อินเดียยกระดับมาตรการ รปภ.ทั่วประเทศในห้วงวันประกาศเอกราชครบรอบ 75 ปี

สำนักข่าวซินหัว รายงานเมื่อ 15 ส.ค.65 ว่า อินเดียยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดทั่วประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งในกรุงนิวเดลี เพื่อป้องกันการก่อความไม่สงบในวันประกาศเอกราชครบรอบ 75 ปี ซึ่ง นายกรัฐมนตรีนเรทรา โมดิ มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ที่ Red Fort กรุงนิวเดลี (สถานที่ประกอบพิธีฉลองเอกราชของอินเดีย) โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นและลาดตระเวนพื้นที่สาธารณะ ทั้งสถานีรถไฟใต้ดิน สถานีรถไฟ สนามบิน และสถานีขนส่ง ตลอดจนเพิ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการในสถานที่สำคัญและพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งโดยรอบกรุงนิวเดลี ส่วนหน่วยปฏิบัติการพิเศษ และอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ประจำการโดยรอบ Red Fort นอกจากนี้ ยังเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ โดยส่งหน่วย Central Reserve Police Force (CRPF) และเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความสงบในพื้นที่   Credits ภาพ : CNN

อินเดียตั้งเป้าหมายเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในระยะเวลา 25 ปี

เว็บไซต์ MInt รายงานเมื่อ 15 ส.ค.65 ว่า นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสพิธีฉลองครบรอบ 75 ปีวันประกาศเอกราชของอินเดีย ว่าได้ตั้งเป้าหมายให้อินเดียเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในระยะเวลา 25 ปี (ปี 2590) โดยมีนโยบายส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ ที่สำคัญได้แก่ ด้านพลังงาน การป้องกันประเทศ และเทคโนโลยีดิจิทัล นอกจากนี้ ยังย้ำถึงความสำคัญในการพึ่งตนเอง การวิจัยและพัฒนา การปราบปรามคอร์รัปชั่นและระบบอุปภัมภ์ การให้ความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   Credits ภาพ : VOA

The Intelligence Weekly Review (14/08/2022)

The Intelligence Weekly Review นำเสนอความเคลื่อนไหวประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นรอบโลกในแต่ละภูมิภาคให้ท่านผู้ฟังรู้ทันเหตุการณ์ เห็นความสำคัญ และนำมุมมองของเราไปใช้ประโยชน์กันต่อไป

สหรัฐฯ ตั้งข้อหาชาวอิหร่านที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนลอบสังหาร จนท.ระดับสูง

โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุเมื่อ 10 ส.ค.65 ว่ากระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ตั้งข้อหาชาวอิหร่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolution Guards Corps-IRGC) ของอิหร่าน เนื่องจากมีข้อมูลและหลักฐานบ่งชี้ว่าพยายามวางแผนลอบสังหารนายจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาของประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมกันนี้ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้ำว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะให้ความสำคัญและใช้ทุกเครื่องมือเพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากภัยคุกคามจากอิหร่าน

จีนออกสมุดปกขาวสนับสนุนการรวมชาติกับไต้หวัน

สำนักงานสารนิเทศและสำนักงานกิจการไต้หวันภายใต้คณะรัฐมนตรีจีน ออกสมุดปกขาวเรื่อง “การวมชาติของจีนและไต้หวันในยุคใหม่” เมื่อ 10 ส.ค.65 เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของจีนที่จะรวมชาติกับไต้หวันอย่างสันติภายใต้หลักการ 1 ประเทศ 2 ระบบ  และพร้อมที่จะใช้กำลังทหารหากจำเป็น โดยมีแนวทางสำคัญคือ จีนจะใช้แนวทางประนีประนอมและส่งเสริมช่องทางการสื่อสารระหว่างสองฝ่าย กับทั้งจะพัฒนาเศรษฐกิจและวัฒนธรรมหลังจากการรวมชาติ และรัฐบาลต่างประเทศสามารถจัดตั้งสถานกงสุลหรือหน่วยงานกึ่งทางการ รวมทั้งสำนักงานขององค์การระหว่างประเทศไต้หวันได้ หลังจากผ่านการอนุมัติของรัฐบาลกลางจีน อย่างไรก็ดี จีนยังคงให้ความสำคัญกับการใช้กำลังและมาตรการที่จำเป็น เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากต่างประเทศ และกำหนดมาตรการรุนแรงต่อการแยกไต้หวันเป็นอิสระจากจีน

จีนพบผู้ติดเชื้อไวรัส Langya ที่แพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน 35 ราย

หนังสือพิมพ์ Global Times รายงานเมื่อ 10 ส.ค.65 ว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัส Langya Henipavirus 35 ราย ซึ่งเป็นไวรัสที่สามารถแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คนได้ ที่มณฑลเหอหนานและซานตง โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ เบื่ออาหาร ไอ และคลื่นไส้ รวมทั้งมีประวัติสัมผัสกับสัตว์พาหะ ทั้งนี้ ไวรัสดังกล่าว เป็นไวรัสที่พบในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สามารถแพร่เชื้อสู่คน จากค้างคาวผลไม้ ผู้ติดเชื้อมีอัตราการเสียชีวิตสูงร้อยละ 40-75 ซึ่งสูงกว่าไวรัสโคโรนา และใช้วิธีการรักษาตามอาการ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนรักษาโดยเฉพาะ กับทั้งยังไม่พบการติดเชื้อจากคนสู่คน และเคยพบรายงานการติดเชื้อดังกล่าวในนิตยสาร New England Journal of Medicine ของสหรัฐฯ เมื่อ 4 ส.ค.64

ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์จีน-รัสเซีย : เพื่อนที่ทิ้งไปไม่ได้

โลกได้ประสบกับเรื่องที่สาหัสอย่างการระบาดของโควิดในปี 2562 มาแล้ว คงไม่มีใครคาดคิดว่าในระหว่างที่มีการภาวนาให้ผลกระทบจากการระบาดดีขึ้นในปี 2565 นี้ กลับกลายเป็นต้องเผชิญกับวิกฤติครั้งใหม่จากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน สงครามที่เกิดขึ้นในยูเครนทำให้ชาติตะวันตกและอีกหลายประเทศออกมาตรการคว่ำบาตรเพื่อต่อต้านและประณามการกระทำของรัสเซียที่เรียกว่า “ปฏิบัติการพิเศษทางการทหาร” อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสนใจว่าจีนซึ่งพยายามรักษาภาพลักษณ์อันดีในเวทีโลกกลับมีท่าทีที่แตกต่าง โดยการยืนยันที่จะยังคงสานสัมพันธ์กับรัสเซีย

ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์จีน-รัสเซีย : เพื่อนรัก เพื่อนร้าย

หากจะเอ่ยถึงประเทศคู่ซี้ที่กำลังมาแรงและเป็นที่จับตามอง ณ ขณะนี้ ยังไงก็คงจะหนีไม่พ้นคู่จีนและรัสเซียอย่างแน่นอน จากความสัมพันธ์ที่ยังคงแน่นแฟ้น แม้จะเกิดวิกฤติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนในปัจจุบันก็ตาม แต่อันที่จริง จีนและรัสเซียมีความสัมพันธ์กันอย่างยาวนานตั้งแต่อดีต เนื่องจากการยึดถือค่านิยมที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน หรือการเป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และแม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะเคยสะดุดหรือมีการระหองระแหงกันบ้าง แต่ในท้ายที่สุด ทั้งสองประเทศก็ต่างจำเป็นที่จะต้องมีกันและกันมากกว่า……… ลงเอยเป็นความสัมพันธ์แบบ “เพื่อนรัก เพื่อนร้าย และเพื่อนที่ทิ้งไปไม่ได้” ในที่สุด เพื่อนรัก ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียมีทั้งช่วงเวลาที่ขึ้นและลง และค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์อันเป็นหนึ่งเดียวกันมาตลอด หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 2534 จีนและรัสเซียเป็น “หุ้นส่วนที่สร้างสรรค์” ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ในปี 2556 อย่างไรก็ตาม หลังจากที่รัสเซียผนวกดินแดนไครเมียเข้ากับตนเองในปี 2557 เพื่อนทางตะวันตกได้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย และเพื่อนชื่อ NATO ก็ได้ระงับทุกความร่วมมือกับรัสเซียทันที ขณะที่เพื่อนทางทิศตะวันออกอย่างจีน ยังเปิดรับการพัฒนาสัมพันธ์กับรัสเซีย ทำให้ทั้งสองมีความใกล้ชิดกันในทุกด้านของความสัมพันธ์ ด้านการเมือง….. เราจะเห็นถึงการร่วมมือทางการเมืองและการทูตระหว่างจีนและรัสเซียเพื่อคานอำนาจตะวันตก โดยเพื่อนรักทั้งสองมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนกัน หรืออย่างน้อยก็ไม่ต่อต้านกันเมื่อมีการลงมติในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council-UNSC) เช่น ในปี 2557 จีนงดออกเสียงในมติของ UNSC ที่ให้การลงประชามติแยกไครเมียจากยูเครนให้เป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซียเป็นโมฆะ…

