การสื่อสารของเยาวชนไทยในยุคดิจิทัลต่อความมั่นคงทางสังคม

สังคมไทยกับการสื่อสารของเยาวชนไทยในยุคดิจิทัลถูกจุดเป็นประเด็นให้ชวนคิดกันอย่างจริงจังอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนนทบุรี เมื่อ ต้นสิงหาคม 2569 บทความนี้จะขอมาชวนคุยในเรื่อง การสื่อสารของเยาวชนไทยในยุคดิจิทัลต่อความมั่นคงทางสังคม และควรจะมีการดำเนินนโยบายในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เพื่อทำให้เกิดความมั่นคงและปลอดภัยในสังคม แม้จะเป็นเรื่องไม่ง่าย หรือทำได้รวดเร็ว แต่ก็ต้องทำ..รศ.ดร.ชัยยุทธ ถาวรานุรักษ์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อคิดในเรื่องนี้ในอีกมุมมองจากหลาย ๆ มุมมอง… ลักษณะการสื่อสารของสังคมไทยในยุคดิจิทัล…ความท้าทาย…โอกาส การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลได้ปรับโครงสร้างการสื่อสารของประเทศไทยจากระบบสื่อแบบ บนลงล่างไปสู่ระบบเครือข่ายที่เปิดกว้าง รวดเร็ว และไร้พรมแดน เยาวชนไทยในฐานะ “พลเมือง ดิจิทัลโดยกำเนิด” มิได้เป็นเพียงผู้ รับสาร หากแต่เป็นผู้ผลิตและขยายกระแสความคิดในพื้นที่ สาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ การสื่อสารในยุคดิจิทัลส่งผลโดยตรงต่อการก่อรูปทัศนคติ วาทกรรม สาธารณะ และระดับความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับสถาบันหลักของประเทศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงทางสังคม การสื่อสารซึ่งขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมและการแข่งขันด้านความสนใจยังมีผลต่อการแพร่กระจายข้อมูลบิดเบือน การแบ่งขั้วทางความคิด และการลดทอนทุนทางสังคมอย่างค่อยเป็น ค่อยไป ความเสี่ยงดังกล่าวมิได้ปรากฏในรูปความรุนแรงฉับพลัน แต่เป็นกระบวนการสะสมเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนเสถียรภาพในระยะยาว ทั้งในมิติสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง โดยเฉพาะในกลุ่ม เยาวชนซึ่งอยู่่ในช่วงวัยแห่งการก่อรูปอัตลักษณ์และระบบความเชื่อหากขาดภูมิคุ้มกันทางปัญญา อาจตกอยู่ภายใต้กระบวนการชักนำหรือการผลิตซ้ำวาทกรรมที่สุดโต่งโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนำไปสู่ผลกระทบต่อความมั่นคงของสังคม อย่างไรก็ดี การสื่อสารดิจิทัลสามารถเป็นกลไกยกระดับทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม และพลังทางวัฒนธรรม หากมี การออกแบบยุทธศาสตร์การรับมืออย่างสมดุลระหว่างการป้องกันความเสี่ยงกับการส่งเสริมพลังสร้างสรรค์ของเยาวชน…

จีนเปิดเผยสูตรสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์

สื่อมวลชนจีนเมื่อ 24 สิงหาคม 2569 รายงานเกี่ยวกับความสำเร็จของจีนที่จัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาระหว่างหุ่นยนต์ที่เลียนแบบท่าทางมนุษย์ ครั้งที่ 2 หรือ “World Humanoid Robot Games” ประจำปี 2569 ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อ 22-23 สิงหาคม 2569 โดยระบุว่ากิจกรรมดังกล่าวทำให้ทั่วโลกเห็นพัฒนาการอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของจีนที่เติบโตและมีนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว แม้ว่าปัจจุบัน จีนจะเผชิญกับมาตรการกีดกันการค้าจากสหรัฐฯ จนทำให้มีข้อจำจัดเรื่องการเข้าถึงอุปกรณ์สำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ เฉพาะอย่างยิ่งเซมิคอนดักเตอร์ แต่จีนสามารถพัฒนาระบบการควบคุม ซอฟต์แวร์สั่งการ และการออกแบบหุ่นยนต์ที่มีท่าทางเลียนแบบมนุษย์ได้ดีขึ้น จนสามารถทำความเร็วในการเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น รักษาสมดุลระหว่างการเคลื่อนไหวได้ และทำให้นักพัฒนาหุ่นยนต์รุ่นต่อไปได้ทดสอบศักยภาพของหุ่นยนต์ได้อย่างเต็มที่ ปัจจัยที่ทำให้จีนประสบความสำเร็จ หรือมีความคืบหน้าในการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในช่วงที่เผชิญแรงกดดันจากต่างประเทศนั้น สื่อมวลชนจีนระบุว่า “สูตรสำเร็จ” คือ การมีระบบอุตสาหกรรมที่ดีภายในประเทศ มีห่วงโซ่การผลิตขนาดใหญ่ที่พร้อมตอบโจทย์การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวในประเทศ ทั้งระบบเซนเซอร์ ระบบการควบคุมและสั่งการ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนที่สำคัญ ข้อมูลสำหรับการฝึกฝนหุ่นยนต์ โรงงานประกอบหุ่นยนต์และโรงงานบำรุงรักษา การที่รัฐบาลจีนสนับสนุนให้ภาคเอกชนสร้างและพัฒนาห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดนี้ในประเทศ ทำให้จีนได้เปรียบประเทศอื่น ๆ รวมทั้งทำให้ลูกค้าหรือผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลายจากการจัดกิจกรรมแสดงสินค้า รวมทั้งกิจกรรม World Humanoid Robot Games แต่ละครั้งด้วย…

กัมพูชาจะจัดการประชุมนานาชาติด้านการต่อต้านสแกมเมอร์ใน ก.ย.69

กัมพูชาแสดงบทบาทนำในเวทีระหว่างประเทศด้านการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เฉพาะอย่างยิ่งสแกมเมอร์ ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ โดยรัฐบาลกัมพูชาเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม International Conference on Combating Online Scams หรือ ICCOS 2026 ระหว่าง 23-24 กันยายน 2569 ที่โรงแรม Sofitel กรุงพนมเปญ ภายใต้หัวข้อ “Acting Together Towards Breaking the Chain and Eradication of Online Scams” โดยจะมีสมเด็จฯ ฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม การประชุมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อหารือแนวทางความร่วมมือเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งกัมพูชามีเป้าหมายเพื่อให้นานาชาติ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เห็นว่ากัมพูชาจะให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพื่อแก้ไขภาพลักษณ์ของประเทศ สำหรับการประชุมดังกล่าวจะมีผู้แทนจากต่างประเทศ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สถาบันการเงิน บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยี สถาบันวิชาการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ เดินทางไปเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหา แนวปฏิบัติที่ดี (best practices) ในการจัดการและป้องกันปัญหา รวมทั้งแนวทางความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต…

ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนืออาจไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออก

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อ 20 สิงหาคม 2569 ว่าจะพบหารือกับนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือภายในปี 2569 อาจส่งผลเสียต่อบรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ความสัมพันธ์ด้านการทหารและความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ รวมทั้งนโยบายของสหรัฐฯ จะขาดเอกภาพ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณหลายครั้งผ่านถ้อยแถลงและข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ ที่อาจทำให้เกาหลีเหนือเข้าใจว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ยอมรับให้เกาหลีเหนือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และไม่มีเป้าหมายปลดอาวุธนิวเคลียร์จากคาบสมุทรเกาหลีอีกต่อไป ต่างจากท่าทีของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยืนยันเป้าหมายปลดอาวุธนิวเคลียร์ สำหรับคำกล่าวที่เสี่ยงบั่นทอนความมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลี ได้แก่ การระบุว่านายคิม จอง-อึน มีพลังอำนาจด้านนิวเคลียร์ และครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ท่าทีที่ไม่แน่นอนของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจทำให้ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือนำไปใช้ประโยชน์และเป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมในการกำหนดนโยบายความมั่นคงทั้งระดับในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งอาจเป็นข้ออ้างในการเคลื่อนไหวด้านการทหารเมื่อสหรัฐฯ – เกาหลีใต้จัดการฝึกร่วมระหว่างกัน ตลอดจนเรียกร้องให้สหรัฐฯ และนานาชาติยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งประเทศที่จะได้รับผลกระทบอย่างมาก คือ เกาหลีใต้ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง หากสหรัฐฯ ปรับนโยบายไปในทิศทางที่เอื้อต่อเกาหลีเหนือด้วยการลดขนาดการฝึกร่วมทางทหาร หรือดำเนินนโยบายต่อเกาหลีเหนือโดยไม่ประสานงาน หรือแจ้งให้เกาหลีใต้ทราบล่วงหน้า ก็จะไม่เป็นผลดีต่อการเตรียมนโยบายและการกำหนดท่าทีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกาหลีใต้ ตลอดจนทำให้เกาหลีใต้เสี่ยงสูญเสียอำนาจต่อรองกับเกาหลีเหนือด้วย การเปลี่ยนแปลงท่าทีของสหรัฐฯ อาจทำให้เกาหลีใต้ต้องเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพในการป้องกันประเทศ โดยเน้นการพึ่งพาตนเองและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค แทนการพึ่งพาสหรัฐฯ เนื่องจากนโยบายความมั่นคงของสหรัฐฯ ไม่มีเอกภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่าท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะยาวจะไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากเกาหลีใต้เป็นพันธมิตรสำคัญอย่างมากต่อความมั่นคงและยุทธศาสตร์มหาอำนาจของสหรัฐฯ…

ผู้นำสหราชอาณาจักรย้ำการสนับสนุนความมั่นคงยูเครน

นายกรัฐมนตรีแนดี เบิร์นแฮม ของสหราชอาณาจักรเยือนกรุงเคียฟ ของยูเครนใน 24 สิงหาคม 2569 โดยเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกตั้งแต่รับตำแหน่งผู้นำสหราชอาณาจักร สะท้อนว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรยังคงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและช่วยเหลือยูเครนรับมือกับภัยคุกคามและความท้าทายจากรัสเซีย นอกจากนี้ การเยือนดังกล่าวยังมีขึ้นในช่วงที่ยูเครนจัดงานฉลองครบรอบ 35 ปีวันประกาศอิสรภาพ หรือ Independence Day ใน 24 สิงหาคม ของทุกปีด้วย เป็นสัญญาณว่าสหราชอาณาจักรและนานาชาติจะยังคงสนับสนุนเอกราชและความมั่นคงเหนืออธิปไตยของยูเครนต่อไป แม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์สงครามจะตึงเครียดและรุนแรงมากขึ้นอีกครั้ง และรัสเซียขู่ว่าหากยูเรนใช้อากาศยานไร้คนขับจากสหราชอาณาจักรในการโจมตีรัสเซีย รัสเซียก็พร้อมจะตอบโต้ทันที ก่อนหน้านี้ มีรายงานเมื่อ 16 สิงหาคม 2569 อ้างสื่อมวลชนรัสเซียว่า ยูเครนใช้อากาศยานไร้คนขับของสหราชอาณาจักรในปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของรัสเซีย ทำให้รัสเซียไม่พอใจอย่างมาก ขณะที่สหราชอาณาจักรย้ำว่าให้อาวุธแก่ยูเครนเพื่อเสริมความสามารถในการป้องกันตนเองจากสงครามผิดกฎหมาย ที่ผู้นำรัสเซียเป็นฝ่ายเริ่มต้น สำหรับกำหนดการที่สำคัญของนายกรัฐมนตรีแอนดี เบิร์นแฮม ได้แก่ การเข้าร่วมการประชุมกลุ่มความร่วมมือ “coalition of the willing” ที่มีสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสเป็นผู้นำ และจะร่วมประกาศความร่วมมือกับฝรั่งเศสเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งเพิ่มการผลิตขีปนาวุธรุ่น Scalp หรือขีปนาวุธร่อนที่มีระยะทำลายล้างไกล เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้ยูเครน ที่ผ่านมา รัฐบาลสหราชอาณาจักรสนับสนุนอาวุธและความช่วยเหลือด้านการทหารให้ยูเครน เฉพาะอย่างยิ่งอากาศยานไร้คนขับและขีปนาวุธ โดยยังไม่สนใจคำขู่ของรัสเซียที่ให้สหราชอาณาจักรยุติการสนับสนุนยูเครน

