ฟิลิปปินส์ช่วยเหลือเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ในเมียนมา

สำนักข่าว CNN Philippines รายงานเมื่อ 16 พ.ค.66 อ้างการเปิดเผยของทำเนียบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ว่า ชาวฟิลิปปินส์ 6 คน (ผู้หญิง 4 คน และชาย 2 คน) ซึ่งเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์เมียนมา เดินทางกลับถึงฟิลิปปินส์แล้วตั้งแต่ 11 พ.ค.66 โดยชาวฟิลิปปินส์ถูกหลอกลวงผ่านทางสื่อออนไลน์ให้มาทำงานฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ในไทย แต่เมื่อเดินทางถึงไทย ทั้งหมดถูกยึดหนังสือเดินทางและทรัพย์สิน จากนั้นถูกส่งไปเมืองเมียวดี เมียนมา เพื่อบังคับทำงานเกี่ยวกับการหลอกลวงเรื่องความรักและการลงทุนสกุลเงินดิจิทัล เหยื่อดังกล่าวติดต่อผ่านทางสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจฟิลิปปินส์ในไทย ซึ่งประสานความช่วยเหลือและแนะนำการหลบหนี จนสามารถข้ามแม่น้ำมาทางแม่สอด จ.แม่ฮ่องสอน เดินทางต่อมากรุงเทพฯ และได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับฟิลิปปินส์ในที่สุด

สหรัฐฯ เตือนปากีสถานแนวโน้มการยกระดับความรุนแรงสถานการณ์การเมืองภายใน

เว็บไซต์ สำนักข่าว Khaama Press ของอัฟกานิสถาน และเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ Pakistan Today รายงานเมื่อ 15 พ.ค.66 อ้างถ้อยแถลงของนาย Zalmay Khalilzad อดีตผู้แทนสหรัฐฯ รับผิดชอบกิจการอัฟกานิสถาน กรณีมีข่าวลือว่า ทางการปากีสถานจะจับกุมนาง Bushra Begum ภริยาของนายอิมราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรี และออกกฎหมายกักขังนายอิมราน เพื่อยกระดับสถานการณ์ทางการเมืองให้รุนแรงขึ้นแทนที่จะปล่อยให้สถานการณ์คืนสู่ความสงบ โดยถ้อยแถลงระบุว่า หากข่าวลือดังกล่าวเป็นจริง ถือเป็นการกระทำที่ประมาท พร้อมย้ำว่าผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบันควรลาออกและทางการควรรีบกำหนดวันเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังขอให้ชาวปากีสถานเข้ามามีส่วนร่วมในการคลี่คลายสถานการณ์โดยปราศจากการใช้ความรุนแรง ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นภายหลังเกิดเหตุจับกุมนายอิมราน ซึ่งส่งผลให้เกิดเหตุประท้วงรุนแรงในหลายพื้นที่ ขณะที่รัฐมนตรีมหาดไทยของปากีสถาน ระบุว่าผู้ที่จะถูกจับอย่างแน่นอนคือนายอิมราน ไม่ใช่ภริยา

กห.อินเดียประกาศห้ามนำเข้าสินค้าทางทหารเพื่อสนับสนุนผู้ผลิตภายในประเทศ

เว็บไซต์ Hindustan Times รายงานเมื่อ 14 พ.ค.66 อ้างแถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมอินเดียในวันเดียวกัน ระบุว่า อินเดียประกาศห้ามนำเข้าสินค้าทางทหารจำนวน 928 รายการ เฉพาะอย่างยิ่งชิ้นส่วนของเครื่องบิน Sukhoi-30, Jaguar และเครื่องบินฝึกบิน Hindustan Turbo Trainer-40 (HTT-40) ชิ้นส่วนระบบปืนบนเรือรบ เรือดำน้ำ และรถถัง มูลค่ารวมกว่า 86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ห้วง ธ.ค.66 – ธ.ค.72 เพื่อสนับสนุนให้กองทัพอินเดียจัดหาสินค้าดังกล่าวจากผู้ผลิตภายในประเทศ กระตุ้นการวิจัยและพัฒนายุทโธปกรณ์ ส่งเสริมนโยบายพึ่งพาตนเองทางการทหารให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เอื้อให้อินเดียบรรลุเป้าหมายเป็นฐานการผลิตยุทโธปกรณ์ที่สำคัญของโลก ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมอินเดียประกาศห้ามรูปแบบดังกล่าวแล้ว 3 ครั้ง เมื่อ ธ.ค.64, มี.ค.65 และ ส.ค.65 ตามลำดับ ครอบคลุมสินค้าทางทหารกว่า 2,500 รายการ ส่งผลให้ภาคเอกชนอินเดียประสบความสำเร็จในการพัฒนาชิ้นส่วนยุทโธปกรณ์แล้วว่า 1,200 ชนิด

