ซาอุดีอาระเบียและคูเวตย้ำให้กลุ่ม OPEC+ ปฏิบัติตามข้อตกลงลดการผลิตน้ำมัน

  สำนักข่าว Al Arabiya รายงานเมื่อ 31 ม.ค.67 อ้างผลการเสด็จเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการของ เชค มิชอัล อัลอะห์มัด อัลญาบิร อาลเศาะบาฮ์ เจ้าผู้ครองรัฐคูเวต ระหว่าง 30-31 ม.ค.67 ว่า ซาอุดีอาระเบียและคูเวตย้ำความสำคัญของทุกประเทศในกลุ่ม OPEC+ ในการปฏิบัติตามข้อตกลงลดการผลิตน้ำมัน เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดน้ำมันโลก ให้สามารถตอบสนองผลประโยชน์ทั้งของผู้ผลิตและผู้บริโภค และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงจะกระชับความร่วมมือในภาคน้ำมันและก๊าซ รวมถึงด้านต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด การเสริมสร้างความร่วมมือในนโยบายสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ การส่งเสริมการลงทุนระหว่างนักลงทุนและภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย และเห็นพ้องการจัดการประชุมสภาความร่วมมือซาอุดี-คูเวต (Saudi-Kuwaiti Coordination Council-SKCC) ครั้งที่ 2 ในปี 2567 โดยมีคูเวตเป็นเจ้าภาพ เพื่อผลักดันข้อตกลงริเริ่มความร่วมมือทวิภาคีด้านต่าง ๆ เช่น ข้อตกลงโครงการเชื่อมต่อทางรถไฟระหว่างซาอุดีอาระเบีย-คูเวต ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ คูเวตและซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นประเทศสมาชิก OPEC มีข้อพิพาทกับอิหร่าน ร่วมกันในประเด็นการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ Al-Durra ในอ่าวอาหรับ/อ่าวเปอร์เซีย ที่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการแก้ไข

โซมาเลียปิดกั้นกลุ่มผู้ใช้งาน WhatsApp ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Al–Shabaab

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ Arab News รายงานเมื่อ 30 ม.ค.67 อ้างแถลงการณ์ของสำนักข่าวกรองและความมั่นคงโซมาเลีย (NISA) ในวันเดียวกันว่า กองความมั่นคงทางไซเบอร์ของ NISA ระงับการใช้งานบัญชีแอปพลิเคชัน WhatsApp ของกลุ่มผู้ใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าวจำนวน 20 กลุ่ม (รวม 2,500 บัญชี) ฐานความผิดข่มขู่กรรโชกและคุกคามให้เกิดความหวาดกลัว เนื่องจากพบหลักฐานว่ากลุ่มเหล่านี้ใช้แอปพลิเคชันดังกล่าว เป็นช่องทางสื่อสารและทำธุรกรรมทางการเงินที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม Al–Shabaab ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายในโซมาเลียที่ประกาศสวามิภักดิ์กับกลุ่มอัลกออิดะฮ์ (AQ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “Total War” ของรัฐบาลโซมาเลีย เพื่อปราบปรามกลุ่ม Al-Shabaab ที่เป็นภัยคุกกคามความมั่นคงของโซมาเลียมานาน

ออท. UAE ประจำซีเรีย เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรอบ 13 ปี

สำนักข่าว AP รายงานเมื่อ 31 ม.ค.67 อ้างหนังสือพิมพ์ Al-Watan  ซี่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซีเรียว่า นาย Hassan Ahmad al-Shihi ยื่นพระราชสาส์นตราตั้งเป็นเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำซีเรีย ต่อนาย Faisal Mekdad รัฐมนตรีต่างประเทศซีเรีย เมื่อ 30 ม.ค.67 ซึ่งเป็นการเข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates – UAE) ประจำซีเรีย อย่างเป็นทางการในรอบ 13 ปี นับจาก UAE เรียกตัวเอกอัครราชทูตประจำซีเรียกลับประเทศและปิดสถานทูตตั้งแต่ปี 2554 เนื่องจากเกิดการลุกฮือต่อต้านรัฐบาลซีเรียของประชาชน กระทั่งขยายตัวลุกลามไปเป็นสงครามกลางเมือง ก่อนที่ UAE จะกลับมาเปิดทำการสถานทูตเมื่อห้วงปลายปี 2561 ทั้งนี้ หลังเกิดสงครามกลางเมืองในซีเรียตั้งแต่ปี 2554 ประเทศอาหรับหลายประเทศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับซีเรีย และสนับสนุนสันนิบาตอาหรับ (Arab League – AL) ให้ระงับสมาชิกภาพของซีเรียใน AL เพื่อแสดงการต่อต้านประธานาธิบดีบะชาร อัลอัดซาด ของซีเรีย ที่ใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล…

สมาชิกวงร็อคสัญชาติรัสเซียที่วิจารณ์การปฏิบัติการในยูเครนเสี่ยงถูกไทยส่งตัวกลับรัสเซีย

สำนักข่าว Al Jazeera รายงานเมื่อ 31 ม.ค.67 ว่า สมาชิกวง Bi-2 จำนวน 7 คน วงร็อคสัญชาติรัสเซียและเคยวิจารณ์การปฏิบัติการทางทหารในยูเครนและประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูตินของรัสเซีย กำลังจะถูกไทยส่งตัวกลับรัสเซีย หลังจากทางการไทยควบคุมตัวสมาชิกวงดังกล่าวเมื่อ 24 ม.ค.67 ในข้อหาจัดการแสดงดนตรีโดยที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานในไทย ด้าน Human Rights Watch ระบุว่าหากไทยส่งสมาชิกวงกลับไปที่รัสเซีย พวกเขาจะเผชิญกับอันตราย เนื่องจากโฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย เคยแถลงว่าพวกเขาเป็นกลุ่มที่สนับสนุนการก่อการร้าย ทั้งนี้ นาย Yegor Bortnik นักร้องนำ เดินทางไปที่อิสราเอลแล้ว ส่วนสมาชิกที่เหลือมีทั้งสัญชาติรัสเซียและชาติอื่นๆ รวมถึงอิสราเอลและออสเตรเลีย (ถือสองสัญชาติ) ยังถูกคุมขังในไทย โดยมีความกังวลหากจะมีการส่งตัวกลับไปที่รัสเซีย

ประธานาธิบดีบราซิลสั่งปลดรองผอ.หน่วยข่าวกรองบราซิล

สำนักข่าวบีบีซีรายงานเมื่อ 31 ม.ค.67 ว่าประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวาของบราซิลสั่งปลดนายอเล็ซซานโด โมเรตติ รองผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองของบราซิล และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยข่าวกรองอีก 4 คนออกจากตำแหน่ง เนื่องจากนายโมเรตติและเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองดังกล่าวจารกรรมข้อมูลด้านการเมืองให้แก่นายอเล็กซานเดอร์ รามาเจม อดีตผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองบราซิลในห้วงการดำรงตำแหน่งของนายจาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิล ด้านนายโบลโซนาโรกล่าวว่ากรณีดังกล่าวเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง