เวียดนามหารือกับเนเธอร์แลนด์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือรอบด้าน

  สำนักข่าว Vietnam Plus รายงานเมื่อ 13 ธ.ค.65 ถึงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีฝั่ม มิญ จิ๊ญ ของเวียดนาม กับ สมเด็จพระราชินี Maxima แห่งเนเธอร์แลนด์ เมื่อ 12 ธ.ค.65 ระหว่างเยือนหลายประเทศในยุโรป โดยนายกรัฐมนตรีเวียดนามคาดหวังให้ทั้งสองประเทศดำเนินตามกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง การเกษตรอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการค้าและการลงทุน รวมถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการรับมือกับความท้าทายในระดับส่วนสมเด็จพระราชินีเนเธอร์แลนด์ทรงชื่นชมเวียดนามที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการบังคับใช้ยุทธศาสตร์การเข้าถึงบริการทางการเงิน (National Financial Inclusion Strategy) ของเวียดนามที่สหประชาชาติสนับสนุน นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศเห็นพ้องการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง การบังคับใช้ข้อตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรป-เวียดนาม (EVFTA) และข้อตกลงการคุ้มครองการลงทุนเวียดนาม-สหภาพยุโรป (EVIPA) รวมถึงเตรียมความพร้อมการถอดใบเหลืองเวียดนามตามระเบียบว่าด้วยการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU) ทั้งสองประเทศยังสนับสนุนการเดินเรืออย่างเสรี และสันติภาพ รวมทั้งเคารพและปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ทั้งนี้ สมเด็จพระราชินีเนเธอร์แลนด์ทรงตอบรับคำเชิญจะเสด็จฯ เยือนเวียดนามในโอกาสต่อไป Credit Pic : VNA

ออสเตรเลียและวานูอาตูลงนามข้อตกลงด้านความมั่นคง

  นางเพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย ออกแถลงการณ์เมื่อ 13 ธ.ค.65 ว่า ในวันเดียวกันออสเตรเลียและวานูอาตูลงนามในข้อตกลงด้านความมั่นคงระดับทวิภาคี (Bilateral Security Agreement) ซึ่งจะส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงอย่างครอบคลุม รวมถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ ตำรวจ การบังคับใช้กฎหมายและความยุติธรรม การป้องกันประเทศ ความมั่นคงชายแดน ความมั่นคงของมนุษย์ ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ความปลอดภัยทางชีวภาพ ความมั่นคงทางไซเบอร์ ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงด้านการบิน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการประเมินสถานการณ์ อีกทั้งจะส่งเสริมความร่วมมือภายใต้ขอบเขตปฏิญญาว่าด้วยความมั่นคงในภูมิภาค ปี 2561 (2018 Boe Declaration on Regional Security) และยุทธศาสตร์ภาคพื้นแปซิฟิก (2050 Strategy for the Blue Pacific Continent) ออสเตรเลียย้ำถึงการรักษาผลประโยชน์ด้านความมั่นคงร่วมกับครอบครัวแปซิฟิกใต้ รวมทั้งให้ความสำคัญกับความโปร่งใสของข้อตกลงและจะเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะในเร็ว ๆ นี้  ทั้งนี้ ออสเตรเลียได้พัฒนาท่าเรือ Mala Base ในวานูอาตูเรียบร้อยแล้ว และมอบเรือตำรวจ RVS Mataweli เป็นของขวัญให้กับวานูอาตู…

การแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซีย

กรณีที่สหรัฐอเมริกาและรัสเซียแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกัน (prisoner swap) ฝ่ายละ 1 คน เมื่อ 8 ธันวาคม 2565 กลายเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสนใจ แม้ว่าการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างประเทศมหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่ายครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่เมื่อการแลกเปลี่ยนครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียค่อนข้างห่างเหิน ไม่ไว้วางใจ และมีเรื่องขัดข้องหมองใจกันอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องรัสเซีย–ยูเครน…ดังนั้น การแลกเปลี่ยนตัวนักโทษครั้งนี้ทำให้หลายสื่อเดาว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายกำลังจะดีขึ้นหรือไม่ และสหรัฐอเมริกากับรัสเซียจะใช้การแลกเปลี่ยนตัวนักโทษเป็นช่องทางหารือกันเรื่องอื่น ๆ หรือเปล่า? รัสเซียไม่ปล่อยให้ทั่วโลกต้องรอคอยคำตอบนี้นาน… โดยสื่อรัสเซียเผยแพร่มุมมองของนาย Dmitry Peskov โฆษกรัฐบาลที่ยืนยันว่า การแลกเปลี่ยนนักโทษครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องและไม่เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียที่ยังคงเป็นสถานการณ์ที่ไม่น่าพอใจ (sorry state) แม้ว่าประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียจะบอกว่าอาจมีการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกันอีกในอนาคต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศจะกลับไปใกล้ชิดกันด้วยเหตุผลนี้ และยังย้ำอีกด้วยว่า สหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายต้องปรับเปลี่ยนมุมมองต่อรัสเซีย เพื่อให้การแลกเปลี่ยนตัวนักโทษ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่ายดำเนินไปได้อย่างราบรื่น สำหรับ “การแลกเปลี่ยนตัวนักโทษ” ระหว่างประเทศ ถือเป็นกลไกที่รัฐมีสิทธิใช้และดำเนินการตามหลัก case-by-case ความสำเร็จส่วนมากขึ้นอยู่กับกระบวนการเจรจาทางการทูตที่มีความละเอียดอ่อน รายละเอียดการเจรจาจึงมักจะปิดเป็นความลับ ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกากับรัสเซียเจรจาเรื่องการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษคู่นี้มานานแล้ว แต่ว่ากันว่ารัสเซียเป็นฝ่ายยื้อเรื่องการแลกเปลี่ยน เพื่อไม่ให้กลายเป็นผลงานของรัฐบาลประธานาธิบดีไบเดนก่อนการเลือกตั้งกลางสมัย ดังนั้น เมื่อการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ดูเหมือนว่ารัสเซียจะจริงจังเรื่องการแลกเปลี่ยนนักโทษครั้งนี้มากขึ้นกว่าเดิม…

เวียดนาม-เกาหลีใต้ยุคใหม่…ใกล้ชิดกันมากขึ้น

ประธานาธิบดี Nguyen Xuan Phuc ของเวียดนามเสร็จสิ้นภารกิจเยือนเกาหลีใต้เป็นระยะเวลา 3 วัน ไปเมื่อ 4-6 ธันวาคม 2565 ซึ่งเป็นการเยือนครั้งสำคัญ เพราะนอกจากผู้นำของทั้ง 2 ฝ่ายจะได้พบกัน และพูดคุยประเด็นความร่วมมือรอบด้าน เวียดนามกับเกาหลีใต้ยังขยับความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ใกล้ชิดขึ้นกว่าเดิม กลายเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” หรือ comprehensive strategic partnership ด้วย หลังจากทั้ง 2 ประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมาได้ 30 ปี ก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับเกาหลีใต้อยู่ในระดับ strategic partnership ตั้งแต่ปี 2555 แต่วันนี้ทั้ง 2 ประเทศใกล้ชิดกันมากขึ้น เนื่องจากเวียดนามให้เกาหลีใต้อยู่ในระดับเดียวกันกับจีน รัสเซีย และอินเดียเลยทีเดียว โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายมีค่านิยมร่วมกัน และเชื่อใจกันอย่างมาก ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เวียดนามยกระดับความสัมพันธ์กับประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ด้วย ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณบอกว่าเวียดนามกำลังปรับนโยบายให้เปิดกว้างมากขึ้น ตลอดจนเปลี่ยนภาพลักษณ์เดิม ๆ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อการขยายความร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ด้วย สำหรับผลลัพธ์การเยือนในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าประธานาธิบดี Yoon…

ประยุกต์กระบวนการออกแบบ…สู่การทำงานอย่างถี่ถ้วน

หากกล่าวถึงคำว่า “ออกแบบ” หลายคนคงคิดถึงการคิดชิ้นงานศิลปะ จากการ “ออก” ซึ่งหมายถึงการสร้างหรือผลิตบางสิ่งออกมา และสิ่งที่ผลิตออกมานั้นคือ “แบบ” แม่พิมพ์ หรือพิมพ์เขียว ออกแบบจึงเป็นกระบวนการคิดก่อนที่จะผลิตชิ้นงานออกมา ยกตัวอย่างง่าย ๆ เมื่อศิลปินร่างภาพจากความคิดหรือจินตนาการออกมา เพื่อเริ่มสื่อสารผ่านแบบร่างนั้นให้กับผู้ที่จะร่วมทำงาน หากเป็นกระบวนการผลิตที่สามารถทำได้คนเดียวทั้งหมด กระบวนการออกแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นในหัวของศิลปินทั้งหมดก็ได้ แต่ถ้าเป็นงานออกแบบที่มีความซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้านที่ต้องสื่อสารกันระหว่างสถาปนิกและเจ้าของบ้าน หรือตึกสูงที่ต้องมีวิศวกรโครงสร้างปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่างๆ ดังนั้น กระบวนการออกแบบไม่สามารถเกิดขึ้นในหัวของใครคนใดคนหนึ่งได้ จึงมีความจำเป็นจะต้องนำความคิด สื่อสารออกมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อที่จะรับข้อมูล ประมวลผล ทำแบบร่างทางเลือก ทดสอบทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด และนำไปก่อสร้างจริง จนแล้วเสร็จ …………..สำหรบกระบวนการออกแบบจะให้ความสำคัญกับ 5 ขั้นตอนสำคัญ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ Empathize รับข้อมูลอย่างเอาใจใส่โดยไร้อคติ เพื่อเก็บข้อมูลมาประมวล โดยผู้รับข้อมูลจะต้องสวมบทบาทของผู้ใช้งาน เพื่อทำความเข้าใจถึงประสบการณ์และความรู้สึกในด้านต่างๆ กระบวนการนี้อาจใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพราะจะได้เก็บข้อมูลได้อย่างตรงไปตรงมามากขึ้น Define หรือการระบุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย หาปัญหาเพียงหนึ่งเดียวที่ได้มาจากการกรองข้อมูลจำนวนมากที่ทำการศึกษามา Idea สร้างสรรค์หาวิธีแก้ปัญหา ส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องใช้ความคิดเป็นอย่างมาก เพื่อหลุดออกจากกรอบเดิมๆ มองหาทางเลือกใหม่ๆ เพิ่มเติม แล้วจึงค่อยนำหลักการมาวางล้อม และสร้างกรอบความคิดต่าง ๆ เพื่อสร้างความเป็นไปได้ ว่าทางเลือกใดสามารถเกิดขึ้นได้มากที่สุด…

ธุรกิจแบบยั่งยืน

ความยั่งยืน (Sustainable) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่สมดุลกัน 3 ด้านได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แต่การพัฒนาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั่วโลก ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและการเงินเป็นอย่างมาก จนเป็น priority แรกๆ จึงทำให้การพัฒนาในมิติด้านสังคม และสิ่งแวดล้อมเสียหาย เกิดการสูญเสียทรัพยากรไปในจุดที่ไม่สามารถกู้คืนหรือฟื้นฟูกลับมาได้ การเอารัดเอาเปรียบจนเกิดระยะห่างทางสังคม รวยกระจุกจนกระจาย แต่มูลค่าของเศรษฐกิจกลับเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงและมีผลกระทบที่เป็นรูปธรรม ทำให้ผู้คนหลายกลุ่มเริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การตั้งประเด็นเกี่ยวกับการลดการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมต่างๆ ปลูกพืชทดแทน หรือสร้างรายได้เพื่อรักษาพื้นที่สีเขียวจากการทำคาร์บอนเครดิต เพื่อหวังให้เกิดความยั่งยืน และให้โอกาสทรัพยากรธรรมชาติได้มีช่วงเวลาในการฟื้นตัวจากการถูกใช้งานอย่างหนัก อย่างไรก็ดี …ที่จริงแล้วไม่ใช่แค่ลดการใช้งานก็สามารถสร้างความยั่งยืนได้ เพราะต้องให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูด้วย มนุษย์ยังต้องทำกิจกรรมที่เอื้อต่อการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เช่น การลดใช้พลาสติด การคัดแยกขยะ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว นั่นเพื่อให้เกิดความสมดุลทางด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นมา ภายใต้ความหวังว่า การกระทำนี้จะช่วยยืดอายุของโลกที่ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตอย่างช้าลงที่สุด นั่นคือ การแก้ไขปัญหาในเชิงสิ่งแวดล้อม แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้ ในเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม ก็จะไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ดังนั้น บทความนี้ขอเสนอ รูปแบบการเงินและธุรกิจ ที่ควรจะต้องปรับเปลี่ยนเป็นแบบยั่งยืน เป็นการวางแผนเพื่ออนาคตในระยะยาวมากขึ้น คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางราบกับผู้คนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และทางแนวตั้งกับสิ่งที่จะเกิดในอนาคต ถ้าการแก้ไขปัญหาในด้านสิ่งแวดล้อม คือ การลดการใช้ทรัพยากรให้น้อยลงแล้วเหลือไว้ใช้ได้นานๆ พร้อมกับการฟื้นฟู ดังนั้น…