“Digital Footprint” ร่องรอยดิจิทัลที่ไม่เลือนหาย กับกระบวนการสรรหาคัดเลือกบุคลากรสู่องค์กร

ในโลกยุคดิจิทัลที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็ว หลายสิ่งหลายอย่างถูกขับเคลื่อนผ่านโลกออนไลน์ โซเชียลมีเดียเป็นที่แพร่หลาย ทุกองค์กรมีเว็บไซต์ของตนเอง มีหน้าเพจของตนเอง พนักงานทุกคนมีแอคเคาท์ต่าง ๆ เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Facebook, TikTok, Instagram, Twitter หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวมาในข้างต้น การท่องไปบนโลกออนไลน์เพียงปลายนิ้วสัมผัสไม่ว่าจะแพลตฟอร์มใดหรือไปในรูปแบบไหนก็ตาม เราได้ทิ้งสิ่งที่เรียกว่า “Digital Footprint” คือร่องรอยแห่งการทำสิ่งต่าง ๆ บนโลกดิจิทัลเอาไว้ทุกครั้ง และได้ทิ้งเอาไว้ทุกคน เปรียบเสมือนประวัติทางพฤติกรรมที่ผู้ใช้งานกระทำในโลกอินเทอร์เน็ต ที่เผยตัวตนของคุณให้ผู้อื่นบนโลกออนไลน์ได้รับรู้ เมื่อจำแนก “Digital Footprint” หรือร่องรอยดิจิทัล เราจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1)ร่องรอยดิจิทัลแบบไม่รู้ตัว  (Passive Digital Footprint) เป็นประวัติหรือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ที่ผู้ใช้งานไม่ได้ตั้งใจที่จะทิ้งไว้ หรือ ไม่ได้ต้องการจะให้คนอื่นรับรู้ แต่ยังคงถูกบันทึกเก็บเป็นประวัติบนออนไลน์ไว้ เช่น เวลาใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือคอมพิวเตอร์ที่จะมีรหัสประจำตัวในการใช้งาน (IP address) ซึ่งเมื่อเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือค้นหาบริการอะไร จะมีประวัติการค้นหาต่าง ๆ ถูกเก็บบันทึกไว้อยู่ ทำให้ถูกติดตาม หรือระบุตัวตนคนใช้งานได้ ซึ่งหลายๆครั้งก็จะโดนนักการตลาดนำข้อมูลไปใช้เพื่อทำการโฆษณาต่อไปอีกด้วย และ…

รับรู้ด้วยการสร้างภาพ

  ในยุคที่คนถูกดูดเข้าไปใช้เวลาอยู่บนหน้าจอและเสพสื่อจากหน้าจอเป็นส่วนใหญ่ การแข่งขันของแอปพลิเคชันในการช่วงชิงพื้นที่สื่อจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องงัดทุกกลวิธีเพื่อดึงความสนใจให้สายตาอยู่บนหน้าจอให้ได้มากที่สุด การสื่อสารเกิดขึ้นโดยเริ่มตั้งแต่การพิมพ์ข้อความแชทกัน ดูภาพนิ่ง จนมาถึงทำวิดีโอ และกลายเป็นวิดีโอสั้น …สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ กำลังเล่นกับกระบวนการรับรู้ที่มีมาตามวิวัฒนาการของมนุษย์ ส่งผลให้มนุษย์มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจนเกิดอาการ “สมาธิสั้น” นั่นเอง ในอดีตราว 45,000 ปีก่อน ในสมัยที่ยังไม่มีภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร มนุษย์รู้จักการวาดภาพเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวที่พบเจอ เป็นการประสานการทำงานระหว่าง “ความทรงจำในสมอง” ผ่านมือออกมาเป็นภาพ ถือเป็นกระบวนการซับซ้อนที่สุดในการส่งข้อความในอดีต ก่อนที่จะนำภาพมาพัฒนาเป็นอักษรและภาษา เพื่อสร้างการสื่อสารร่วมกันระหว่างกลุ่มหรือเผ่า “ภาษา” จึงได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ และได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน มนุษย์ใช้ภาษาที่แตกต่างกันกว่า 7,000 ภาษา ความแตกต่างด้านภาษานี้ยังเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารหากไม่มีความรู้ทางด้านภาษาของสารที่สื่อ ดังนั้น “การสื่อสารด้วยภาพ” กลับส่ง message ได้ง่ายกว่า ด้วยการรับรู้ที่ไม่ต้องตีความจากดวงตาสู่สมอง แม้การอ่านข้อความสมองยังต้องแปลงข้อมูลจากตัวอักษรมาสู่ภาพ หรือแม้กระทั่งการฝัน ยังเห็นเป็นภาพ การสื่อสารด้วยภาพ จึงเป็นข้อมูลที่ง่ายที่สุดที่ทำให้มนุษย์สามารถเข้าใจและจดจำได้ “ภาพ” จึงถูกนำมาใช้ในการดึงดูดความสนใจ และยังช่วยสื่อสาร หรือให้อารมณ์ได้มากกว่าภาษาในเนื้อหาเดียวกัน การบรรยายความสวยงามของท้องฟ้าตอนพระอาทิตย์ตกต้องใช้ตัวอักษรที่เป็นข้อมูลจำนวนมากกว่าภาพวาดหรือภาพถ่ายท้องฟ้าในช่วงเวลานั้น และภาพส่งผลต่ออารมณ์การรับรู้ได้มากกว่า สมองได้รับรู้ภาพและบันทึกเอาบรรยากาศรอบตัว เป็นประสบการณ์ ณ ช่วงเวลานั้นเข้าสู่ความทรงจำ การนึกถึงภาพหรือการย้อนภาพถ่ายจึงช่วยกระตุ้นความทรงจำและบรรยากาศเหล่านั้นกลับมาด้วย ภาพจึงสะท้อนประสบการณ์ที่เป็นปัจเจกบุคคลออกมาด้วย ด้วยการไม่จำกัดการตีความของภาพที่มอบให้ได้กว้างกว่าตัวอักษร ได้ส่งเสริมและสร้างสรรค์จินตนาการให้กับผู้พบเห็น…

