นรม.อิสราเอลเสนอชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

 นรม.เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เปิดเผยระหว่างการพบหารือและรับประทานอาหารมื้อเย็นกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 7 ก.ค.68 ว่า ได้ส่งหนังสือเสนอชื่อประธานาธิบดีทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2569 แก่คณะกรรมการรางวัลโนเบล พร้อมทั้งนำสำเนาหนังสือดังกล่าวมอบแก่ประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อยกย่องความพยายามยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุว่าไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน พร้อมทั้งขอบคุณและยกย่องว่าเป็นหนังสือที่มีความหมายมาก  ทั้งนี้ นรม.เนทันยาฮูเป็นผู้นำคนล่าสุดที่เสนอชื่อประธานาธิบดีทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หลังจากก่อนหน้านี้ รัฐบาลปากีสถานมีมติเมื่อ มิ.ย.68 เสนอชื่อประธานาธิบดีทรัมป์เข้าชิงรางวัลดังกล่าว เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ช่วยให้ปากีสถานสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอินเดีย

จีนจะฝึกอบรมเสริมทักษะให้แรงงานในชนบทเพื่อเพิ่มโอกาสในการหางาน

สนข.Reuters รายงานเมื่อ 7 ก.ค.68 ว่า จีนประกาศแผนการฝึกอบรมเสริมทักษะให้แก่แรงงานในเขตชนบท เพื่อเพิ่มโอกาสในการหางานและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ  โดยจีนจะชี้แนะแรงงานชนบทเกี่ยวกับความต้องการจ้างงาน เฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงในชนบทและแรงงานยากจน เพื่อหางานทำในภาคการบริการครัวเรือน ซึ่งจีนคาดหวังว่าแผนการดังกล่าวจะช่วยปรับปรุงอุปทานและคุณภาพของแรงงาน รวมถึงตอบสนองความต้องการของนายจ้างได้ดีขึ้น ปัจจุบันมีชาวจีนที่ย้ายถิ่นฐานจากชนบทไปยังเขตเมืองประมาณ 300 ล้านคน โดย 100 ล้านคนในจำนวนดังกล่าวกำลังเข้าสู่วัยเกษียณในอีก 10 ปีข้างหน้า

เอเปคเตรียมจัดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสครั้งที่ 3 (SOM3) ประจำปี 2568 ที่เมืองอินชอน

นสพ.Korea Times ของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 8 ก.ค.68 ว่า การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 (APEC Third Senior Officials’ Meeting-SOM3 ประจำปี 2568 ที่เมืองอินชอน เกาหลีใต้ ระหว่าง 26 ก.ค.-15 ส.ค.68 จะหารือหลายประเด็น  อาทิ การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การเติบโตทางเศรษฐกิจ  การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ความมั่นคงด้านอาหาร รวมถึงการต่อต้านการทุจริตและความโปร่งใสในกรอบเอเปค  การประชุมดังกล่าว จะมีผู้แทนจาก 21 ประเทศ และเขตเศรษฐกิจเข้าร่วม และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 5,000 คน

ตร.จีนส่งคณะทำงานไปยังเมืองเมียวดีเพื่อช่วยเหลือชาวจีน

นสพ.Bangkok Post รายงานเมื่อ 7 ก.ค.68 ว่า สำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง (Criminal Investigation Bureau) ของจีน ส่งคณะทำงานรวม 11 คน ไปยังเมืองเมียววดี เมียนมา ผ่านทางท่าอากาศยานนานาชาติแม่สอด จ.ตาก เพื่อหารือกับทางการเมียนมาเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือชาวจีนที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงและอาชญากรรมออนไลน์ รวมทั้งที่ถูกหลอกให้เดินทางมาทำงานในไทยและถูกส่งต่อไปยังพื้นที่ดังกล่าว คณะทำงานดังกล่าวต้องการให้เมียนมาเร่งให้ความช่วยเหลือชาวจีนที่ถูกหลอกไปทำงานในพื้นที่ และปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ในพื้นที่พรมแดนไทย-เมียนมาอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการขยายผลจากกรณีนายแบบชาวจีน แซ่จง อายุ 23 ปี จากมณฑลกวางโจว โดนหลอกให้มาทำงาน (ถ่ายแบบนิตยสาร) ในไทย เมื่อ มิ.ย.68 แต่กลับโดนลักพาตัวไปเมียนมา โดย สอท.จีน/ไทย สามารถประสานงานเพื่อส่งตัวกลับประเทศได้เมื่อ 4 ก.ค.68

บังกลาเทศเร่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหวังลดภาษีนำเข้าสินค้าเหลือไม่เกินร้อยละ 20

เว็บไซต์ นสพ.The Daily Star ของบังกลาเทศ รายงานเมื่อ 8 ก.ค.68 อ้างถ้อยแถลงของนาย Mahbubur Rahman ปลัด พณ.บังกลาเทศ ว่า คณะผู้แทนบังกลาเทศกำลัง เจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ  เพื่อลดอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 20 ภายใน 1 ส.ค.68 หลังสหรัฐฯ ตกลงใช้อัตราภาษีร้อยละ 20 กับเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของบังกลาเทศ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ส่งจดหมายถึงนาย Muhammad Yunus รักษาการ นรม.บังกลาเทศ เมื่อ 7 ก.ค.68 ระบุว่า จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบังกลาเทศในอัตราร้อยละ 35 ลดลงจากร้อยละ 37 ที่เคยประกาศไว้เมื่อ 3 เม.ย.68

ญี่ปุ่นเตรียมตั้งคณะทำงานดูแลปัญหาที่เกี่ยวกับชาวต่างชาติในประเทศ

สนข.Kyodo รายงานเมื่อ 8 ก.ค.68 อ้างการให้สัมภาษณ์ของนายฮายาชิ โยชิมาซะ เลขาธิการ ครม.ญี่ปุ่น เมื่อวันเดียวกัน ว่า นายอิชิบะ ชิเกรุ นรม.ญี่ปุ่น ได้สั่งการให้จัดตั้งคณะทำงาน ภายใต้สำนักงานเลขาธิการ ครม. ในห้วงกลาง ก.ค.68 เพื่อดูแลและรับมือกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติที่พำนักในญี่ปุ่น โดยนายฮายาชิ กล่าวว่า การสร้างสังคมที่มีระเบียบซึ่งครอบคลุมถึงชาวต่างชาติเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ ทั้งนี้ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ มีขึ้นหลังพรรคการเมืองในญี่ปุ่น เรียกร้องให้มีการเข้มงวดกฎระเบียบกับชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศ เช่น การใช้ระบบสวัสดิการแห่งชาติอย่างไม่ถูกต้อง การไม่เคารพวัฒนธรรมญี่ปุ่น การไม่ปฏิบัติตามกฎ ทำร้ายคนญี่ปุ่น และขโมยทรัพย์สิน เป็นต้น