็นปฏิปักษ์กัน หรือดำเนินนโยบายปิดล้อมอีกฝ่าย ทั้งนี้ ปัจจุบัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่เผชิญการแข่งขันและความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ เนื่องจากมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่ประเทศในภูมิภาคระมัดระวังท่าทีท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่เข้มข้นขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลียเยือนสหรัฐฯ เพื่อหารือประเด็นความมั่นคง

สำนักข่าว The Guardian รายงานเมื่อ 12 ก.ค. 65 ว่า นายริชาร์ด มาร์เลส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลียให้คำมั่นระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ว่า ออสเตรเลียจะร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดในประเด็นการจัดสรรงบประมาณกลาโหม และดำเนินการตามข้อตกลง AUKUS เพื่อสร้างสมดุลอำนาจทางการทหารในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ตลอดจนแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นประเด็นด้านความมั่นคงที่สำคัญของออสเตรเลีย ทั้งนี้ การเยือนสหรัฐฯ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีขึ้นในขณะที่ออสเตรเลียรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับจีนหลังจากระงับการเยือนระหว่างกันเป็นเวลาหลายปี โดยเริ่มการประชุมระดับรัฐมนตรีกับจีนอีกครั้งเมื่อ มิ.ย. 65 ซึ่งนายมาร์เลสพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีนที่สิงคโปร์ และเมื่อ 8 ก.ค. 65 นางเพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียพบกับนายหวัง อี้ มุขมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนที่อินโดนีเซีย

จีนเตือนญี่ปุ่นเกี่ยวกับแนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังพรรค LDP ชนะการเลือกตั้งวุฒิสภา

สำนักข่าว Japan Today รายงานเมื่อ 12 ก.ค.65 ว่า จีนเตือนรัฐบาลญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ เกี่ยวกับแนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับสันติภาพของญี่ปุ่น ซึ่งจีนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 9 ว่าด้วยการประกาศละเลิกสงครามในฐานะสิทธิของรัฐอธิปไตย ซึ่งอาจทำให้ญี่ปุ่นกลับมาเป็นประเทศยุทธาภิวัฒน์อีกครั้ง โดยจีนระบุว่า ญี่ปุ่นควรยึดมั่นกับหลักสันติ และเน้นการสร้างความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงให้ประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติ ทั้งนี้ ท่าทีของจีนมีขึ้นหลังจากพรรคเสรีประชาธิปไตย  (Liberal Democratic Party – LDP) ของนายกรัฐมนตรีคิชิดะ ชนะการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาญี่ปุ่น เมื่อ 10 ก.ค.65 โดยได้เสียงข้างมาก จำนวน 2 ใน 3 ของที่นั่งทั้งหมดในวุฒิสภา ทำให้นายกรัฐมนตรีคิชิดะ ยืนยันจะเดินหน้าแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึง มาตรา 9 ต่อไป อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก 2 ใน 3 ของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในการลงมติ

47 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ประวัติศาสตร์และโอกาสในความร่วมมือ

1 กรกฎาคม 2518 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์การต่างประเทศของไทย เพราะเป็นวันที่รัฐบาลไทยภายใต้การนำของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชในขณะนั้น ตัดสินใจเจริญสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และลดระดับความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ซึ่งนำไปสู่การก่อเกิดจุดเริ่มต้นทางความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไทย . ตลอดเกือบ 5 ทศวรรษที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งและกรุงเทพฯ มีพลวัตรสูงในทุกมิติ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยมีคนไทยเชื้อสายจีนเป็นโซ่ใจสำคัญที่ช่วยประคับประคองให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศเจริญรุดหน้ามาอย่างต่อเนื่อง . โดยเฉพาะภายหลังจีนเปลี่ยนนโยบายทางด้านเศรษฐกิจในยุคสมัยของเติ้งเสี่ยวผิง เพื่อเปิดรับการลงทุนจากภายนอกประเทศ ก่อเกิดเป็นระบบเศรษฐกิจแบบจีนขึ้น ซึ่งกลุ่มทุนข้ามชาติแรก ๆ ที่เข้าไปลงทุนในจีนในห้วงเวลานั้นก็คือบรรดาคนจีนโพ้นทะเลที่อยู่ทั่วทุกมุมโลก และนั่นก็รวมถึงกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนด้วย . รากฐานทางด้านความสัมพันธ์ที่ครอบคลุมทั้งมิติระดับประชาชนกับประชาชน ไปจนถึงระดับรัฐบาลกับรัฐบาลช่วยส่งเสริมให้ไทยและจีนมีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราได้เห็นแนวนโยบายต่างประเทศของไทยที่ส่งเสริมความสัมพันธ์กับจีนมากขึ้น . เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็ต้องยอมรับว่าปัจจัยสำคัญมาจากการที่มูลค่าการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง จีนถือเป็นประเทศสำคัญที่ไทยนำเข้าสินค้าเข้ามาใช้เพื่อผลิตสินค้าภายในประเทศเพื่อส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ . เช่นเดียวกันจีนกลายเป็นตลาดสำคัญของสินค้าเกษตรของประเทศไทย โดยเฉพาะผลไม้ขึ้นชื่ออย่างทุเรียนที่ถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีความต้องการอย่างมากภายในประเทศจีน . นอกจากนี้การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของไทยเองก็มีเป้าหมายสำคัญในการดึงกลุ่มทุนและอุตสาหกรรมจีนให้เข้ามาลงทุนภายในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นภาคการลงทุนและตลาดการจ้างงาน รวมถึงเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับประเทศไทย . ในทางเดียวกันจีนเองก็ให้ความสำคัญต่อสถานะของประเทศไทยในแนวนโยบายต่างประเทศของตนเองเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น การอนุญาตให้นักเรียนและนักศึกษาชาวไทยเดินทางกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน เป็นชาติแรกของโลกในห่วงเวลาที่จีนยังคงนโยบายโควิด-19 เป็นศูนย์ (ยกเว้นเกาหลีใต้ที่มีข้อตกลงระหว่างกัน) . และในช่วง10ปีที่ผ่านมานี้ จีนได้ส่งผู้นำระดับสูงหลากหลายตำแหน่งเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการอย่างสม่ำเสมอ…

โรค PTSD บาดแผลทางใจที่เกิดขึ้นได้แม้แต่กับเทพเจ้า

“Thor: Love and Thunder” ที่เข้าฉายไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2565 นับว่าเป็นการกลับมาในภาพยนตร์เดี่ยวของตัวเองเป็นภาคที่ 4 สำหรับตัวละครเทพเจ้า Thor ของ Chris Hemsworth ซึ่งน่าจะเป็นการดีที่เราจะได้กลับไปทบทวนว่าเทพเจ้าสายฟ้าคนนี้ผ่านการเดินทางอะไรมาบ้างในจักรวาลภาพยนตร์ Marvel Cinematic Universe (MCU) โดยเฉพาะหลังจากที่ผ่านสภาพหุ่นถังเบียร์สุดโทรมจาก “Avengers: Endgame” (ปี 2562) “การสูญเสีย” มักจะเป็นบททดสอบสำคัญที่ทีมงานผู้สร้างเขียนบทส่งให้กับตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ เพื่อให้เห็นการเติบโตของตัวละครที่ต้องก้าวผ่านจุดโศกเศร้าในชีวิตมา แต่สำหรับ Thor นั้น หากพิจารณาไล่เรียงมาในภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่ปรากฏตัว เขาได้เจอกับบททดสอบนี้หลายครั้ง และน่าจะสูญเสียสิ่งที่รักไปมากกว่าผองเพื่อน Avengers คนอื่น ๆ เสียอีก สิ่งแรกที่ Thor รักมากและสูญเสียไปก็คือแม่ของเขาเอง ราชินี Frigga แห่ง Asgard (รับบทโดย Rene Russo) ระหว่างศึกกับพวกวายร้าย Dark Elves ใน “Thor: The Dark…