UN ร้องขอให้นานาชาติดำเนินการเพื่อยุติการโจมตีโรงพยาบาลในฉนวนกาซา

หน่วยงานในสังกัดของสหประชาชาติ(United Nations-UN) ได้แก่ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization -WHO) กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) และหน่วยงานสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งสหประชาชาติ (UN sexual and reproductive health agency-UNFPA) ออกแถลงการณ์ร่วม เมื่อ 12 พ.ย.66 แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุโจมตีโรงพยาบาลและการสู้รบใกล้กับพื้นที่โรงพยาบาลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่ฉนวนกาซา ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.66 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 521 คน บาดเจ็บ 686 คน เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเสียชีวิต 16 คน และบาดเจ็บ 38 คน รวมทั้งส่งผลให้โรงพยาบาลมากกว่าครึ่งหนึ่งในฉนวนกาซาปิดให้บริการ ทั้งนี้ WHO UNICEF และ UNFPA ระบุว่า การโจมตีสถานพยาบาลและพลเรือนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ พร้อมกับเรียกร้องให้นานาชาติดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยยุติการโจมตีโรงพยาบาลโดยทันที

มาเลเซียกระชับความสัมพันธ์กับอิหร่านมากขึ้น

สำนักข่าวแห่งชาติมาเลเซีย (เบอร์นามา) รายงานเมื่อ 12 พ.ย.66 ว่า ดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หารือนอกรอบกับประธานาธิบดีอิบรอฮิม เราะอีซี ของอิหร่าน ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสมัยวิสามัญขององค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation-OIC) ครั้งที่ 8 ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย โดยผู้นำทั้งสองประเทศได้หารือถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี  รวมถึงการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างกันในอนาคต สำหรับประเด็นความขัดแย้งอิสราเอล-ฮะมาส ผู้นำทั้งสองเห็นตรงกันว่าควรสนับสนุนบทบาทของ OIC ในการแก้ไขปัญหาขัดแย้ง ที่สำคัญคือ การผลักดันกระบวนการหยุดยิงและการเร่งส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพิ่มเติมเข้าไปในปาเลสไตน์ โดยประธานาธิบดีอิหร่านแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความรุนแรงในปาเลสไตน์ และเรียกร้องให้อิสราเอลยุติความรุนแรงทันที

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะหยิบยกการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทหารเป็นประเด็นหลักในการหารือกับผู้นำจีน

สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างถ้อยแถลงนายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงของทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 12 พ.ย.66 ว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน จะพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน นอกรอบการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกินเอเปค โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างสหรัฐฯ-จีน เฉพาะอย่างยิ่งช่องทางการสื่อสารในทุกระดับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าโดยไม่ตั้งใจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก นอกจากนี้ จะหารือในประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ อาทิ การสู้รบอิสราเอล-กลุ่มฮะมาส วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน สถานการณ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก อาทิ เกาหลีเหนือ และช่องแคบไต้หวัน ตลอดจนประเด็นเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่ การค้าที่เป็นธรรม การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และการผลิตยาเฟนทานิล

ที่ประชุม 2+2 Dialogue ระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ ให้คำมั่นเพิ่มพูนความร่วมมือด้านความมั่นคง

สำนักข่าว AP รายงานเมื่อ 10 พ.ย.66 ว่า ที่ประชุมเชิงยุทธศาสตร์ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมอินเดียกับสหรัฐฯ (2+2 Dialogue) ครั้งที่ 5 ที่กรุงนิวเดลี อินเดีย ให้คำมั่นจะเพิ่มพูนความร่วมมือด้านความมั่นคงให้ครอบคลุมทุกมิติ อาทิ เทคโนโลยีอุบัติใหม่ (Emerging Technologies) และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน รวมทั้งความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการดำเนินการทางการทูต เพื่อให้ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่เสรี เปิดกว้าง มั่งคั่ง และฟื้นตัวได้รวดเร็ว ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายบรรลุความตกลงให้บริษัท General Electric และบริษัท Hindustan Aeronautics ร่วมทุนผลิตเครื่องยนต์ไอพ่น (Jet engine) สำหรับเครื่องบินของอินเดีย และอินเดียจัดซื้อระบบอากาศยานไร้คนขับ MQ-9B จากบริษัท General Atomics Aeronautical Systems (GA-ASI) ของสหรัฐฯ จำนวน 31 ระบบ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือประเด็นสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน พร้อมทั้งยืนยันที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ในโอกาสนี้ นายแอนโทนี บลิงเคน…