อดีตผู้สมัคร ส.ส. อิสระของไต้หวันถูกตัดสินจำคุกฐานขายข้อมูลลับให้จีน

Teipei Times รายงานเมื่อ 9 ส.ค.67 ว่า สำนักงานศาลเขตเถาหยวน เมืองเถาหยวน ไต้หวัน พิพากษาจำคุก น.ส.Ma Chih Wei อดีต ส.ส.พรรคประชาชนไต้หวัน (Taiwan People’s Party-TPP) และเป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.อิสระ เป็นเวลา 8 เดือน พร้อมกับยึดทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบ ในความผิดฐานละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (The Personal Data Protection Act) จากการนำข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐไต้หวันมอบให้แก่ชาวจีน 2 ราย แลกกับการรับเงินสนับสนุนการเลือกตั้งจากจีน เป็นเงินคริปโตมูลค่ารวมประมาณ 1.05 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (30,000 ดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อใช้ในการเลือกตั้งไต้หวันเมื่อ ม.ค.67 ทั้งนี้ ศาลตัดสินว่า น.ส.Ma มีเจตนากระทำการละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่ไม่มีหลักฐานว่ากระทำการละเมิดกฎหมายต่อต้านการแทรกซึม (Anti-Infiltration Act) เนื่องจากขาดหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า บุคคลที่ น.ส.Ma นำข้อมูลไปมอบให้ มีความเกี่ยวข้องกับกองกำลังหรือองค์กรการเมืองต่างชาติที่เป็นปฏิปักษ์กับไต้หวัน ด้านสำนักงานอัยการเขตเถาหยวน ซึ่งเคยยื่นต่อศาลขอให้พิจารณาโทษจำคุก…

ปาเลสไตน์เรียกร้องให้ ICC ออกหมายจับ รมว.กค.อิสราเอล ในข้อหาสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา

กระทรวงการต่างประเทศปาเลสไตน์ ออกแถลงการณ์ เมื่อ 8 ส.ค.67 เรียกร้องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court-ICC) ออกหมายจับนาย Bezalel Smotrich รัฐมนตรีคลังอิสราเอล ในข้อหาสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา หลังจากนาย Smotrich ระบุเมื่อ 5 ส.ค.67 ว่า อิสราเอลอนุญาตให้ส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปยังฉนวนกาซา เนื่องจากไม่มีทางเลือกและต้องรักษาความชอบธรรมระหว่างประเทศในภาวะสงคราม ทั้งที่ในส่วนตัว เห็นว่าควรการปิดกั้นความช่วยเหลือจนกว่ากลุ่มฮะมาสจะปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอล แม้ว่าการกระทำดังกล่าว อาจทำให้ชาวปาเลสไตน์มากกว่า 2 ล้านคน ต้องเผชิญความอดอยากก็ตาม ปาเลสไตน์ประณามถ้อยแถลงดังกล่าวว่าเป็นการสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รวมทั้งละเมิดกฎหมายและฉันทามติระหว่างประเทศในการปกป้องพลเรือนและสิทธิขั้นพื้นฐานด้านมนุษยธรรมของชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ประณามนาย Smotrich และออกคำสั่งห้ามเดินทางเข้าประเทศของตน

นรม.ญี่ปุ่นยกเลิกการเยือนคาซัคสถาน อุซเบกิสถาน และมองโกเลีย

สำนักข่าว Japan News รายงานเมื่อ 9 ส.ค.67 อ้างถ้อยแถลงของนายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ว่ายกเลิกการเยือนคาซัคสถาน อุซเบกิสถาน และมองโกเลีย อย่างเป็นทางการ ระหว่าง 9-12 ส.ค.67 เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ในญี่ปุ่น หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.1 และแผ่นดินไหวตาม (Aftershock) หลายครั้ง บริเวณนอกชายฝั่ง จ.มิยาซากิ ทางใต้ของประเทศ เมื่อ 8 ส.ค.67 โดยเบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บ 16 คน และสิ่งปลูกสร้างได้รับความเสียหาย (ข้อมูลเมื่อ 09 ส.ค.67) ก่อนหน้านี้ นายคิชิดะมีกำหนดเยือนคาซัคสถาน อุซเบกิสถาน และมองโกเลีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเชียกลาง+ญี่ปุ่น (Central Asia plus Japan) ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่คาซัคสถาน ใน 9 ส.ค.67 ก่อนเดินทางต่อไปยังอุซเบกิสถานและมองโกเลียใน 10 ส.ค.67 และ 11 ส.ค.67 ตามลำดับ

ฟิจิเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม รมว.กต. Pacific Islands Forum

ฟิจิเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ องค์กรการประชุมหมู่เกาะแปซิฟิก (Pacific Islands Forum-PIF) ที่กรุงซูวา ใน 9 ส.ค.67 โดยจะหารือในประเด็นสันติภาพและความมั่นคงระดับภูมิภาค การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ภาคพื้นแปซิฟิก ปี 2593 (2050 Strategy for the Blue Pacific Continent) การทบทวนโครงสร้างสถาปัตยกรรมภูมิภาค และการพิจารณาเกี่ยวกับกลไกความร่วมมือขององค์กรการประชุมฯ นอกจากนี้ ออสเตรเลียจะหารือข้อเสนอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม COP31 ร่วมกับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ เพื่อเรียกร้องให้นานาชาติกลับมาสนใจผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อภูมิภาคแปซิฟิกใต้ ทั้งนี้ การประชุมผู้นำ PIF ครั้งที่ 53 มีกำหนดจัดระหว่าง 26-30 ส.ค.67 ที่ตองกา

ผู้บริหารแคว้นลีเปตสค์ของรัสเซียประกาศภาวะฉุกเฉินหลังยูเครนส่ง UAV โจมตีหลายพื้นที่

นาย Igor Artamonov ผู้บริหารแคว้นลีเปตสค์ของรัสเซียประกาศภาวะฉุกเฉิน และสั่งประชาชนให้อพยพออกจาก 4 หมู่บ้านในช่วงเช้าของ 9 ส.ค.67 ภายหลังยูเครนส่งอากาศยานไร้คนขับ (UAV) โจมตีทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและระบบส่งไฟฟ้า ซึ่งรัสเซียสามารถยิงทำลายโดรนได้ 19 ลำ ก่อนหน้านี้ นางมาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ประณามยูเครนเมื่อ 7 ส.ค.67 ที่โจมตีพลเรือนในแคว้นคุสค์ว่าเป็นการก่อการร้าย มีผู้เสียชีวิตจำนวน 5 คน ได้รับบาดเจ็บจำนวน 28 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่อาศัยในเขต Sudzha และ Korenevo ซึ่งกระทรวงกลาโหมรัสเซีย อ้างว่าสามารถสกัดกั้นกองทัพยูเครนภาคพื้นดินที่พยายามแทรกซึมพื้นที่ในเขตชายแดนดังกล่าว โดยใช้ปืนใหญ่ เครี่องบินรบ และโดรนจู่โจม ทำลายรถหุ้มเกราะยูเครนได้จำนวน 16 คัน