มาเลเซียจะใช้ Soft Power Diplomacy กับรัฐบาลสหรัฐฯ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์

ดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน รมว.กต.มาเลเซีย ระบุเมื่อ 3 ธ.ค.67 ว่า ยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นกลาง และจะใช้ Soft Power Diplomacy ปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งย้ำว่า มาเลเซียจะไม่โน้มเอียงเข้าหาประเทศใดมากกินไป เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ  พร้อมกับต้องการให้อาเซียนปรับใช้แนวทางที่สอดคล้องกัน ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบคำถามของประธานสภาหอการค้ามาเลเซีย-จีน ถึงจุดยืนของอาเซียนต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศ  เพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน หลังนายทรัมป์ขู่จะตั้งภาษีร้อยละ 100 ต่อประเทศที่เข้าร่วมกลุ่ม BRICS และพยายามใช้เงินสกุลอื่นในการค้าแทนดอลลาร์สหรัฐ

กลยุทธ์การรับมือของผู้นำแคนาดากับการถูกขู่จะขึ้นภาษีจากว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์

ยังไม่ทันเริ่มบริหารประเทศ ว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ออกตัวแรงมากในเรื่องการจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้า และจัดการกับผู้ลักลอบเข้าเมือง  โดยจีน แคนาดา และเม็กซิโก เป็น 3 ประเทศแรกที่ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2567 ว่าจะจัดการเรื่องขึ้นภาษีนี้ แต่ขอนำเสนอเฉพาะแคนาดา และเม็กซิโก สองประเทศนี้ก่อนว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศโดยวิธีใดจากกรณีคำขู่ของว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ ที่ไปที่มา…… ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งเงื่อนไขผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อ 25พฤศจิกายน 2567 ว่า จะขึ้นภาษีนำเข้าทุกรายการจากเม็กซิโก และแคนาดา ร้อยละ 25 ไปจนกว่าทั้งสองประเทศจะสามารถกวาดล้างการลักลอบนำยาเสพติด เฉพาะอย่างยิ่งยาเฟนทานิล (ยาระงับปวดคุณภาพสูง) และลักลอบเข้าเมือง ซึ่งหลั่งไหลเข้าสหรัฐฯ ตามบริเวณชายแดนจากแคนาดาที่อยู่ตอนบน และเม็กซิโกที่อยู่ตอนใต้ของสหรัฐฯ ทำไมต้องเป็นสองประเทศนี้…… เป้าหมาย “ America First” คือ สหรัฐฯ จะสามารถลดการเสียเปรียบดุลการค้ากับแคนาดา และเม็กซิโก ที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสูงมาก โดยเมื่อปี 2566 อยู่อันดับ 2 และ 3  (จีนเป็นประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามากเป็นอันดับ 1) นอกจากนี้ ยังจะช่วยลดปัญหาสังคม…