แก้ไขปัญหาการเกษตร ด้วยแนวคิดการลงทุน

…เชื่อว่าเราคงคุ้นเคยกับความเห็นที่ว่า“กี่ยุคกี่สมัยชาวนาไทยก็ยังจนอยู่ดี”  ซึ่งผูกโยงมาจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำ อันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซาก และทำให้ชาวนาต้องแบกรับหนี้สินที่เกิดจากการลงทุนปลูกข้าวที่มีแนวโน้มต้องเพิ่มการลงทุนสูงขึ้นทุกปี ขณะที่ราคาข้าวก็ตกลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนในการทำนาเมื่อเปรียบเทียบกับราคาขายต่างกันราว 1,000 บาท เป็นเรื่องยากที่ชาวนาจะได้กำไร แต่ชาวนายังคงปลูกข้าวต่อไป…….เพราะเป็นหนทางเดียวที่ทำได้และรอความหวังจากความช่วยเหลือจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น การจำนำข้าวหรือเงินอุดหนุนเมื่อนาข้าวเสียหายจากการเผชิญภัยพิบัติ ไม่ใช่เพียงแค่ข้าวที่ขาดกำไร แต่ผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ก็มีราคาที่ไม่แน่นอน และทำให้อาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่รายได้น้อย เฉลี่ยอยู่ที่ 80,000 บาทต่อคนต่อปี นั่นเพราะต้นทุนที่สูงมากขึ้น ทั้งค่าแรง ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และยาฆ่าแมลง ที่จำเป็นต้องใช้ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากความไม่แน่นอนของตลาดการรับซื้อ และสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งหากไม่แก้ไขปัญหาระบบการผลิตนี้ ก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศเกษตรกรรมอย่างไทย เพราะไทยมีจำนวนประชากรที่ประกอบอาชีพเกษตรกรอยู่ที่ 9.3 ล้านคน หรือ 13% ของจำนวนประชากรทั้งหมดและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็น 8.6% ของ GDP ถือเป็นรายได้อันดับที่ 3 รองจาก อุตสาหกรรมและการค้า การเปลี่ยนประเทศเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรม ส่งออก หรือการท่องเที่ยวคงจะไม่ใช่วิธีที่จะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะความอุดมสมบูรณ์ทางด้านภูมิศาสตร์ ยังคงเป็นจุดแข็งของประเทศไทย เพียงแต่รูปแบบการทำการเกษตรจะต้องเปลี่ยนแปลงไป บทความนี้ขอเสนอแนวคิดที่อาจช่วยแก้ไขปัญหาดังล่าวได้ ด้วยมุมมอง “ธุรกิจเกษตร” ที่เป็นการประยุกต์แนวคิดทางธุรกิจมาใช้ในการเพาะปลูกพืช เพื่อ “ขาย”…

ป่าเปลี่ยนไป เมื่อเราใช้น้ำบาดาล

เมื่อฝนตกลงมาสู่ภูเขาที่มีป่า น้ำฝนจะถูกซับลงไปใต้ดินผ่านระบบรากต้นไม้ ขณะที่ภูเขาทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำที่ดูดซับน้ำไว้ ภูเขาที่มีความสูงกว่าระดับพื้นที่ดินจะค่อยๆ ใช้กลไกแรงโน้มถ่วงของโลก ดึงน้ำที่ซับไว้ในดินให้รวมกันและผุดออกมาเป็นตาน้ำเล็กๆ ที่ไหลรวมกันเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่หรือแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตตลอดเส้นทาง ……และนั่นคือวัฏจักรของป่าต้นน้ำ กับระบบนิเวศน้ำใต้ดิน ซึ่งปัจจุบันกำลังสูญเสียไป ไม่เฉพาะจากการตัดไม้ทำลายป่า (deforestation) ที่ทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาไม่ถูกป่าดูดซับไว้ แต่การใช้น้ำบาดาลในพื้นที่ราบรอบภูเขาก็ทำให้ป่าเสื่อมโทรมลงเช่นกัน ซึ่งเป็นเพราะเมื่อน้ำใต้ดินในพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าถูกดึงออกมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคเพื่อการเกษตร หรือเพื่อการท่องเที่ยว ก็เท่ากับเป็นการนำน้ำที่อยู่ใต้ดินออกมาผึ่งแดดให้ระเหยไปอย่างรวดเร็ว น้ำใต้ดินที่หายไปจากการใช้น้ำบาดาล ก็จะถูกชดเชยด้วยน้ำใต้ดินบนภูเขาที่ถูกซับไว้ น้ำใต้ดินบนภูเขาจึงถูกใช้อย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อระบบนิเวศต้นไม้บนภูเขา จากที่สามารถดูดซึมน้ำที่ซับไว้ใช้ในการเจริญเติบโตได้ตลอดทั้งปีแบบป่าดิบชื้น…ไม่สามารถทำได้อีก นอกจากนี้ เมื่อเข้าหน้าหนาวต้นไม้ก็จะผลัดใบ ในลักษณะของป่าไม้ผลัดใบ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าได้มากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ความชุ่มชื้นที่สูญเสียไปจากการขาดน้ำหล่อเลี้ยงป่า ส่งผลผระทบต่อความหลากหลายทางระบบนิเวศ เพราะพรรณไม้บางชนิด ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในวัฏจักรที่เปลี่ยนไป ทำให้ป่าเหลือต้นไม้เพียงไม่กี่ชนิด กลายเป็นป่าเบญจพรรณหรือป่าเต็งรัง ที่มีต้นไม้เพียง 2-5 ชนิดเท่านั้น ทำให้แหล่งอาหารของสัตว์ป่าไม่เพียงพอ และเกิดการอพยพหาแหล่งอาหารไปยังพื้นที่เกษตรรรอบข้าง กลายเป็นความขัดแย้งและอันตรายต่อทั้งคนและสัตว์ จนเรามักจะเห็นข่าวปัญหาขัดแย้งระหว่างเกษตรกรกับสัตว์ป่าบ่อยครั้ง แนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายแนวทาง ……..หนึ่งในนั้นคือการสร้างแหล่งอาหารให้สัตว์ภายในขอบเขตป่าที่กำหนดไว้ แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้มาจากการใช้น้ำใต้ดิน ดังนั้น การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการทำระบบชลระทานหรือระบบน้ำประปาเพื่อส่งน้ำจากแหล่งไปยังพื้นที่ต่างๆ อาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่า อย่างไรก็ตาม การสร้างแหล่งน้ำอย่างเขื่อนหรือแก้มลิงขนาดใหญ่ก็ยังเป็นการลงทุนที่สูง ดังนั้น….. ทางเลือกที่จะพอทุเลาปัญหานี้ลงได้ไปพร้อมกับการขยายตัวของชุมชน แหล่งท่องเที่ยว ที่ยังคงต้องการการใช้น้ำมากขึ้น คือ การสนับสนุนให้ทุกๆ…

ชาวบังกลาเทศชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก

เว็บไซต์ สำนักข่าว TRT รายงานเมื่อ 10 ธ.ค.65 ว่า ผู้สนับสนุนพรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของบังกลาเทศมากกว่า 100,000 คน ชุมนุมประท้วงที่กรุงธากา เรียกร้องให้นางชีค อาซินา ประธานาธิบดีบังกลาเทศลาออกทันทีและตั้งรัฐบาลชั่วคราวบริหารประเทศก่อนจัดการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในต้นปี 2567 นอกจากนี้ สมาชิกสภาพรรค BNP 7 คน ประกาศลาออกในวันเดียวกันเพื่อกดดันรัฐบาล ทั้งนี้ การชุมนุมประท้วงขับไล่ประธานาธิบดีบังกลาเทศเกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนพรรค BNP กับตำรวจเมื่อ 7 ธ.ค.65 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 50 คน ตำรวจจับกุมผู้สนับสนุนพรรค BNP มากกว่า 400 คน Credit Pic : trtworld.com

รมว.กต.ปาเลสไตน์ประณามสหรัฐฯ ที่คัดค้านการเผยแพร่รายชื่อบริษัทอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์

  สำนักข่าวซินหัว รายงานเมื่อ 12 ธ.ค.65 อ้างถ้อยแถลงของนาย Riyad Al-Maliki รัฐมนตรีต่างประเทศปาเลสไตน์ เมื่อ 11 ธ.ค.65 ประณามตอบโต้สหรัฐฯ กรณีรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงคัดค้านการเผยแพร่รายชื่อบริษัทของอิสราเอลที่เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ยึดครองหรือในดินแดนปาเลสไตน์ฉบับใหม่ และสหรัฐฯ แจ้งข้อห่วงกังวลดังกล่าวต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of High Commissioner for Human Right -OHCHR) แล้ว โดยนาย Al-Maliki ระบุว่าท่าทีดังกล่าวเป็นการกดดันสหประชาชาติ (United Nations-UN) และหน่วยงานของ UN ซึ่งปาเลสไตน์จะไม่ยอมรับ และจะจัดการประชุมกับ OHCHR เพื่อหารือในประเด็นดังกล่าว ทั้งนี้ OHCHR เผยแพร่รายชื่อบริษัทที่เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ยึดครองของอิสราเอลครั้งล่าสุดเมื่อ ก.พ.63 จำนวน 112 บริษัท รวมถึงบริษัทของอิสราเอลและสหรัฐฯ Credit Pic : timesofisrael.com