รัสเซียปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งเครื่องบินรุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย

รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรัสเซียเมื่อ 20 กันยายน 2568 ปฏิเสธกรณีเอสโตเนียรายงานว่าพบเครื่องบินรบรุ่น MIG-31 ของรัสเซียจำนวน 3 เครื่อง ปฏิบัติการรุกล้ำน่านฟ้าของเอสโตเนีย บริเวณหมู่เกาะ Vaindloo ในอ่าวฟินแลนด์ เมื่อ 19 กันยายน 2568 เป็นเวลา 12 นาที พร้อมวิจารณ์รัสเซียว่าปฏิบัติการดังกล่าวไม่รับอนุญาตและเสี่ยงอันตรายอย่างมาก แต่รัสเซียยืนยันว่าไม่มีการส่งเครื่องบินรบไปปฏิบัติการรุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย อย่างไรก็ดี เอสโตเนียยืนยันว่ามีหลักฐาน พร้อมให้ความเห็นว่ารัสเซียเริ่มปฏิบัติการรุกล้ำน่านฟ้าประเทศอื่น ๆ ในยุโรปอย่างต่อเนื่อง เป็นเทคนิคเพื่อทำให้ประเทศตะวันตกเปลี่ยนความสนใจจากสถานการณ์ในยูเครน ที่รัสเซียเริ่มยกระดับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ ท่าทีของรัสเซียต่อเอสโตเนีย มีขึ้นหลังจากเอสโตเนียเตรียมใช้กลไกเนโตตอบโต้ โดยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเอสโตเนียระบุเมื่อ 20 กันยายน 2568 ว่าในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา รัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนียแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง แต่ครั้งล่าสุดที่เข้ามาทางตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งติดกับรัสเซีย สร้างความวิตกกังวลอย่างมากเพราะส่งเครื่องบินเข้าไปปฏิบัติการถึง 3 เครื่อง และเป็นเหตุผลให้เอสโตเนียต้องจัดการประชุมหารือประเด็นนี้กับสมาชิกเนโต ตามมาตรา 4 หรือกรณีที่ประเทศสมาชิกรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามจากประเทศอื่น จึงขอให้รัฐบาลประเทศสมาชิกอื่น ๆ ร่วมกันพิจารณาภัยคุกคามนั้นว่ามีจริงหรือไม่ และร่วมกันกำหนดมาตรการตอบโต้ คาดว่าสมาชิกเนโตทั้ง 32…

เหตุโจมตีทางไซเบอร์บริษัท Collins Aerospace กระทบระบบเช็คอินในยุโรป

เมื่อ 20 กันยายน 2568 หลายประเทศในยุโรปได้รับผลกระทบจากการที่ MUSE software  ของบริษัท Collins Aerospace ผู้ให้บริการระบบท่าอากาศยานถูกโจมตีทางไซเบอร์  ทำให้ท่าอากาศยานไม่สามารถบริหารจัดการระบบเช็คอินของผู้โดยสารได้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ท่าอากาศยานในกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม กรุงเบอร์ลิน เยอรมนี และกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่าการโจมตีทางไซเบอร์ต่อบริษัท Collins Aerospace ผู้ให้บริการระบบเช็คอิน เกิดขึ้นตั้งแต่ห้วงกลางคืนของ 19 กันยายน 2568  ทำให้ระบบเช็คอินหยุดชะงัก ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เที่ยวบินส่วนใหญ่ต้องเลื่อนเวลาเดินทาง มีเพียงส่วนน้อยที่ประกาศยกเลิก บริษัท Collins Aerospace ผู้ให้บริการระบบการบินและการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ เพื่อสืบสวนการโจมตีทางไซเบอร์ ควบคุมความเสียหาย และเร่งฟื้นฟูระบบ มีการประเมินว่า แม้ว่ามูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจะไม่สูงมาก เนื่องจากท่าอากาศยานที่ถูกโจมตีพยายามควบคุมสถานการณ์และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้โดยสารไม่พอใจ เนื่องจากไม่ได้รับบริการจากเจ้าหน้าที่สนามบิน ซึ่งมีจำนวนน้อย ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือผู้โดยสาร ผู้บริหารท่าอากาศยานต่าง ๆ ยืนยันว่าระบบของท่าอากาศยานและสายการบินยังปลอดภัย ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ระบุว่าการโจมตีครั้งนี้อาจเป็นผลงานของกลุ่มแฮ็กเกอร์ กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ หรือรัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่ง เนื่องจากผู้โจมตีมีศักยภาพสูง สามารถโจมตีระบบที่เกี่ยวข้องกับท่าอากาศยานได้พร้อมกันหลายแห่งในยุโรป ทั้งที่ท่าอากาศยานจะมีระบบป้องกันค่อนข้างรัดกุม เพราะการคมนาคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างมาก…