ไทยและอินโดนีเซียจะทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

เหตุผลด้านความมั่นคงในประเทศ ทำให้ประเทศในอาเซียน ได้แก่ ไทย และอินโดนีเซีย เป็นสองประเทศที่กำลังเร่งทบทวนนโยบายยกเว้นการตรวจลงตรา (ฟรีวีซ่า) แม้อาจมีผลกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยว แต่ทั้งสองประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งไทย เห็นว่าการมีนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เอื้อประโยชน์ต่อประเทศ มากกว่าในเชิงปริมาณ อย่างไรก็ดี เป้าหมายการดึงดูดการท่องเที่ยวก็ยังเป็นนโยบายหลักในการสร้างรายได้ของประเทศ ไทยย้ำว่าการที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาลดระยะเวลาสิทธิยกเว้นฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน ก็เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยเมื่อ 12 พฤษภาคม 2569 ว่า ไทยจะทบทวนวีซ่าทุกประเภทที่อาจให้ระยะเวลาพำนักเกินความจำเป็น และไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดเป็นพิเศษ แต่เพื่อทบทวนการเข้ามาประกอบกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และเป็นภัยต่อความมั่นคงในไทย ไทยประกาศ รายชื่อ 93 ประเทศหรือดินแดนที่ได้รับสิทธิยกเว้นวีซ่า และสามารถพำนักในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราวได้ไม่เกิน 60 วัน เพื่อการท่องเที่ยว การติดต่อธุรกิจ และการทำงานระยะสั้น ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2567  อย่างไรก็ดี หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบข้างต้น รัฐบาลจะมีการพิจารณาทบทวนรายชื่อประเทศที่จะได้รับสิทธิ์ใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมประเทศที่ประเทศไทยต้องการสนับสนุนการท่องเที่ยวหรือมีการเชื่อมสัมพันธ์ทางการทูตใหม่ ๆ นโยบายการลดจำนวนวันฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวของไทย…

มาเลเซียไม่พอใจที่นอร์เวย์ยกเลิกสัญญาส่งออกขีปนาวุธ

มาเลเซียไม่พอใจกรณีนอร์เวย์ ประกาศยกเลิกสัญญาส่งออกขีปนาวุธและระบบยิงขีปนาวุธรุ่น Naval Strike Missile ให้มาเลเซีย โดยนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียแสดงความเห็นเมื่อ 15 พฤษภาคม 2569 ว่า การตัดสินใจของนอร์เวย์จะส่งผลกระทบต่อโครงการพัฒนาขีดความสามารถด้านการทหารของมาเลเซียให้ทันสมัย รวมทั้งอาจส่งผลเสียต่อบรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาค ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้โทรศัพท์หารือโดยตรงกับผู้นำนอร์เวย์แล้ว และแสดงความไม่พอใจว่านอร์เวย์ตัดสินใจดำเนินการยกเลิกสัญญานี้เพียงฝ่ายเดียว อาจไม่เป็นผลดีต่อความร่วมมือในอนาคต นอร์เวย์ยกเลิกสัญญาส่งออกระบบขีปนาวุธดังกล่าวด้วยเหตุผลว่า เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ และให้สอดคล้องกับกฎหมายห้ามส่งออกอาวุธฉบับใหม่ โดยนอร์เวย์จะส่งออก Naval Strike Missile ให้กับสมาชิกเนโต และประเทศที่เป็หุ้นส่วนของเนโตเท่านั้น มาเลเซียไม่ได้เป็นสมาชิกเนโต ทำให้นอร์เวย์ไม่สามารถส่งออกขีปนาวุธและระบบดังกล่าวให้ได้ อย่างไรก็ดี รัฐบาลมาเลเซียตั้งข้อสังเกตว่าการตัดสินใจของนอร์เวย์มีสภาวะ “เหตุสุดวิสัย” หรือ force majeure และคาดว่าสาเหตุที่ทำให้นอร์เวย์ยกเลิกสัญญาส่งอาวุธให้มาเลเซีย เพราะส่วนประกอบของระบบ Naval Strike Missile เฉพาะอย่างยิ่งระบบนำทางขีปนาวุธ หรือ ไจโรสโคป (Gyroscope) เป็นส่วนประกอบที่บริษัทนอร์เวย์นำเข้าจากสหรัฐฯ และสหรัฐฯ มีมาตรการเข้มงวดการส่งออกส่วนประกอบดังกล่าวไปยังประเทศที่สาม ปัจจุบัน ประเทศที่ใช้ระบบยิงขีปนาวุธรุ่น Naval Strike Missile ได้แก่ สหรัฐฯ…

สาระสำคัญจากการพบหารือผู้นำจีน-สหรัฐฯ

บรรยากาศการพบหารืออย่างเป็นทางการระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อ 13-14 พฤษภาคม 2569 เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้ง 2 ฝ่ายให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และไม่ต้องการติดกับดักมหาอำนาจ หรือ Thucydides Trap ที่จะทำให้ทั้ง 2 ประเทศหวาดระแวงระหว่างกัน ทั้งนี้ ปัจจุบันทั้ง 2 ผู้นำยังไม่มีถ้อยแถลงร่วม แต่ต่างฝ่ายต่างเผยแพร่ผลการหารือบางส่วน โดยประเด็นการหารือที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) ผู้นำจีนย้ำประเด็นความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน ว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ พร้อมเตือนว่าจีนและสหรัฐฯ ไม่ควรทำให้ความมั่นคงในพื้นที่ไร้เสถียรภาพ หรือตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย 2) ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าจีนให้คำมั่นจะสนับสนุนการแก้ไขความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และจะไม่ส่งอาวุธให้อิหร่าน พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ พร้อมจะปฏิบัติการทางทหารเพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามจากอิหร่านต่อไป และ 3) ทั้ง 2 ผู้นำมีมุมมองเชิงบวกว่าการพบหารือกันครั้งนี้เป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และในอนาคต ทั้ง 2 ประเทศจะสร้าง “วิสัยทัศน์ใหม่” เพื่อขยายความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ในระยะ 3 ปีข้างหน้า รวมทั้งเห็นพ้องว่าจีนกับสหรัฐฯ…

กัมพูชาปฏิเสธกรณีไทยระบุว่ากองทัพกัมพูชายิง M79

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 รายงานปฏิเสธกรณีสื่อมวลชนไทยอ้างว่ากองทัพกัมพูชายิงระเบิด M79 โจมตีฐานที่มั่นของกองทัพไทย ใกล้บริเวณชายแดนจังหวัดพระวิหาร โดยโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่าข้อกล่าวหาของไทยไม่มีหลักฐาน และต้องการให้แก้ไขการสื่อสารโดยเร็ว เนื่องจากการรายงานดังกล่าวเท่ากับสร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม และอาจทำให้เกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ รายงานของสื่อมวลชนไทยทำให้ภาพลักษณ์ของกองทัพกัมพูชาเสื่อมเสียด้วย กัมพูชาให้ความสำคัญกับการแก้ไขเนื้อหาที่สื่อมวลชนรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างมาก เนื่องจากมีมุมมองว่าเนื้อหาที่ไม่ชัดเจนจะส่งผลเสียต่อบรรยากาศความมั่นคง ทั้งนี้ นอกจากโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาจะมีถ้อยแถลงแล้ว ยังมีรายงานว่าฝ่ายประชาสัมพันธ์ สังกัดกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ส่งหนังสือประท้วงไปยังศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ด้วยอีกช่องทาง พร้อมเรียกร้องไทยให้ปฏิบัติตามข้อตกลงทวิภาคี สถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากมีรายงานเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารยั่วยุกันในพื้นที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษของไทย และจังหวัดพระวิหารของกัมพูชา โดยมีรายงานได้ยินเสียงระเบิด แม้ยังไม่มีรายละเอียด แต่ฝ่ายไทยเตรียมความพร้อมด้านการทหารเพื่อรับมือกับสถานการณ์อ่อนไหว ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวค่อนข้างมีความเสี่ยงเกิดการปะทะหรือการยั่วยุทางทหาร เพราะเคยเกิดเหตุปะทะ ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีคณะสังเกตการณ์ของอาเซียน (ASEAN Observer Team-AOT) ลงพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูลบ่อยครั้ง เนื่องจากมีโบราณสถานที่เป็นมรดกโลกตั้งอยู่ จึงได้รับความสนใจจากอาเซียนและนานาชาติ มีข้อสังเกตว่าปัจจุบันสื่อมวลชนกัมพูชาและสื่อมวลชนไทยมีบทบาทและอิทธิพลในการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์บริเวณชายแดนค่อนข้างมาก เนื่องจากได้รับความสนใจจากรัฐบาลและประชาชนของทั้ง 2 ฝ่าย ขณะเดียวกันก็อาจเป็นช่องทางหรือเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ในการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อสร้างความได้เปรียบในสถานการณ์ความตึงเครียดครั้งนี้

สหรัฐฯ มีมุมมองว่าไทยยังมีปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

สหรัฐฯ ใช้การเผยแพร่รายงานทบทวนนโยบายการค้าของประเทศอื่น ๆ เป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นเครื่องมือส่งสัญญาณกดดันให้ประเทศคู่ค้า ปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของนักลงทุนและนักธุรกิจชาวอเมริกัน โดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐฯ ปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก หรือ America First ล่าสุด USTR หรือสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อ 30 เมษายน 2569 เผยแพร่รายงาน 2026 Special 301 Report หรือรายงานการประเมินนโยบายปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property-IP) ของคู่ค้าสหรัฐฯ ทั่วโลกมากกว่า 100 ประเทศ รวมทั้งไทย เพื่อเสนอให้ฝ่ายนิติบัญญัติพิจารณา และให้นักธุรกิจอเมริกันใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนเพิ่มพูนความร่วมมือกับต่างประเทศ ประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก และเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ USTR จัดให้สหภาพยุโรป (EU) อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง (Watch List) เป็นครั้งแรก เนื่องจาก EU ออกกฎหมาย General Pharmaceutical Legislation ที่อาจขัดขวางบริษัทยาของสหรัฐฯ ไม่ให้สามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ใน EU รวมทั้งอาจบังคับให้บริษัทสหรัฐฯ ต้องเผยแพร่ข้อมูลมากขึ้น…

กัมพูชาปราบปรามสแกมเมอร์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ 

กัมพูชาเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศและป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ล่าสุดเมื่อ 13 พฤษภาคม 2569 โฆษกรัฐบาลกัมพูชาระบุว่าสามารถจัดกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ได้ 40 ราย จากการปฏิบัติการปราบปรามเมื่อ 11 พฤษภาคม 2569 ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงอยู่ระหว่างการสืบสวนหาผู้กระทำความผิดเพิ่มเติม รวมทั้งผู้ที่สนับสนุนเงินทุนให้กับสแกมเมอร์ ปัจจุบัน กัมพูชาจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวจีนจำนวน 38 ราย และชาวกัมพูชาจำนวน 2 ราย ในจังหวัด Tbong Khmum จังหวัด Preah Sihanouk และจังหวัด Battambang ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มสแกมเมอร์และฐานการก่ออาชญากรรมทางการเงิน รัฐบาลกัมพูชามีกฎหมายใหม่สามารถดำเนินคดีต่อชาวต่างชาติและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางการเงินได้ รวมทั้งสามารถดำเนินคดีข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย สะท้อนว่า รัฐบาลกัมพูชาใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือบริหารจัดการความมั่นคงและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มสแกมเมอร์ที่ขยายตัวมากขึ้น และทำให้นานาชาติมีมุมมองเชิงลบต่อความปลอดภัยในกัมพูชา กัมพูชาเร่งแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นานาชาติ เนื่องจากที่ผ่านมา กัมพูชาเผชิญกระแสวิจารณ์ว่าเป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ หรือ “Scam hub” จนทำให้กระทบต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของกัมพูชา รวมทั้งอาจไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาความตึงเครียดระหว่างกัมพูชา-ไทย บริเวณชายแดน เนื่องจากกัมพูชามีภาพลักษณ์ที่ไม่น่าเชื่อถือจากปัญหาสแกมเมอร์ ดังนั้น ปัจจุบัน รัฐบาลกัมพูชาต้องเร่งปราบปรามสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของต่างประเทศว่ากัมพูชาต่อต้านการก่ออาชญากรรมทางการเงิน การหลอกลวง และพร้อมร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อรักษาความมั่นคง

อินเดียจัดการประชุมกลุ่ม BRICS ระดับรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ

อินเดียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกลุ่มความร่วมมือในกรอบ BRICS ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่าง 14-15 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงนิวเดลี อินเดีย โดยการประชุมครั้งนี้จะให้ความสำคัญกับความร่วมมือของสมาชิกกลุ่ม BRICS และหุ้นส่วน ที่สำคัญคือกลุ่มประเทศโลกใต้ หรือ Global South และไทย  เป็นหุ้นส่วนของกลุ่ม BRICS ด้วย  การประชุมดังกล่าวจะหารือประเด็นสถานการณ์สำคัญระดับโลก ได้แก่ สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน สำหรับสมาชิกสำคัญของกลุ่ม BRICS คือประเทศเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ จากนั้นมีการเพิ่มสมาชิก ได้แก่ อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) และอินโดนีเซีย ด้านซาอุดีอาระเบียสนใจสมัครเป็นสมาชิก แต่ยังอยู่ในกระบวนการเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ประเด็นที่น่าสนใจในการประชุม BRICS ครั้งนี้ คือ ท่าทีของประเทศสมาชิกต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะมีผู้แทนจากทั้งอิหร่านและ UAE เข้าร่วม นอกจากนี้ กลุ่ม BRICS จะหารือกันด้านความร่วมมือและการส่งเสริมความสามารถในการฟื้นตัวจากวิกฤต…

ผู้นำจีนระบุความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วน

บรรยากาศการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เมื่อ 13 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงปักกิ่ง เป็นไปในเชิงบวก  ผู้นำจีนใช้โอกาสนี้ลดระดับความตึงเครียดในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ โดยระบุว่าจีนกับสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วน (partner) ระหว่างกัน และไม่ใช่คู่ขัดแย้งกัน (rival)  ท่าทีดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการเจรจาหารือระหว่างกันใน 14-15 พฤษภาคม 2569 ที่อาจมีประเด็นสำคัญทั้งความร่วมมือและการแก้ไขปัญหาระดับโลก ประธานาธิบดีทรัมป์ชื่นชมประธานาธิบดีสี จิ้นผิงว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ และการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งนี้จะทำให้ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนดีขึ้น ทั้งนี้ สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจกรณีผู้นำทั้ง 2 ประเทศจับมือทักทายกันท่ามกลางบรรยากาศที่ดี ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์พาคณะนักธุรกิจรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะการเยือนดังกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ด้วย ทำให้คาดว่าสหรัฐฯ ต้องการให้จีนอนุมัติการลงทุนขนาดใหญ่จากสหรัฐฯ แม้ว่าบรรยากาศในช่วงเริ่มต้นการพบหารือครั้งนี้จะเป็นเชิงบวก แต่จีนกับสหรัฐฯ ยังไม่ได้หารือกันในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขึ้นภาษีตอบโต้ การกีดกันทางการค้าและเทคโนโลยี สถานการณ์ความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน และสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นประเด็นที่จีนกับสหรัฐฯ มีท่าทีและจุดยืนที่แตกต่างกัน เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยี ที่ผูกพันกับผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศอย่างแน่นแฟ้น การพบหารือระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่ในระยะยาว ความสัมพันธ์ของทั้ง 2…

ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางตึงเครียดต่อไปในห้วง พฤษภาคม 2569  

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดสูง โดยมีรายงานเมื่อ 12 พฤษภาคม 2569 ว่า อิหร่านแจ้งปากีสถานว่าจะไม่เข้าร่วมการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ รอบที่ 2 เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่ตอบรับเงื่อนไขเพื่อรับประกันความมั่นคงของอิหร่าน ทั้งนี้ อิหร่านยื่นเงื่อนไขเพิ่มเติม 5 ประการ เพื่อสร้างบรรยากาศและความเชื่อมั่นก่อนการเจรจา ได้แก่ 1) ให้สหรัฐฯ และอิสราเอลยุติสงครามในทุกสมรภูมิ เฉพาะอย่างยิ่งในเลบานอน 2) ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ 3) ยกเลิกมาตรการยึดทรัพย์รัฐบาลอิหร่านในต่างประเทศ 4) ให้สหรัฐฯ ชดเชยค่าเสียหายและความสูญเสียที่อิหร่านได้รับจากสงครามครั้งนี้ และ 5) ให้สหรัฐฯ รับรองว่าช่องแคบฮอร์มุซ อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของอิหร่าน กรณีอิหร่านยื่นเงื่อนไขเพิ่มเติม เพื่อต่อรองกับสหรัฐฯ ที่เสนอเงื่อนไข 14 ข้อที่จะนำไปสู่สันติภาพ สะท้อนว่ารัฐบาลอิหร่านยังไม่พร้อมตอบรับข้อตกลงของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ยังมีรายงานการโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) ปัจจุบันเสี่ยงถูกอิหร่านโจมตีมากขึ้น จนทำให้อิสราเอลตัดสินใจส่งระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอานุภาพสูง หรือ Iron Dome ไปช่วยเหลือ UAE  ประกอบกับผู้นำสหรัฐฯ ไม่ตอบรับเงื่อนไขดังกล่าว เป็นสัญญาณว่าความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางจะไม่ลดลง ปากีสถานจะยังเผชิญอุปสรรคในการเป็นตัวกลางประสานงานเพื่อสร้างสันติภาพ และความขัดแย้งในภูมิภาคจะยังส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป…

ผู้นำสหราชอาณาจักรเผชิญความท้าทายทางการเมือง

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ของสหราชอาณาจักร เผชิญความเสี่ยงทางการเมือง หลังจากสมาชิกพรรคแรงงานของสหราชอาณาจักรมากกว่า 80 คน จากทั้งหมด 403 คน กดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบที่ทำให้พรรคสูญเสียคะแนนนิยมในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อ 7 พฤษภาคม 2569 และรับผิดชอบกรณีล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้นในประเทศ ซึ่งปัจจัยหนึ่งมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อพลังงาน นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ปฏิเสธข้อเรียกร้อง และเมื่อ 12 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่านายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ พบหารือกับนายเวส สตรีทติ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีโอกาสจะเป็นผู้ชิงตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงานและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ทำให้สื่อทั่วโลกสนใจและติดตามพัฒนาการทางการเมืองภายในของสหราชอาณาจักรครั้งนี้ เนื่องจากจะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 จะกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญ หรือ The King’s Speech ที่รัฐสภาสหราชอาณาจักรใน 13 พฤษภาคม 2569 สำหรับสมาชิกพรรคแรงงานที่มีโอกาสเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรคนใหม่ ได้แก่ 1) นาย สตรีทติ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2) นายแอนดี เบอร์นแฮม นายกเทศมนตรีเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ และ 3) นางแองเจลา เรย์เนอร์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลในการเมืองสหราชอาณาจักร การเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรจะเกิดขึ้นได้จาก…