รมว.กต.สหรัฐฯ จะเยือนประเทศในตะวันออกกลางระหว่าง 4-11 ม.ค.67

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงผ่านทางเว็บไซต์เมื่อ 4 ม.ค.67 ว่า นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จะเยือนตุรกี กรีซ จอร์แดน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย อิสราเอล เขตเวสต์แบงค์ และอียิปต์ ระหว่าง 4-11 ม.ค.67   โดยจะให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาในตะวันออกกลาง ทั้งการปกป้องชีวิตพลเรือนในอิสราเอล เขตเวสต์แบงค์ และฉนวนกาซา การปล่อยตัวประกันที่เหลือ รวมทั้งการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา และรับรองว่าชาวปาเลสไตน์จะไม่ถูกบังคับให้อพยพออกจากฉนวนกาซา นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จะหารือเกี่ยวกับกลไกเร่งด่วนในการหยุดยั้งความรุนแรง และลดความตึงเครียดในภูมิภาค รวมถึงการยับยั้งการโจมตีของกบฏฮูษีต่อการขนส่งทางพาณิชย์ในทะเลแดง และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ในเลบานอนบานปลาย  กับทั้งยืนยันถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อกำหนดเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับสันติภาพในตะวันออกกลางอย่างครอบคลุมและเป็นรูปธรรม สู่การดำรงอยู่ของรัฐปาเลสไตน์ในอนาคตควบคู่กับอิสราเอลด้วยสันติภาพและความมั่นคง

สถานการณ์ตึงเครียดในทะเลแดงไม่กระทบต่อการนำเข้าน้ำมันดิบของอินเดีย

เว็บไซต์ Mint รายงานเมื่อ 4 ม.ค.67 อ้าง S&P Global Commodity Insights ว่า อินเดียยังคงนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียมากถึงร้อยละ 35 ของปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด และสถานการณ์ตึงเครียดในทะเลแดงไม่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบจากรัสเซีย โดยผู้ค้าน้ำมันดิบของรัสเซียยังคงใช้เส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านทะเลแดงไปยังโรงกลั่นน้ำมันในอินเดีย เนื่องจากเรือขนส่งน้ำมันของรัสเซียไม่ใช่เป้าหมายการโจมตีของกบฏฮูษีเหมือนเช่นเรือพาณิชย์ของสหรัฐฯ และพันธมิตร ทั้งนี้หากสถานการณ์ในทะเลแดงรุนแรงขึ้นก็มีความเป็นไปได้สูงที่สหรัฐฯ และประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกาจะต้องปรับเส้นทางเดินเรือผ่านแหลมกู๊ดโฮป ทางตอนใต้ของภูมิภาคแอฟริกา แทนเส้นทางที่ผ่านทะเลแดง

สองเกาหลียิงกระสุนปืนใหญ่ตอบโต้กันบริเวณพื้นที่กันชนในทะเลเหลือง

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 5 ม.ค.67 อ้างคณะเสนาธิการทหารร่วมของเกาหลีใต้ (Joint Chiefs of Staff-JCS) ว่า เกาหลีเหนือยิงกระสุนปืนใหญ่กว่า 200 นัด (สื่อมวลชนเกาหลีเหนือรายงานว่า เป็นการฝึกซ้อมด้วยกระสุนจริงรวม 192 นัด) จากแหลมจังซันและแหลมดึงซันบริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของเกาหลีเหนือ กระสุนตกในพื้นที่กันชน (buffer zone) ในทะเลเหลืองเหนือเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเลระหว่างสองเกาหลี (Northern Limit Line-NLL) ส่งผลให้ทางการเกาหลีใต้ประกาศอพยพประชาชนบนเกาะย็อนพย็องและเกาะแพย็อง (Baengnyeong) ไปยังพื้นที่หลบภัย พร้อมกันนี้ หน่วยนาวิกโยธินของเกาหลีใต้ประจำเกาะทั้งสองแห่งจัดฝึกซ้อมยิงกระสุนจริงด้วยปืนใหญ่อัตตาจร K9 และรถถังหลักรุ่น K1E1 กว่า 400 นัดในช่วงบ่ายของวันเดียวกันเพื่อตอบโต้การยั่วยุของเกาหลีเหนือ กระสุนตกในพื้นที่กันชนทางใต้ของเส้น NLL ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เกาหลีใต้ยิงกระสุนปืนใหญ่ตกในพื้นที่ดังกล่าว หลังการจัดทำข้อตกลงทางทหารระหว่างสองเกาหลีเมื่อปี 2561 ซึ่งให้สองเกาหลีงดเว้นการดำเนินกิจกรรมยั่วยุบริเวณพรมแดนและพื้นที่กันชน ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือมีขึ้นหลังจากเกาหลีใต้และสหรัฐฯ จัดฝึกร่วมทางทหารด้วยกระสุนจริงที่เมืองโพช็อน ใกล้พรมแดนสองเกาหลีระหว่าง 29 ธ.ค.66-5 ม.ค.67 ที่มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมขีดความสามารถด้านการปฏิบัติการร่วมในการรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ประเมินว่าบุตรสาวผู้นำเกาหลีเหนืออาจเป็นผู้สืบทอดอำนาจลำดับถัดไป

หนังสือพิมพ์โคเรียไทมส์ รายงานเมื่อ 4 ม.ค.67 ว่าสำนักข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ (National Intelligence Service – NIS) ประเมินว่า ด.ญ.คิม จู-แอ (อายุประมาณ 10 ปี/ปี 2567) บุตรสาวลำดับที่ 2 ของนายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ อาจเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากผู้นำเกาหลีเหนือ โดยวิเคราะห์จากการที่ ด.ญ.คิม จู-แอ ปรากฏตัวต่อสาธารณะในวาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการยิงขีปนาวุธและงานเฉลิมฉลองรวม 19 ครั้ง (ตั้งแต่การปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อ พ.ย.65 -ธ.ค.66) และได้รับการเคารพจากเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการประเมินของกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้เมื่อ ธ.ค.66 ว่า ผู้นำเกาหลีเหนือเร่งเสริมศักยภาพของบุตรสาวในการเป็นทายาททางการเมือง อย่างไรก็ดี NIS ยังไม่มีข้อสรุปต่อประเด็นนี้ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อการประเมินดังกล่าว อาทิ ผู้นำเกาหลีเหนือมีอายุ 44 ปี/ปี 2567 และไม่มีปัญหาของโรคร้ายแรง ทั้งนี้ NIS ไม่สามารถยืนยันเพศของบุตรคนอื่น ๆ ของผู้นำเกาหลีเหนือ

ประธานาธิบดีรัสเซียส่งคําอวยพรถึงผู้นำเมียนมาในวันครบรอบ 76 ปีของการได้รับเอกราช

สำนักข่าว Tass รายงานเมื่อ 4 ม.ค.67 ว่า ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซียส่งคําอวยพรถึงผู้นำเมียนมาในวันครบรอบ 76 ปีของการได้รับเอกราช โดยย้ำถึงความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรทางประวัติศาสตร์และการดำเนินกิจกรรมร่วมกันซึ่งเอื้อต่อการขยายความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ การเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  ส่วนคำอวยพรของนายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ระบุถึงการเจรจาทางการเมืองระหว่างรัสเซียและเมียนมาตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจระหว่างกัน

สหรัฐฯ ระบุไม่พบการกระทำฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงเมื่อ 3 ม.ค.67 ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่พบเห็นการกระทำที่เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา ตามที่แอฟริกาใต้ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ) เมื่อ 30 ธ.ค.66 ว่า อิสราเอลละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันและการลงโทษอาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ด้วยการโจมตีชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา  ซึ่ง ICJ กำหนดให้มีไต่สวนกรณีดังกล่าวใน 11 และ 12 ม.ค.67 นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังตำหนิรัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล ที่แสดงความเห็นว่าชาวปาเลสไตน์ควรอพยพออกจากฉนวนกาซา และขอให้ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวกลับไปยึดครองดินแดนที่ถูกปิดล้อม โดยระบุว่าวาทกรรมดังกล่าวเป็นการยั่วยุและไร้ซึ่งความรับผิดชอบ