นรม.กาตาร์ ผอ.หน่วยข่าวกรองอิสราเอล สหรัฐฯ และอียิปต์ จะพบหารือเพื่อเจรจาปล่อยตัวประกันครั้งใหม่

  สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก รายงานเมื่อ 25 ม.ค.67 อ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รัฐบาลโดยไม่ระบุประเทศว่า เชค มุฮัมมัด บินอับดุรเราะห์มาน อาลษานี นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกาตาร์ นาย David Barnea ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองอิสราเอล (Mossad) นายวิลเลียม เบิร์นส ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐ (CIA) และนาย Abbas Kamel ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองอียิปต์ จะพบหารือกันที่ประเทศในยุโรป (คาดว่าเป็นฝรั่งเศส) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เกี่ยวกับการเจรจาช่วยเหลือตัวประกันที่ยังถูกกลุ่มฮะมาสควบคุมตัวในฉนวนกาซาประมาณ 132 คน แต่รายงานดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมว่า การเจราจาครั้งใหม่นี้ จะมีการพิจารณาเงื่อนไขใดในการปล่อยตัวประกัน ทั้งนี้ ผู้แทนจากทั้ง 4 ประเทศดังกล่าว มีส่วนร่วมผลักดันการเจรจาเพื่อหยุดยิงและปล่อยตัวประกันรอบแรกได้สำเร็จ เมื่อ พ.ย.66 ก่อนที่การเจรจาจะหยุดชะงักและไม่มีความคืบหน้าจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ปรากฏข่าวสารว่าอิสราเอลเสนอเงื่อนไขครั้งล่าสุด ว่าจะหยุดยิงชั่วคราว 2 เดือน แลกกับการปล่อยตัวประกันที่เหลือ โดยเริ่มจากการปล่อยตัวประกันสตรี เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีปัญหาสุขภาพเป็นกลุ่มแรก ส่วนทหารอิสราเอลจะเป็นกลุ่มสุดท้าย

CNR EP.52 : แฮ็กเกอร์จะนำ AI มาช่วยโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น /ก.ล.ต สหรัฐฯถูกโจมตีบัญชี X ด้วย Sim Swap

พบกับรายการ The Intelligence Cyber News Report ข่าวสารสถานการณ์ไซเบอร์ และเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ที่นำมาให้ท่านผู้ฟังอัพเดตสถานการณ์กันอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด และอย่าลืมช่วยกดไลก์ กดติดตาม เป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยครับ

CNR EP.51 : LockBit เตรียมปล่อยข้อมูลโรงพยาบาล Capital Health / Google เปิดตัว AI สำหรับผู้ค้าปลีก

พบกับรายการ The Intelligence Cyber News Report ข่าวสารสถานการณ์ไซเบอร์ และเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ที่นำมาให้ท่านผู้ฟังอัพเดตสถานการณ์กันอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด และอย่าลืมช่วยกดไลก์ กดติดตาม เป็นกำลังใจให้กับทีมงานด้วยครับ

The Intelligence Weekly Review 28/01/2024

The Intelligence Weekly Review นำเสนอความเคลื่อนไหวประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นรอบโลกในแต่ละภูมิภาคให้ท่านผู้ฟังรู้ทันเหตุการณ์ เห็นความสำคัญ และนำมุมมองของเราไปใช้ประโยชน์กันต่อไป

เมื่อโลกอยู่ยากเพราะวิกฤติสภาพอากาศ: ความคิดสร้างสรรค์ต้องมีเพื่อเอาตัวรอด

การเริ่มต้นปีใหม่ในเดือนมกราคม 2567 ด้วยข่าวแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น อุณหภูมิติดลบมาก ๆ ในหลายพื้นที่แถบเอเชียตะวันออก ต่อด้วยข่าวดินถล่มในโคลอมเบีย รวมทั้งอุทกภัยในหลายจังหวัดทางใต้ของไทย เป็นสิ่งย้ำเตือนชาวโลกอีกครั้งถึงความน่าหวาดหวั่นของภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยที่เกี่ยวเนื่องกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ โดยในช่วงกว่า 10 เดือนที่เหลือของปี 2567

ปัญญาประดิษฐ์ส่งผลอย่างไรต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

  ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI)กำลังเปลี่ยนแปลงโลกในหลาย ๆ ด้าน โดยนอกจาก เปลี่ยนวิถีชีวิต เปลี่ยนการทำงาน หรือเปลี่ยนวิธีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์แล้ว พัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ก็ยังส่งผลอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน ในบทความนี้จะสำรวจผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และผลที่จะตามมา ผลกระทบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพในการปฏิวัติวิธีที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ป้องกันตนเองจากภัยคุกคาม ตัวอย่างเช่น ระบบเฝ้าระวังการก่อการร้ายที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ สามารถเฝ้าตรวจและแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ และทำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ก่อนที่จะเกิดการโจมตี ปัญญาประดิษฐ์ยังสามารถช่วยตรวจจับการโจมตีทางไซเบอร์และป้องกันการโจมตีเหล่านั้น ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น นอกจากนี้ ปัญญาประดิษฐ์ยังสามารถมีบทบาทด้านการทูตและการเจรจาต่อรอง ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและระบุรูปแบบ จะช่วยนักการทูตและนักเจรจาต่อรองในการตัดสินใจได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยระบุผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดของการเจรจา และช่วยเป็นแนวทางในการตัดสินใจ สิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการเจรจาที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายและหลายประเด็น ….อีกทั้งปัญญาประดิษฐ์ยังอาจมีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การพัฒนาระบบการซื้อขายที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ สามารถช่วยอำนวยความสะดวกในการค้าระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ยังสามารถช่วยคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ทำให้ประเทศต่าง ๆ สามารถปรับนโยบายของตนให้สอดคล้องกันได้ ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนทางเศรษฐกิจและส่งเสริมความมั่นคงได้ ผลกระทบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือ……ผลกระทบต่อโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินการข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยให้ซัพพลายเชนทำงานอัตโนมัติ ลดต้นทุนการผลิต และทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งนี้สามารถนำไปสู่การเติบโตทางการค้าและเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม…

