รัสเซียจะเป็นประธานจัดการประชุมอภิปรายระดับรัฐมนตรีของ UNSC

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย แถลงเมื่อ 1 ก.ค.67 ว่า นายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย จะเป็นประธานจัดประชุมอภิปรายระดับรัฐมนตรีของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council-UNSC) ระหว่าง 16-17 ก.ค.67 ในฐานะประธานหมุนเวียน UNSC ประจำเดือน ก.ค.67 ได้แก่ หัวข้อความร่วมมือพหุภาคีเพื่อผลประโยชน์ในการสร้างระเบียบโลกที่ยุติธรรม เป็นประชาธิปไตย และยั่งยืน ใน 16 ก.ค.67 สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ใน 17 ก.ค.67 และความร่วมมือระหว่างองค์การสหประชาชาติกับองค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (Collective Security Treaty Organization-CSTO) กลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States-CIS) และองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organisation-SCO) ใน 19 ก.ค.67 ทั้งนี้ รัสเซียย้ำว่า รัสเซียในฐานะสมาชิกถาวรของ UNSC และมีส่วนรับผิดชอบในประชาคมระหว่างประเทศ จะพยายามอย่างเต็มที่ให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น และนำพาสมาชิกไปสู่จุดร่วมโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

รมว.กต.มาเลเซีย พบหารือกับ รมว.กต.ฟิลิปปินส์ ประเด็นทะเลจีนใต้

สำนักข่าว Anadolu Agency รายงานเมื่อ 1 ก.ค.67 ว่า ดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย เข้าพบนายเอ็นริเก มานาโล รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อหารือประเด็นภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ภายในเมียนมา ปาเลสไตน์ และความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ อย่างไรก็ดี แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองประเทศไม่ได้ระบุรายละเอียดการหารือในประเด็นทะเลจีนใต้ ทั้งนี้ มาเลเซียมีจุดยืนคัดค้านการแทรกแซงจากประเทศนอกภูมิภาค นัยถึงสหรัฐฯ ในประเด็นทะเลจีนใต้ และต้องการให้ประเทศคู่พิพาทใช้กรอบอาเซียนในการแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าว

มาเลเซียพร้อมร่วมมือกับอินโดนีเซียส่งกองกำลังสันติภาพไปยังฉนวนกาซา

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อ 2 ก.ค.67 หลังเสร็จสิ้นการหารือทางโทรศัพท์กับนายปราโบโว ซูเบียนโต รัฐมนตรีกลาโหมและว่าที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เมื่อ 1 ก.ค.67 ระบุว่า มาเลเซียพร้อมร่วมมือกับอินโดนีเซียส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปยังฉนวนกาซา ทันทีที่ได้รับการร้องขอจากองค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) ทั้งยังคาดหวังความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือดังกล่าวไปสู่ระดับอาเซียน

ยูเครนเห็นความเป็นไปได้ที่จะเจรจากับรัสเซียผ่านคนกลาง

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Philadelphia Inquirer ของสหรัฐฯ เมื่อ 1 ก.ค.67 ว่า ยูเครนเห็นความเป็นไปได้ที่จะเจรจากับรัสเซียผ่านคนกลางในลักษณะเดียวกับการเจรจาจัดทำข้อริเริ่ม Black Sea Grain เมื่อปี 2565 ซึ่งมีตุรกีและองค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) เป็นคนกลาง โดยวาระนี้อาจดำเนินการร่วมกับประเทศต่าง ๆ จากหลายภูมิภาคของโลก และยังเป็นเพียงแนวทางหนึ่งเพื่อพิจารณา ทั้งนี้ ประธานาธิบดียูเครน ระบุว่า ประธานาธิบดีตุรกีเสนอจัดประชุมสุดยอดสันติภาพโดยมีรัสเซียเข้าร่วมเมื่อ มี.ค.67 แต่ยูเครนปฏิเสธ

อิหร่านอ้างว่ากลุ่มฮิซบุลลอฮ์พร้อมที่จะรับมือกับการโจมตีของอิสราเอล

นาย Ali Bagheri Kani รักษาการรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน หารือผ่านโทรศัพท์กับนาย Hakan Fidan รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี เมื่อ 1 ก.ค.67 เกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน ซึ่งฝ่ายอิหร่านระบุว่า กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อรับมือกับการโจมตีของอิสราเอล และว่าอิสราเอลจะได้รับผลลัพธ์ที่เลวร้ายหากอิสราเอลโจมตีเลบานอน ขณะที่ประเด็นการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี อิหร่านกล่าวชื่นชมคณะผู้แทนตุรกีที่เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue-ACD) ครั้งที่ 19 ที่กรุงเตหะราน ซึ่งอิหร่านเป็นประธานการจัดประชุม เมื่อ 24 มิ.ย.67 นอกจากนี้ ยังระบุถึงความจำเป็นในการขยายระบบขนส่งทางรางระหว่างอิหร่านกับตุรกี และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกลุ่มประเทศในคอเคซัสทางตอนใต้ ภายใต้กรอบความร่วมมือ 3+3

จีนจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาด้านพลังงานทดแทนเร็วกว่ากำหนด 6 ปี

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานเมื่อ 1 ก.ค.67 อ้างรายงานสถาบันวิจัยด้านวิศวกรรมพลังงานทดแทน (China Renewable Energy Engineering Institute-CREEI) ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของสำนักงานพลังงานแห่งชาติ (National Energy Administration-NEA) ของจีนว่า จีนจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาด้านพลังทดแทนก่อนกำหนดประมาณ 6 ปี หากประสบความสำเร็จในการติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 70 กิกะวัตต์ และแผงโซลาร์เซลล์ขนาดความจุ 190 กิกะวัตต์ ภายในปี 2567 โครงการดังกล่าวจะทำให้จีนมีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเป็น 1,310 กิกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายการพัฒนาด้านพลังงานทดแทนของรัฐบาลปี 2573 ที่ 1,200 กิกะวัตต์ (ข้อมูลของ NEA เมื่อปี 2566 ระบุว่าจีนมีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทดแทนรวมทั้งสิ้น 1,050 กิกะวัตต์) ทั้งนี้ เป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานทำให้จีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านพลังงานทดแทนมากขึ้น และทำให้อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์และพลังงานลมของจีนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวสร้างความกังวลต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าว เนื่องจากอุปสงค์ค่อนข้างคงที่ขณะที่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว