หลายประเทศในยุโรปยังคงมีการชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์

สำนักข่าว Anadolu Agency ของตุรกี รายงานเมื่อ 11 ก.พ.67 ว่า ประชาชนในหลายประเทศทั่วยุโรปยังคงออกมาชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์และประท้วงการกระทำของอิสราเอลและพันธมิตร โดยเมื่อ 10 ก.พ.67 ประชาชนออกไปรวมตัวประท้วงที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย ผู้ชุมนุมถือธงปาเลสไตน์และป้ายข้อความ “หยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” “เสรีภาพในฉนวนกาซา” และ “อิสราเอลเป็นผู้ก่อการร้าย”เช่นเดียวกับที่กรุงโรม อิตาลี ประชาชนจำนวนหลายร้อยคนไปรวมตัวกันที่ Fori Imperiali Avenue เพื่อประท้วงและเรียกร้องให้ยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ ขณะที่ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ผู้ชุมนุมได้เดินขบวนประมาณ 2 ชั่วโมง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ก่อนจะไปยุติที่ด้านหน้าสํานักงานสหประชาชาติ เช่นเดียวกับที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส และกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี ที่มีการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้หยุดยิงทันทีและยุติการเหยียดเชื้อชาติและความหวาดกลัวชาวต่างชาติ

กัมพูชาส่งออกข้าวเมื่อ ม.ค. 67 เพิ่มขึ้นร้อยละ 26

สำนักข่าวThmey Thmey ของกัมพูชา รายงานเมื่อ 11 ก.พ.67 อ้างรายงานของสมาพันธ์ข้าวกัมพูชา (Cambodia Rice Federation-CRF) ว่า เมื่อห้วง ม.ค.67 กัมพูชาส่งออกข้าว 46,221 ตัน มูลค่า 32.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปยัง 42 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 จากห้วงเดียวกันของเมื่อปี 2566 โดยส่งออกไปยังประเทศในยุโรปมากที่สุด 25,005 ตัน มูลค่า 8.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 54 ของการส่งออกข้าวของกัมพูชา รองลงมาได้แก่ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11,999 ตัน (มูลค่า 8.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จีน 5,171 ตัน (มูลค่า 2.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และประเทศอื่น ๆ อาทิ แอฟริกา ตะวันออกกลาง สหรัฐฯ ออสเตรเลีย…

ศาลสูงมาเลเซียตัดสินให้กฎหมายชารีอะฮ์ในรัฐกลันตัน 16 มาตรา เป็นโมฆะ

สำนักข่าว Channel News Asia รายงานเมื่อ 10 ก.พ.67 ว่า คณะผู้พิพากษาศาลสูงมาเลเซีย มีมติ 8 ต่อ 1 เสียง ตัดสินให้กฎหมายชารีอะฮ์ที่บังคับใช้ในรัฐกลันตัน 16 มาตรา อาทิ การประพฤติผิดเพศเดียวกัน การประพฤติผิดในหมู่เครือญาติ การพนัน การล่วงละเมิดทางเพศ การลบหลู่ศาสนสถาน ให้ถือเป็นโมฆะ เพราะทับซ้อนกับเขตอำนาจของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ครอบคลุมประเด็นดังกล่าวอยู่แล้ว ด้านนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ยืนยันว่า คำตัดสินของศาลไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นการพิจารณาขอบเขตการใช้อำนาจของรัฐบาลรัฐกลันตันในการบัญญัติกฎหมาย ทั้งยังเรียกร้องให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคปาสซึ่งมีอิทธิพลในรัฐกลันตัน อย่าใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นเครื่องมือลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาล หรือชี้นำให้ประชาชนเชื่อว่ารัฐบาลต่อต้านกฎหมายชารีอะฮ์ ทั้งนี้นายฮัมซา ไซนูดิน เลขาธิการกลุ่มพันธมิตรแห่งชาติ (Perikatan Nasional-PN/กลุ่มพรรคฝ่ายค้าน) โจมตีคำตัดสินของศาลว่าทำร้ายความรู้สึกของชาวมาเลย์มุสลิม และเป็นความท้าทายต่อทุกรัฐในการออกกฎหมายชารีอะฮ์เพื่อปกป้องศาสนาอิสลาม