อิหร่านกล่าวโทษสหรัฐฯ -อิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

สถานการณ์ความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซและภูมิภาคตะวันออกกลางตึงเครียดสูงต่อเนื่อง แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯ จะประกาศเมื่อ 21 เมษายน 2569 ขยายข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน แต่ฝ่ายอิหร่านเมื่อ 22 เมษายน 2569 เปิดเผยว่าสหรัฐฯ กับอิสราเอลยังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เช่น สหรัฐฯ ส่งกองเรือรบไปปิดกั้นการเดินเรือขนส่งของอิหร่าน ขณะที่อิสราเอลโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ความเคลื่อนไหวด้านการทหารและพฤติกรรมข่มขู่ของฝ่ายศัตรู ทำให้อิหร่านไม่สามารถค้ำประกันความมั่นคงปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซได้ แม้ว่าอิหร่านจะต้องการเจรจาเพื่อควบคุมความขัดแย้งระหว่างประเทศ ท่าทีของอิหร่าน มีขึ้นในห้วงที่ผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่านจะเดินทางเยือนปากีสถาน เพื่อหาแนวทางเจรจารอบใหม่ และมีขึ้นในห้วงที่ทั่วโลกกังวลว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านจะย้ายพื้นที่สงครามจากมาตุภูมิอิหร่านไปเป็นช่องแคบฮอร์มุซแทน ซึ่งจะทำให้ทั่วโลกได้รับผลกระทบรุนแรงมากขึ้น เพราะเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ แต่เสี่ยงอันตรายเนื่องจากมีการโจมตีจากคู่ขัดแย้ง โดยเมื่อ 22 เมษายน 2569 มีรายงานว่ากองทัพอิหร่านสกัดกั้นและยึดเรือขนส่งสินค้าของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ระหว่างเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านระบุว่าเรือดังกล่าวเดินทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ปากีสถานเร่งประสานงานและใช้กลไกการทูตเพื่อให้เกิดการเจรจาโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม คาดว่าอิหร่านจะยังไม่เชื่อมั่นท่าทีและนโยบายของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งและไม่แน่นอน เฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ที่คาดการณ์ยาก สาเหตุที่ทำให้อิหร่านไม่เชื่อมั่นในการกำหนดท่าทีของสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเริ่มการโจมตีอิหร่านก่อนทุกครั้ง ขณะที่ทั้ง 2 ประเทศอยู่ระหว่างการเจรจา รัฐบาลสหรัฐฯ อาจกำลังใช้ประโยชน์จากการที่ไม่กำหนดกรอบเวลาข้อตกลงหยุดยิงที่ชัดเจน ซึ่งเป็น 1 ในยุทธวิธีสร้างความคลุมเครือ เพื่อเพิ่มแรงกดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขการเจรจาสันติภาพ…

ยูเครนผลักดันการเจรจาระดับผู้นำ เพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย

สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังมีการปะทะทางทหารและการโจมตีระหว่างกันต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่ได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศและทั่วโลกมากเท่าเหตุการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ปัจจุบัน ยูเครนเผชิญความยากลำบากที่จะต้านทานปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียมากขึ้น เนื่องจากยูเครนขาดงบประมาณสนับสนุน และที่สำคัญ คือ สหรัฐฯ ลดระดับความจริงจังและบทบาทที่จะผลักดันการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนกับรัสเซีย และไปให้ความสำคัญกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางมากกว่า ทำให้การเจรจากับรัสเซียไม่มีความคืบหน้าที่เป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของยูเครน นอกจากนี้ บทบาทของผู้แทนการเจรจาของสหรัฐฯ ที่เดินทางไปรัสเซียบ่อยครั้ง กลายเป็นผลดีต่อรัสเซียมากกว่า ดังนั้น ยูเครนจึงต้องเปลี่ยนรูปแบบการรักษาความมั่นคง ด้วยการไปให้ความสำคัญกับการผลักดันการหารือระหว่างผู้นำยูเครนและผู้นำรัสเซียโดยตรง และจะให้ตุรกีเป็นประเทศผู้ประสานงาน สาเหตุที่ทำให้ยูเครนเปลี่ยนรูปแบบการจัดการความสัมพันธ์กับรัสเซีย จากการใช้เครื่องมือด้านการทหาร ไปเน้นการทูต เป็นเพราะผู้นำยูเครนเริ่มไม่เชื่อมั่นทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ยูเครนสูญเสียกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ไปจำนวนมาก และไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือในปริมาณที่เพียงพอต่อการผลิตยุโปกรณ์รุ่นใหม่ ทำให้เสี่ยงแพ้ในสงคราม แม้จะมีรายงานว่ายูเครนมีอากาศยานไร้คนขับและหุ่นยนต์รุ่นใหม่ที่พร้อมใช้ในการทำสงครามกับรัสเซียแล้วก็ตาม แต่เป็นเทคโนโลยีที่ลงทุนสูง ปัจจุบัน ยูเครนจึงมีความพยายามทางการทูต โดยนาย Andrii Sybiha รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน เร่งโน้มน้าวตุรกีให้เป็นผู้ประสานงานและเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาระหว่างประธานาธิบดียูเครน กับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย แนวโน้มการเจรจาระหว่างผู้นำยูเครนกับผู้นำรัสเซียเพื่อลดระดับความขัดแย้งมีความเป็นไปได้ต่ำ เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่ยอมรับเงื่อนไขยุติสงครามระหว่างกัน นอกจากนี้ รัสเซียไม่พอใจยูเครนอย่างมาก กรณีใช้อากาศยานไร้คนขับ และการโจมตีทางอากาศปฏิบัติการโจมตีในมาตุภูมิรัสเซียเพิ่มขึ้น ทำให้พลเรือนและคลังน้ำมันสำคัญในประเทศได้รับความเสียหาย ดังนั้น สงครามรัสเซีย-ยูเครนมีแนวโน้มจะยืดเยื้อต่อไป

ไซปรัสเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดสหภาพยุโรปอย่างไม่เป็นทางการ

สมาชิกสหภาพยุโรป (EU) จำนวน 27 ประเทศจะส่งผู้แทนระดับสูงไปร่วมการประชุมสุดยอดอย่างไม่เป็นทางการ ที่ไซปรัสเป็นเจ้าภาพ ระหว่าง 23-24 เมษายน 2569 ในเมือง Nicosia เพื่อหารือประเด็นความมั่นคงและแนวทางรับมือกับวิกฤตด้านความมั่นคงปลอดภัยในปัจจุบันร่วมกัน สำหรับประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ คือ กรณีประธานาธิบดี Nikos Christodoulides ของไซปรัสจะเสนอให้สมาชิก EU ให้คำมั่นว่าจะร่วมกันปกป้องความมั่นคงของประเทศสมาชิก โดยมีแผนปฏิบัติการร่วม (operational plan) ด้านการทหาร ความมั่นคง และนโยบาย ซึ่งความร่วมมือในลักษณะดังกล่าวเป็นไปตามมาตรา 42.7 ในสนธิสัญญาของ EU ที่สมาชิกจะให้ความช่วยเหลือกันเมื่อถูกโจมตี หรือถูกรุกรานโดยประเทศอื่น ๆ ผู้นำไซปรัสเสนอการจัดทำแผนดังกล่าวในช่วงที่ไซปรัสเป็นประธานหมุนเวียน เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงในกรอบ EU ในช่วงที่ทั่วโลกเผชิญวิกฤตความขัดแย้งและความไม่แน่นอน โดยต้องการให้แผนดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในการประชุมจำลองสถานการณ์วิกฤตร่วมกันของสมาชิก EU ในห้วงกลาง พฤษภาคม 2569 ก่อนหน้านี้ เมื่อ มีนาคม 2569 ฐานทัพของสหราชอาณาจักรที่ตั้งอยู่ในไซปรัส ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีโดยอากาศยานไร้คนขับที่มาจากเลบานอน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ไซปรัสตื่นตัวเรื่องภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่ประเทศต้องเผชิญ จากสงครามในพื้นที่อื่น ๆ และต้องการขยายหลักประกันด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศมากขึ้น ข้อเสนอของผู้นำไซปรัส และการใช้มาตรา…

มาเลเซียและสิงคโปร์คัดค้านกรณีอินโดนีเซียเสนอเก็บค่าผ่านทางช่องแคบมะละกา

กรณีนาย Purbaya Yudhi Sadewa รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย เสนอแนวคิดเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบมะละกา เมื่อ 22 เมษายน 2569 เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศ กลายเป็นประเด็นวิจารณ์โดยมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมา ทั้ง 3 ประเทศมีหลักการบริหารจัดการช่องแคบมะละการ่วมกันที่สำคัญ คือ การเดินเรือเสรีเพื่อการค้าและการขนส่งพลังงานระหว่างประเทศ รวมทั้งมีมุมมองว่าอินโดนีเซียควรหารือกับมาเลเซียและสิงคโปร์ก่อนที่จะเสนอมาตรการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการช่องแคบมะละกา แนวคิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย สอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีอินโดนีเซียที่เสนอเมื่อ 8 เมษายน 2569 ว่าปัจจุบันอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากมีพื้นที่ติดกับเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลก สะท้อนว่ารัฐบาลอินโดนีเซียเล็งเห็นโอกาสในการยกระดับบทบาทของประเทศ ในช่วงที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับเส้นทางเดินเรือ นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซียเสนอว่าอาจพิจารณาใช้โมเดลการบริหารจัดการช่องแคบมะละกาแบบเดียวกันกับที่อิหร่านใช้ในช่องแคบฮอร์มุซ มาเลเซียและสิงคโปร์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของอินโดนีเซีย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซีย ระบุว่ามาเลเซียให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา และยืนยันว่าแนวทางบริหารจัดการช่องแคบมะละกาจะต้องเป็นผลลัพธ์จากการหารือของ 4  ประเทศ ที่มีความร่วมมือด้านการลาดตระเวนเพื่อความมั่นคงในช่องแคบมะละกา ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย โดยต้องเป็นฉันทามติ และไม่ใช่การตัดสินใจของประเทศใดประเทศหนึ่ง ด้านนาย Vivian Balakrishnan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ย้ำในการประชุม Singapore Maritime Week 2026 ว่า นานาชาติมีสิทธิที่จะเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาอย่างเสรี…

โลกอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน

โลกอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันประมาณ 2 ปี ก่อนที่ปริมาณการผลิตจะกลับมาก่อนเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นการประเมินของผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency– IEA) เมื่อกลาง เมษายน 2569 เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้มีการปิดเส้นทางขนส่งเป็นระยะ ๆ รวมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย ทั้งบ่อน้ำมัน โรงกลั่น และท่อขนส่งน้ำมัน ทำให้การต้องกลับมาผลิตในปริมาณที่ก่อนเกิดความขัดแย้ง เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ง่ายนัก เพราะต้องใช้เวลาในการซ่อมแซม ผู้อำนวยการ  IEA ยังเสนอแนวทางลดความเสี่ยงในการใช้ช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยการให้มีการสร้างเส้นทางท่อส่งน้ำมัน Basra-Ceyhan pipeline เพื่อให้อิรักขนส่งน้ำมัน ที่เมืองบราสราจากตอนใต้ของประเทศ-ผ่านเมืองเชเชน ของตุรกี -ออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปให้ยุโรป การสร้างท่อส่งน้ำมันดังกล่าว เป็นทั้งโอกาสให้กับอิรักที่ในปัจจุบันต้องพึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถึงร้อยละ 90  และเมืองบราสรายังเป็นแหล่งผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออกของอิกรักถึง ร้อยละ 90 ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่ตรุกีก็จะเป็นศูนย์กลางการส่งออกไปยังยุโรป นอกจากนี้ ยังทำให้ยุโรปมีความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น เส้นทางท่อน้ำมันปัจจุบันระหว่างอิรัก-ตุรกีที่ยังมีการใช้งานอยู่คือ Kirkuk–Ceyhan pipeline ผู้อำนวยการ  IEA เตือนอย่างต่อเนื่องถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง รวมทั้งการขนส่งผ่านช่องแคบช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่การฟื้นตัวของพลังงานโลกจะล่าช้า เนื่องจากต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมแหล่งผลิต โรงกลั่น…

ประธานาธิบดีเมียนมาเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธ

รัฐบาลเมียนมาใช้กระบวนการเจรจาสันติภาพ เพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธในประเทศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อบรรยากาศความมั่นคงและการเมืองในเมียนมา โดยมีรายงานเมื่อ 21 เมษายน 2569 ว่า พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา ได้เชิญผู้แทนของกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธทั้งที่ลงนามและยังไม่ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศเข้าร่วมการพูดคุยสันติภาพ ที่น่าสนใจ คือ ประธานาธิบดีเมียนมากำหนดกรอบเวลา 100 วัน ของรัฐบาล หรือ 31 กรกฎาคม 2569 สื่อมวลชนคาดการณ์ว่าผู้นำเมียนมาต้องการให้กลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธที่เคยลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ(Nationwide Ceasefire Agreement) ระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ หรือ NCA กลับไปเข้าร่วมการพูดคุย เนื่องจากหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมา เมื่อปี 2564 มีกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธหลายกลุ่มที่ประกาศถอนตัวและยกเลิกการปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว เพื่อปกป้องตัวเองจากการปราบปรามและการปะทะกับกองทัพเมียนมา กระบวนการพูดคุยสันติภาพในเมียนมาเป็นประเด็นท้าทายผู้นำ เนื่องจากกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธอย่างน้อย 3 กลุ่ม ไม่ตอบรับข้อเสนอ และยืนยันว่าไม่มีแผนการจะกลับไปเข้าร่วม NCA อีก ได้แก่ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) แนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า (ABSDF) และแนวร่วมชาติชิน (Chin National Front – CNF) โดยกลุ่ม CNF ระบุว่าต้องการเจรจากับผู้นำรัฐบาลเมียนมาที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นอิสระจากกองทัพเท่านั้น นอกจากนี้…

จีน-สปป.ลาวกระชับความสัมพันธ์ในโอกาสครบรอบ 65 ปี

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนเมื่อ 21 เมษายน 2569 ต้อนรับนายสะเหลิมไซ กมมะสิด (Saleumxay Kommasith) ตัวแทนผู้นำ สปป.ลาว ที่เยือนกรุงปักกิ่ง จีน อย่างเป็นทางการ โดยมีรายงานว่าทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือประเด็นวาระสำคัญทางการเมือง เป้าหมายการพัฒนาและเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของทั้ง 2 ประเทศที่จะครบรอบ 65 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2569  ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนใช้โอกาสนี้ย้ำว่าจะกระชับความสัมพันธ์กับ สปป.ลาว โดยเน้นความร่วมมือระหว่างประชาชน เพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน ตลอดจนแสดงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล สปป.ลาว ว่าจะสามารถร่วมมือกับจีน เพื่อนำประเทศให้พ้นจากความท้าทายและอุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างดี การพบหารือระหว่างผู้นำจีนและผู้แทนระดับสูงของ สปป.ลาว ครั้งนี้ จะเป็นผลดีต่อทิศทางความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นในระบบพรรคการเมือง โดยผู้นำจีนเน้นย้ำแนวทางความร่วมมือในอนาคตที่จะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพระยะยาว ซึ่งคาดว่ามีนัยถึงความมั่นคงทางการเมือง การปกครอง และอิทธิพลของพรรคการเมืองสำคัญใน 2 ประเทศ เนื่องจากระหว่างการเยือนจีนครั้งนี้ นายสะเหลิมไซ กมมะสิด ซึ่งเป็นผู้แทนระดับสูงจากรัฐบาล สปป.ลาว และเป็นสมาชิกกรมการเมืองชุดที่…

ผู้นำสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่าน : บรรยากาศยังตึงเครียด

แรงกดดันที่จะให้เกิดสันติภาพในตะวันออกกลางตกไปอยู่ที่ฝ่ายอิหร่าน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 21 เมษายน 2569 ประกาศจะขยายอายุข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน จนกว่าอิหร่านจะยอมทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างกัน ขณะเดียวกันก็จะยังคงใช้เรือรบปิดกั้นการเดินเรือของอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป เพื่อกดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขในการเจรจาสันติภาพ นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าปากีสถาน ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ประสานงานและตัวกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ร้องขอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิงเพื่อรักษาบรรยากาศการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นในห้วงที่ข้อตกลงหยุดยิงเดิมจะหมดอายุใน 22 เมษายน 2569 และมีรายงานว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลจากการหารือร่วมกับรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามหรือกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) รวมทั้งประธานเสนาธิการร่วม ที่เป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและการดำเนินนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ก่อนที่จะส่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนปากีสถานเพื่อหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง ยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณว่าการหยุดยิงจะมีผลบังคับใช้ต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน ปัจจุบันอิหร่านยังไม่แสดงท่าทีเชิงบวกต่อการขยายข้อตกลงหยุดยิง ทำให้บรรยากาศยังตึงเครียด คาดว่า ผู้นำอิหร่านยังไม่ยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ ที่ให้อิหร่านยุติโครงการพัฒนานิวเคลียร์ทั้งหมด นอกจากนี้ ที่ปรึกษาอาวุโสของรัฐบาลอิหร่านให้ความเห็นว่า การขยายเวลาหยุดยิงไม่มีผลต่อสถานการณ์ เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงมีพฤติกรรมขู่คุกคาม ไม่แตกต่างการการโจมตีอิหร่านโดยตรง สาเหตุที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ตัดสินใจขยายข้อตกลงหยุดยิง น่าจะเป็นไปเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้นานาชาติเห็นว่า สหรัฐฯ ต้องการสันติภาพและควบคุมขอบเขตความเสียหายจากการทำสงคราม ขณะเดียวกันก็ต้องการใช้ประเด็นนี้เป็นข้ออ้างสนับสนุนให้กองเรือรบของสหรัฐฯ มีสิทธิเข้าไปควบคุมและกดดันอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซได้…

รมว.กต.จีนเยือน 3 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทย

นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและสมาชิกระดับสูงของรัฐบาลจีนมีกำหนดการเยือนกัมพูชา ไทย และเมียนมา ระหว่าง 22-26 เมษายน 2569 เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงและย้ำว่าจีนให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เห็นว่าจีนเป็นมิตรประเทศที่น่าเชื่อถือและมีนโยบายที่มั่นคง พร้อมร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อก้าวผ่านอุปสรรคในช่วงที่โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ นายหวัง อี้ จะเข้าร่วมการประชุมทวิภาคีระดับยุทธศาสตร์ ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (2+2 Strategic Dialogue) กับกัมพูชา ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงพนมเปญ ซึ่งสะท้อนความใกล้ชิดระหว่างจีนกับกัมพูชาที่เพิ่มพูนขึ้น จากนั้นจะเยือนไทยและเมียนมาตามลำดับ โดยจะเยือนไทยระหว่าง 23-25 เมษายน 2569 สื่อต่างประเทศมีมุมมองว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนกำลังทำการเยือน 3 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ กัมพูชากับไทยมีประเด็นความขัดแย้งทางการทหารเมื่อปี 2568 และปัจจุบันกัมพูชากำลังเร่งปราบปรามอาชญากรรมสแกมเมอร์ในประเทศ ขณะที่ไทยและเมียนมาเพิ่งจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งรัฐบาลไทยจะเน้นหารือเรื่องการขยายความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการค้า เฉพาะอย่างยิ่งการที่ไทยต้องการเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมไปจีน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ก่อนหน้านี้เมื่อ 9-10 เมษายน 2569 นายหวัง อี้ เดินทางเยือนเกาหลีเหนือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ทั้งนี้ นายหวัง อี้ เคยเดินทางเยือนไทยหลายครั้ง เช่นเมื่อปี 2558 ปี 2561…

ฟิลิปปินส์-สหรัฐฯ เริ่มการฝึกรหัส Balikatan 2026

ฟิลิปปินส์กระชับความร่วมมือด้านการทหารกับสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเริ่มการฝึกร่วมรหัส Balikatan ประจำปี 2569 เมื่อ 20 เมษายน 2569 โดยเป็นการฝึกร่วมที่สำคัญ มีพิธีเปิดการฝึกร่วมอย่างเป็นทางการที่ค่ายทหารในกรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ และจะดำเนินการจนถึงห้วงกลาง พฤษภาคม 2569 การฝึกร่วมประกอบด้วยการขนส่งบำรุงกำลัง การวางกำลังในสถานการณ์ต่าง ๆ การฝึกร่วมทางความมั่นคงไซเบอร์ และการปกป้องความมั่นคงทางทะเล การฝึกดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ทหารจากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส และแคนาดาเข้าร่วมด้วย โดยจำนวนทหารที่เข้าฝึกทั้งหมดจาก 7 ประเทศจะมีจำนวนประมาณ 17,000 นาย ที่น่าสนใจอย่างมาก คือ กรณีญี่ปุ่นส่งเจ้าหน้าที่ทหารหน่วย Ground Self-Defense Force (JGSDF) จำนวน 1,000 นาย เข้าร่วมเป็นครั้งแรก เพื่อทำภารกิจช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมหลังเผชิญภัยพิบัติ (HADR) สะท้อนว่าความสัมพันธ์ด้านการทหารระหว่างฟิลิปปินส์กับญี่ปุ่นใกล้ชิดขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณให้จีนตระหนักว่าญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรกับฟิลิปปินส์ เนื่องจากปัจจุบันมีความขัดแย้งกับญี่ปุ่นค่อนข้างสูงจากเหตุการณ์ผู้นำญี่ปุ่นวิจารณ์ความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน การฝึกรหัส Balikatan มีความสำคัญต่อฟิลิปปินส์และพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพราะนอกจากฟิลิปปินส์จะใช้โอกาสนี้แสดงความพร้อมด้านการทหารเพื่อป้องปราบความเคลื่อนไหวของจีนในทะเลจีนใต้ได้แล้ว การฝึกครั้งนี้เป็นผลดีที่สหรัฐฯ จะทำให้พันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเห็นว่ายังคงให้ความสำคัญต่อการค้ำประกันด้านความมั่นคงและสนับสนุนการป้องปรามภัยคุกคามให้พันธมิตรในภูมิภาค แม้ปัจจุบัน…