สหรัฐฯ เพิ่มเครื่องมือด้านเศรษฐกิจกดดันอิหร่าน

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงตึงเครียดต่อเนื่อง ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 23 สิงหาคม 2569 ว่า จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจทุกรูปแบบเพื่อเพิ่มแรงกดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขยุติสงคราม รวมทั้งเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศที่ปลอดภัย ด้านอิหร่านตอบโต้ว่าหากสหรัฐฯ จะทำสงครามเศรษฐกิจ (economic war) กับอิหร่าน ทั่วโลกจะต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำมัน เนื่องจากอิหร่านจะปิดช่องทางขนส่งน้ำมันจากอ่าวอาหรับทั้งหมด และไม่อนุญาตให้มีการขนส่งหรือส่งออก “น้ำมันสักหยดเดียว” ออกจากกลุ่มประเทศรอบอ่าว นอกจากนี้ อิหร่านจะเหมารวมว่าประเทศที่สนับสนุนมาตรการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นศัตรูของอิหร่านด้วย ตลอดจนมีมุมมองว่าการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการทำสงคราม ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านประเมินว่าอิหร่านอาจดำเนินยุทธศาสตร์ 3 ขั้นตอน เพื่อรับมือกับมาตรการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยอันดับแรก จะให้ความสำคัญกับการเจรจาหารือกับประเทศอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มจะร่วมมือกับสหรัฐฯ กดดันอิหร่าน โดยอิหร่านจะโน้มน้าวให้ประเทศกลุ่มดังกล่าวไม่ร่วมมือกับสหรัฐฯ แลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ด้านน้ำมันและพลังงาน รวมทั้งความปลอดภัยการเดินเรือทั้งในช่องแคบฮอร์มุซ และเส้นทางอื่น ๆ ส่วนยุทธศาสตร์ขั้นตอนอื่น ๆ ของอิหร่านเพื่อปฏิบัติการเชิงรุกและป้องปรามภัยคุกคาม ได้แก่ การชิงความได้เปรียบก่อน (preemption) และการโจมตีแบบไม่เป็นสัดส่วน (disproportionate retaliation) เพื่อทำให้ประเทศอื่น ๆ เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบจริง หากแสดงท่าทีที่ไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของอิหร่าน สถานการณ์ที่ตึงเครียดทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่โอมาน เป็นประเทศที่ยังคงติดต่อโดยตรงกับอิหร่านได้…

บทวิเคราะห์ของ CSIS : การจัดตั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติญี่ปุ่น

Center for Strategic and International Studies (CSIS) สถาบันวิจัยนโยบายและคลังสมอง ด้านการต่างประเทศ ความมั่นคง และยุทธศาสตร์ระดับโลก ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความเรื่อง The Implications of Japan’s New National Intelligence Bureau เมื่อ 17 สิงหาคม 2569 โดย Deirdre Martin รองผู้อำนวยการรับผิดชอบโครงการญี่ปุ่นศึกษา ประจำ CSIS ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้ประกาศเมื่อ 31 กรกฎาคม 2569 จัดตั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Bureau – NIB) และ สภาข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Council – NIC)   ซึ่งเป็นก้าวประวัติศาสตร์ในการปฏิรูปขีดความสามารถด้านข่าวกรองของญี่ปุ่น ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เหตุผลและความจำเป็นในการปฏิรูปข่าวกรอง…

อาเซียนกับความเชื่อมันต่อสหรัฐฯ

Council on Foreign Relations (CFR) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและสถาบันคลังสมองของสหรัฐฯ เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง ASEAN, Still Toothless, Is Losing Its Faith in the U.S. เมื่อ 4 สิงหาคม 2569 ว่า อาเซียนกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันอาเซียน ในฐานะองค์กร ก็ยังคงไร้ประสิทธิภาพและไม่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ในภูมิภาค  บทความนี้ วิเคราะห์หลัก ๆ ใน 3 ประเด็น ได้แก่ สหรัฐฯ สูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาของอาเซียน ความไร้ประสิทธิภาพของอาเซียน และแนวโน้ม การสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาของอาเซียนสหรัฐฯ ของสหรัฐฯ เห็นได้จากนโยบายที่ขัดแย้งกันของสหรัฐฯ  เช่น นายมาร์โค รูบิโอ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเมื่อ กรกฎาคม 2569 เพื่อยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทว่าความน่าเชื่อถือนี้ถูกลดทอนลง เนื่องจากในสัปดาห์เดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดอัตราภาษีศุลกากรใหม่ต่อฟิลิปปินส์…

อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจต้องใช้เวลานานที่จะยุติ หากพิจารณาจากท่าทีของสหรัฐฯ แม้จะไม่ได้ปฏิบัติการทางทหารในการโจมตีอิหร่านแล้ว แต่กำลังเพิ่มแรงกดดันอิหร่านด้านเศรษฐกิจให้รุนแรงมากกว่าเดิม ด้วยการตัดช่องทางการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจ ซึ่งสหรัฐฯ คาดหวังว่าจะทำให้อิหร่านยอมเจรจากับสหรัฐฯ  ประกอบกับเมื่อ 18 สิงหาคม 2569 ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งดเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ก็ระงับความสัมพันธ์ด้านการค้า และการเงินกับอิหร่านเช่นกันจากการที่อิหร่านยิงขีปนาวุธไปยังซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ดี อิหร่านซึ่งถูกสหรัฐฯ และพันธมิตรคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมานานก็ยังสามารถต้านทานสหรัฐฯ มาได้ตลอด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่อิหร่าน เมื่อ 20 สิงหาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ จะยกระดับการกดดัน และโดดเดี่ยวอิหร่าน แต่ครั้งนี้สหรัฐฯ จะมุ่งเป้าไปที่ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่อิหร่านทุกรูปแบบ เช่น การลักลอบขนน้ำมัน การแลกเปลี่ยนเงินตรา การถ่ายโอนพันธบัตร การใช้บริษัทแลกเปลี่ยนเงินตรา การจดทะเบียนเรือขนส่งทางพาณิชย์ และบริษัทบังหน้า นอกจากนี้ รองประธานาธิบดีเจ.ดี.แวนซ์ ของสหรัฐฯ เชื่อว่า สงครามเศรษฐกิจต่ออิหร่านครั้งใหม่นี้ จะทำให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีแนวโน้มจะใช้พันธมิตรเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับศัตรู หรือฝายตรงข้ามมากขึ้น อิหร่านก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง โดยนายสก็อต เบสเซนต์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตอบรับมาตรการยกระดับการกดดันอิหร่าน…

การเยือนสหรัฐฯ ของผู้นำจีนในปลายกันยายน 2569

ในการเยือนสหรัฐฯ ของผู้นำจีนในปลายกันยายน 2569 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และตอบแทนที่ประธานาธิบดีทรัมป์ เยือนจีนเมื่อ พฤษภาคม 2569 แม้จะสะท้อนภาพความใกล้ชิดระหว่างมหาอำนาจของทั้งสองประเทศ แต่ก็จะเห็นภาพการต่อรองในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น ด้านการค้าและเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับภาพความขัดแย้งในประเด็นไต้หวันที่จีนต้องยืนกรานกับสหรัฐฯ ว่าสหรัฐฯ ต้องไม่ขายอาวุธให้กับไต้หวัน  นอกจากนี้ อาจมีการหารือประเด็นอิหร่านที่สหรัฐฯ ต้องการการสนับสนุนจากจีน เพื่อกดดันอิหร่านทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะไม่เข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่ นครนิวยอร์ก ใน 24 กันยายน 2569 ก่อนหน้านี้ เมื่อ กรกกฎาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ได้มีการหารือกับฝ่ายจีนทางออนไลน์ในประเด็นการค้าและเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมการที่ผู้นำจีนและสหรัฐฯ จะหารือกันในปลาย กันยายน 2569 ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ๆ เช่น การควบคุมแร่หายากของจีน และการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรของสหรัฐฯ  รวมทั้งการลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน เช่น ประเด็นภาษี และการกีดกันการนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์ที่สหรัฐฯ และจีนต่างกำหนดขึ้น อย่างไรก็ดี ผลการเยือนสหรัฐฯ และพบกับประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้…