ค่าตอบแทนจาก ความสัมพันธ์ แบบ partnership

  ขณะที่พายเรือในคลองเล็กๆ แม้จะเป็นเรือเล็กที่ไม่เเข็งแรงก็ยังรู้สึกปลอดภัย เพราะยังมองเห็นตลิ่งทั้งสองฝั่ง แต่เมื่อเรือลอยลำสู่มหาสมุทรที่มองไม่เห็นฝั่ง สิ่งที่ทำให้อุ่นใจ คือ เรือลำข้างเคียงที่คอยนำทางไปสู่จุดหมาย …อ่านดูแล้วได้ฟิลโรแมนติกแบบคู่รัก แต่ในอีกบางมุม..ความปลอดภัย,อบอุ่น… ก็ทำให้นึกถึง  บทบาทของ “ที่ปรึกษา” ที่จะนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาแนะนำผู้ประกอบการรายใหม่ที่กำลังจะพัฒนาธุรกิจให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ ผู้ประกอบการจะสามารถหาที่ปรึกษาที่เหมาะสมกับธุรกิจ โดยเฉพาะงบประมาณในการจ้างที่ปรึกษานั้นมักเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูง จึงกลายเป็นสิ่งที่ถูกละเลย และเอาเงินไปลงทุนกับต้นทุนทางด้านอื่นแทน ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดที่ให้ที่ปรึกษา (Consult) เข้ามาร่วมกันพัฒนาธุรกิจรับค่าตอบแทนเป็นส่วนแบ่งจากกำไรที่ได้จากการขยายธุรกิจในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์ตามที่มีการตกลงกันไว้ การคิดค่าตอบแทนจากผลแบ่งกำไร เป็นที่นิยมกันในการร่วมกันดำเนินกิจการระหว่างบริษัท ซึ่งมีส่วนผลักดันให้ผู้ร่วมลงทุนมีหน้าที่ดำเนินกิจการได้อย่างเต็มที่ เผชิญความเสี่ยงร่วมกัน จึงผลักดันให้เกิดการพัฒนาโครงการหรือธุรกิจให้เกิดความสำเร็จได้ ทั้งนี้ การ่วมลงทุนจะต้องเป็นการดำเนินกันระหว่างนิติบุคคลเท่านั้น และกรมสรรพากร ได้ส่งเสริมการร่วมลงทุนเพื่อร่วมค้า (joint venture) ด้วยมาตรการทางด้านภาษีที่ไม่รวมรายได้ของกิจกรรมที่เกิดจากการร่วมทุนเป็นรายได้ของบริษัท แตกต่างจากการค้าร่วม (Consortium) ที่เป็นการจ้างระบุขอบเขตของการทำงานที่ชัดเจน และได้ผลตอบแทนเป็นค่าจ้างตามที่ตกลงกันไว้ การลงทุนนี้ไม่ได้ครอบคลุมแค่เฉพาะการร่วมลงทุนเฉพาะเงินทุน แต่ยังรวมถึงการให้เทคโนโลยี ทรัพยากร แรงงาน หรือการให้สัมปทาน ตามที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน ในการร่วมกันแบบ PPP (Public Private Partnership) เนื่องจากภาครัฐมีข้อจำกัดในด้านของเงินทุน เทคโนโลยี หรือลักษณะของการดำเนินงาน ที่แตกต่างจากภาคเอกชน…