ตัวเลขเศรษฐกิจจีนไตรมาส 2 ไม่สดใส: ความน่ากังวลต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

สำหรับครั้งนี้อยากชวนทุกคนจับตาสัญญาณน่ากังวลของเศรษฐกิจโลกในอนาคต จากที่ล่าสุดจีนประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product-GDP) ของไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 ออกมา โดยเติบโตเพียงแค่ร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่ผ่านมา และเรียกได้ว่าเข้าขั้นติดลบคิดเป็นร้อยละ -2.6 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ที่ตัวเลขนี้น่ากังวลก็เพราะจีนได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในกลจักรสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกในยามวิกฤตตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย เศรษฐกิจก็ยังเติบโตอย่างสดใส โดยขยายตัวเกือบร้อยละ 7 ในขณะที่ช่วงเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เศรษฐกิจจีนก็ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องคิดเป็นร้อยละ 6.4 และถือเป็นตลาดบริโภคสำคัญที่ช่วยพยุงมูลค่าทางการค้าระหว่างประเทศ จากกำลังซื้อจำนวนมหาศาลของประชาชนจีน ทำให้เศรษฐกิจโลกในภาพรวมยังคงสามารถเดินหน้าต่อมาได้ แม้การเติบโตจะลดลง อย่างไรก็ตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของจีนเริ่มประสบปัญหาโดยเฉพาะนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด 19 ในช่วงต้นปี 2563 เป็นต้นมา ซึ่งในช่วงแรกการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนติดลบอย่างหนัก ก่อนจะกลับมาเป็นบวกอีกครั้งหลังจากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดและปิดประเทศ ถึงกระนั้นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจของจีนหลายตัวมีการสวิงไปมาและเริ่มขาดเสถียรภาพอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รัฐบาลจีนตลอด 2 ปีที่ผ่านมาต้องอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้น การประกาศตัวเลข GDP ครั้งล่าสุดนี้น่าสนใจมาก เพราะถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายปี โดยนักวิเคราะห์ทั้งในและต่างประเทศต่างมองว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 นี้ลดลงอย่างมาก เป็นผลสำคัญมาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทั้งปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกาไปจนถึงการระบาดของไวรัสภายในประเทศจนหลายเมืองถูกปิด โดยหนึ่งในเมืองสำคัญก็คือเซี่ยงไฮ้ซึ่งถือเป็นเมืองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของจีน ทั้งในภาคการบริโภค การบริการ และภาคอุตสาหกรรม…

แคนาดาพิจารณาการจัดตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทเทสลา

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อ 9  ส.ค.65  ว่าบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเทสลาของสหรัฐฯ ยื่นหนังสือต่อรัฐบาลรัฐออนแทริโอเพื่อขออนุญาตจัดตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่รัฐบาลรัฐออนแทริโอยังไม่แสดงท่าทีใดๆ ต่อกรณีดังกล่าว ขณะที่นายฟรองซัว ฟิลิป ชองปาญ รมว.นวัตกรรม วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแคนาดากล่าวก่อนหน้านี้ว่า แคนาดาหารือกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการเป็นห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า  ทั้งนี้  บริษัทเทสลาจัดตั้งโรงงานรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ จำนวน 2 แห่ง รวมทั้งโรงงานในเยอรมนีและจีนอย่างละแห่ง   Credits ภาพ : grandprix,beartai