ความมุ่งหมายของสหรัฐฯ ในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก

สหรัฐฯ ประกาศยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) ฉบับประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2565 เรียกได้ว่าเป็นฉบับใหม่ล่าสุดที่จะบอกชาวอเมริกันและประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้ว่า สหรัฐฯ ต้องการอะไรและจะทำอะไรต่อไปกับภูมิภาคนี้ในห้วง 2 ปีข้างหน้า ทำเนียบขาวประกาศไว้ในยุทธศาสตร์อย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ มีความมุ่งหมายต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอยู่อย่างน้อย ๆ 5 ประการ ซึ่งได้แก่ (1) ต้องการให้ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่ “เปิดกว้างและเสรี” หรือ Free and Open ซึ่งหมายถึงทุกประเทศมีเสรีภาพที่จะเลือกดำเนินนโยบายได้ ตราบใดที่สอดคล้องกับระเบียบและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายทางทะเลและอากาศที่ทำให้ทั่วโลกมีเสรีภาพในการเดินเรือและการบิน นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะส่งเสริมค่านิยมประชาธิปไตย สิทธิพลเรือน และเสรีภาพของสื่อมวลชน ควบคู่กับต่อต้านการคอร์รัปชัน การใช้เครื่องมือด้านเศรษฐกิจข่มขู่คุกคามประเทศอื่น (2) ต้องการให้มีความเชื่อมโยง (connection) ทั้งในระดับรัฐบาลกับรัฐบาล และประชาชนกับประชาชน ผ่านเครือข่ายพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงอย่างไทย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย เกาหลีใต้และญี่ปุ่น หรือหุ้นส่วนที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย มองโกเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์…

การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านหรือ JCPOA จะไปทางไหน?

“ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน” เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ทั่วโลกจับตามอง เพราะนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามในการไม่แพร่กระจาย (nonproliferation) อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงแล้ว ยังเป็นข้อตกลงที่มีประเทศมหาอำนาจและขั้วอำนาจสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างอิหร่าน มาเกี่ยวข้องด้วย ประเทศมหาอำนาจ 5 ชาติ ได้แก่ จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร กับอิหร่านได้เจรจากันที่เวียนนา ออสเตรีย มากกว่า 8 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ เมษายน 2564 ครั้งล่าสุดเมื่อกลางกุมภาพันธ์ 2565 เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน หรือ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) โดยมีสหรัฐฯ อดีตสมาชิก JCPOA เข้าร่วมด้วยอย่างไม่เป็นทางการ …การเจรจาดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้ประเทศที่เกี่ยวข้องพูดคุยกันในเรื่องการกลับไปใช้ JCPOA แบบเวอร์ชั่น 2015 หรือข้อตกลงก่อนที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจาก JCPOA เมื่อปี 2561 ด้วยเหตุผลเพราะต้องการ “ทำข้อตกลงใหม่” กับอิหร่าน (แต่ไม่สำเร็จ) นั่นเอง การกลับไปใช้ JCPOA…

ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน-สหรัฐฯ : มรดกของสงครามเย็น และผลสืบเนื่องของระบบโลกแบบขั้วเดียว

หากมองการเมืองโลกเป็นหนังเป็นละคร โดยยกเอาความอาทรต่อชีวิตมนุษย์ที่กำลังเสี่ยงอันตรายออกไปก่อน สถานการณ์ความตึงเครียดที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากสำหรับผู้ที่สนใจศาสตร์ด้านการระหว่างประเทศที่เกิดหลังทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ด้วยความที่ว่าคนรุ่นนี้เด็กเกินกว่าจะรู้ความในตอนที่สหภาพโซเวียตล่มสลายอันเป็นจุดจบของสงครามเย็นเมื่อปี 2534 จึงไม่มีประสบการณ์ร่วมโดยตรงกับ “สงครามเย็น” แต่ก็โตมากับช่วงรอยต่อที่สงครามเย็นยังไม่สิ้นกลิ่น จึงได้ยินคำว่า “สงครามเย็น” ลอยเข้าหูตั้งแต่เด็กยันโต จากที่เคยมีความสัมพันธ์แบบที่คุ้นเคยแต่ไม่เคยพบหน้า จึงเป็นความตื่นตาตื่นใจกับการได้พบเจอด้วยตนเองและติดตามสถานการณ์เรียลไทม์พร้อมกับคนทั้งโลกเกี่ยวกับความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ที่เป็นมรดกตกทอดจากสงครามเย็น และยังเป็นสถานการณ์ที่ชวนให้สำรวจถึงความพยายามสร้างดุลอำนาจ (balance of power) ของรัสเซีย เพื่อตอบสนองต่อบริบทเชิงโครงสร้างของประเทศหลังสงครามเย็นที่สหรัฐฯ ครอบครองความเป็นเจ้าในระบบโลกแบบขั้วเดียว รากฐานของความขัดแย้งที่มาจากความไม่สบายใจของรัสเซียต่อการแผ่ขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ และพันธมิตรในพื้นที่ประเทศอดีตสหภาพโซเวียตซึ่งเป็นเขตอิทธิพลดั้งเดิมของรัสเซีย เห็นได้จากข้อเรียกร้องของรัสเซียที่ต้องการหลักประกันด้านความมั่นคง (security guarantee) ที่สำคัญคือการไม่ให้ NATO รับประเทศอดีตสหภาพโซเวียต (รวมทั้งยูเครน) เข้าเป็นสมาชิก จุดยืนของรัสเซียดังกล่าวชัดเจนมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มฟื้นสภาพความเป็นมหาอำนาจขึ้นมาได้ เห็นได้จากที่ประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ ประกาศหลักการ 5 ข้อ เมื่อปี 2551 ที่รวมถึงการจะสนใจเป็นพิเศษต่อภูมิภาคนี้ที่เป็นผลประโยชน์พิเศษ (privileged interests) ของรัสเซีย และรัสเซียก็เคยทำสงครามกับประเทศอดีตสหภาพโซเวียตที่เอาใจฝักใฝ่ตะวันตกและอยากเข้าร่วม NATO มาก่อนแล้ว (สงครามรัสเซีย-จอร์เจีย ปี 2551 และการผนวกเอาดินแดนไครเมียของยูเครน ปี 2557)…

กัมพูชา

ระบุเมื่อ 22 ก.พ.65 จะไม่ประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในกัมพูชาอีก เนื่องจากปัจจุบันกัมพูชามีอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 สูง

ฮ่องกง

ระบุเมื่อ 22 ก.พ.65 ให้ประชาชนต้องแสดงเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ก่อนเข้าสถานที่ราชการ และสถานที่สาธารณะ รวม 23 ประเภท อาทิ ร้านอาหาร ศูนย์การค้า และซูเปอร์มาร์เก็ต โดยต้องลงทะเบียนเข้าใช้บริการด้วยการสแกน QR Code ผ่านแอปพลิเคชัน Leave Home Safe ตั้งแต่ 24 ก.พ.65

อินเดีย

ระบุเมื่อ 21 ก.พ.65 อนุมัติใช้วัคซีน Corbevax ของบริษัท Biological E. (BE) ของอินเดีย ในเด็กอายุระหว่าง 12-18 ปี เป็นกรณีฉุกเฉิน หลังจากที่อินเดียอนุมัติใช้วัคซีน Corbevax ในผู้ใหญ่แล้วเมื่อ 28 ธ.ค.64

เกาหลีใต้

ระบุเมื่อ 21 ก.พ.65 เรียกร้องผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ให้ฉีดวัคซีนของบริษัท Novavax เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า วัคซีนดังกล่าวผลิตโดยใช้เทคโนโลยีการเพาะโปรตีน (Recombinant Protein Vaccine) อาจมีผลข้างเคียงน้อยกว่าวัคซีนชนิด mRNA

อินเดียเริ่มอพยพพลเมืองออกจากยูเครน

สำนักข่าว Times of India รายงานเมื่อ  22 ก.พ.65 ว่า สายการบิน Air India เริ่มอพยพชาวอินเดียที่พำนักอยู่ในยูเครนกลับประเทศเที่ยวบินแรกจำนวน 242 คน และเที่ยวต่อไปใน 24 และ 26 ก.พ.65 พร้อมยกเลิกข้อจำกัดการเดินทางทางอากาศในห้วง COVID-19 สำหรับสายการบินจากยูเครน เพื่ออำนวยความสะดวกในการอพยพชาวอินเดียกลับประเทศ นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตอินเดีย ณ กรุงเคียฟ ยังขอให้นักศึกษาและชาวอินเดียเร่งอพยพออกจากยูเครน เนื่องจากสถานการณ์มีความเสี่ยงสูง

นายกญี่ปุ่นย้ำพร้อมประกาศคว่ำบาตรรัสเซียร่วมกับกลุ่มประเทศ G7 หากรัสเซียใช้กำลังบุกยูเครน

สำนักข่าว Japan Times และ NHK รายงานเมื่อ 22 ก.พ.65 โดยอ้างถ้อยแถลงของนายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประณามกรณีประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูตินของรัสเซียลงนามเมื่อ 21 ก.พ.65 รับรองความเป็นเอกราชเขตปกครองตนเองโดเนตสค์ (Donetsk People’s Republic-DPR) และเขตปกครองตนเองลูฮานสค์ (Luhansk People’s Republic-LPR) ทางภาคตะวันออกของยูเครน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของยูเครน และญี่ปุ่นจะติดตามความเคลื่อนไหวของกรณียูเครนอย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำว่าญี่ปุ่นพร้อมประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียร่วมกับประเทศสมาชิก G7 หากรัสเซียตัดสินใจใช้กำลังทางทหารบุกยูเครน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นยังร้องขอให้ชาวญี่ปุ่นในยูเครนเร่งเดินทางออกจากพื้นที่ทันที ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอด G7 ใน 24 ก.พ.65 และคาดว่าจะแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรณียูเครนอีกครั้ง

ผู้นำเกาหลีใต้เรียกร้องให้เคารพอำนาจอธิปไตยของยูเครนและแก้ไขสถานการณ์อย่างสันติ

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 22 ก.พ.65 ว่า ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ของเกาหลีใต้ ระบุในที่ประชุมสภาความมั่นคง (National Security Council-NSC)ของเกาหลีใต้ เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศร่วมแก้ไขสถานการณ์ในยูเครนอย่างสันติ พร้อมเคารพอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีใต้กังวลว่า สถานการณ์ในยูเครนอาจยืดเยื้อ และการขู่คว่ำบาตรรัสเซียของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้ เฉพาะอย่างยิ่งต่อภาคพลังงาน ภาคนำเข้าวัตถุดิบสำคัญและธัญพืช และตลาดการเงินระหว่างประเทศ แม้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างเกาหลีใต้กับยูเครนอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งผู้นำเกาหลีใต้สั่งการให้รับมือวิกฤติในยูเครน โดยเตรียมมาตรการคุ้มครองเศรษฐกิจเกาหลีใต้อย่างเร่งด่วน และการรับรองความปลอดภัยของชาวเกาหลีใต้ในยูเครนจำนวน 63 คน (ไม่รวมเจ้าหน้าที่การทูตและผู้พำนักในไครเมีย)