Talented workers ทุนมนุษย์ที่ต้องสร้างและแย่งชิง

ท่ามกลางความกังวลว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence :AI) หุ่นยนต์ หรือระบบอัตโนมัติ จะเข้ามาแทนที่และแย่งงานจากแรงงานมนุษย์ ข่าวสารความต้องการ “คนเก่ง” ที่เป็นแรงงานทักษะสูงที่มีคุณภาพ เปี่ยมไปด้วยความสามารถ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือที่เรียกว่า Talent ของประเทศต่าง ๆ ก็ปรากฏให้เห็นเป็นระยะและดูจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เห็นได้จากการประกาศมาตรการจูงใจ พร้อมกับสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อดึงดูดให้เหล่าคนเก่งเข้ามาทำงาน จนทำให้เกิดบรรยากาศการแข่งขันแย่งชิงแรงงานกลุ่มดังกล่าวระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั้งโซนตะวันตกและเอเชีย เช่น ยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ รวมถึงไทย และมีแนวโน้มจะดุเดือดขึ้นจนอาจกลายเป็น war for talent โดยเฉพาะในสาขาที่ขาดแคลน        อัตราการเกิดที่ลดลงในหลายประเทศจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเข้ามาเป็นทางเลือกและเริ่มจะกลายเป็นแรงงานหลักในบางวิชาชีพของเทคโนโลยีสมัยใหม่ตามกระแสเทคโนโลยีพลิกผัน ตลอดจนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในเชิงเศรษฐกิจ และเพิ่มความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต ส่งผลให้ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมต้องพลิกและผันตัวเองให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยการดึง “คนเก่ง” ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติหรือคนในชาติที่ไปอยู่ต่างประเทศ เข้ามาร่วมขับเคลื่อน ฉวยและสร้างโอกาสใหม่…

Former U.S. intel operatives to pay $1.6M for hacking for foreign govt

แฮ็กเกอร์จะนำ AI มาช่วยในการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์มากขึ้น

ศูนย์รักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ (NCSC) ของสหราชอาณาจักรเตือนว่าเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะทำให้เกิดภัยคุกคามจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่มากขึ้น NCSC

ที่ปรึกษาความมั่นคงสหรัฐฯ จะเดินทางมาพบหารือกับ รมว.กต.จีนที่อยู่ระหว่างการเยือนไทย

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อ  26 ม.ค.67 ว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เยือนไทย ระหว่าง 26-29 ม.ค.67 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลากหลายสาขา อาทิ การค้า การลงทุน ความมั่นคง วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว โดยมีกำหนดพบหารือกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี การเข้าร่วมประชุมกลไกหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศไทย-จีน ครั้งที่ 1 และลงนามความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างกันสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาและ หนังสือเดินทางราชการ ขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงว่า นายหวัง อี้ จะหารือกับนาย Jake Sullivan ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงสหรัฐฯ ที่จะเดินทางมาพบที่ไทย ระหว่าง 26-27 ม.ค.67 โดยระบุว่า เป็นการสานต่อคำมั่นที่ผู้นำของสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการประชุมสุดยอดที่สหรัฐฯ เมื่อ พ.ย.66 ที่จะคงการสื่อสารและบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกัน ทั้งนี้ ปรากฏรายงานข่าวสารว่า ประเด็นหารือหลักจะเกี่ยวกับสถานการณ์ในทะเลแดงและประเด็นไต้หวัน เฉพาะอย่างยิ่งการเรียกร้องให้จีนดำเนินบทบาทเชิงสร้างสรรค์ ด้วยการใช้ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเจรจากับอิหร่านให้ระงับการสนับสนุนด้านอาวุธแก่กลุ่มกบฏ Houthi เพื่อไม่ให้สถานการณ์ในทะเลแดงลุกลามบานปลาย ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการค้าประมาณร้อยละ 15 ของโลกใช้เส้นทางขนส่งผ่านทะเลแดง อาทิ…

กัมพูชาและเวียดนามลงนาม MOU ความร่วมมือด้านความมั่นคงในปี 2567

หนังสือพิมพ์ Khmer Times รายงานเมื่อ 25 ม.ค.67 ว่า นายซอ ซกคา รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีมหาดไทย(มท.)กัมพูชา และ พล.อ.โต เลิม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะเวียดนาม (MPS) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยแผนความร่วมมือระหว่าง มท.กัมพูชากับ MPS ในปี 2567 ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อาทิ ยาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์ และการค้ามนุษย์ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องการส่งเสริมความร่วมมือการแลกเปลี่ยนข่าวสารและการเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมทั้งแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคและระดับโลก ทาง MPS ระบุด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจะเพิ่มความร่วมมือในการป้องกันการบ่อนทำลายและสร้างความแตกแยกของ ฝ่ายตรงข้ามทั้งในกัมพูชาและเวียดนาม ทั้งนี้ พล.อ.โต เลิม เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการระหว่าง 22-24 ม.ค.67 ตามคำเชิญของนายซอ ซกคา