ผอ.หน่วยข่าวกรองอียิปต์พบผอ.หน่วยข่าวกรองอิสราเอล ผลักดันการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา

เว็บไซต์ The Times of Israel รายงานเมื่อ 26 เม.ย.67 อ้างสำนักข่าวThe New Arab ของกาตาร์ ว่า พลตรี Abbas Kamel ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองอียิปต์ นำคณะเจ้าหน้าที่อียิปต์ เดินทางไปกรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล ในวันเดียวกันนี้ เพื่อพบหารือกับนาย David Barnea ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองอิสราเอล (Mossad) และนาย Tzachi Hanegbi ที่ปรึกษาความมั่นคงของสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอล โดยอียิปต์ต้องการผลักดันการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวและปล่อยตัวประกันที่เหลือในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาสให้บรรลุผล เพื่อป้องกันไม่ให้อิสราเอลปฏิบัติการภาคพื้นดินในเมือง Rafah ตอนใต้ของฉนวนกาซาติดชายแดนอียิปต์ ที่เชื่อว่าเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มฮะมาส เพราะจะส่งผลกระทบต่อพลเรือนในพื้นที่และความมั่นคงบริเวณชายแดนอียิปต์-ฉนวนกาซา ทั้งนี้ การเยือนอิสราเอลของผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองอียิปต์ มีขึ้นหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสงครามอิสราเอล เมื่อ 25 เม.ย.67 ตกลงอนุญาตให้คณะผู้แทนการเจรจาของอิสราเอลหารือกับผู้แทนอียิปต์ซึ่งเป็นคนกลาง เพื่อเจราจาความเป็นไปได้ที่อิสราเอลจะลดเงื่อนไขการปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่จาก 40 คน เป็น 20-33 คน ในห้วงการหยุดยิงระยะแรก

รมว.กต.จีนเตือนให้สหรัฐฯ ให้ความสำคัญต่อความเห็นต่างระหว่างกันที่เพิ่มขึ้น

นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวเมื่อ 26 เม.ย.67 ในการพบหารือกับนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนจีน ขอให้สหรัฐฯ ให้ความสำคัญต่อความเห็นต่างหรือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นระหว่างกัน เพราะแม้ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่ความมีเสถียรภาพ หลังจากผู้นำของทั้งสองประเทศพบหารือกันในการประชุมสุดยอดที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐฯ เมื่อ พ.ย.66 แต่ปัจจัยลบในความสัมพันธ์ก็ยังคงเพิ่มขึ้น พร้อมกับกล่าวถึงสิทธิอันชอบธรรมของจีนในการพัฒนาที่ถูกกดดันอย่างไม่สมเหตุผล ขณะที่ผลประโยชน์หลักของจีนกำลังเผชิญความท้าทาย ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความคาดหวังถึงความคืบหน้าในประเด็นที่ผู้นำสองฝ่ายตกลงร่วมกัน และว่าสองประเทศควรมีความชัดเจนเท่าที่จะสามารถทำได้ในประเด็นที่ยังเห็นต่างกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจและการประเมินที่ผิดพลาด

ผู้นำรัฐบาล 18 ประเทศ รวมถึงไทย ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้กลุ่มฮะมาสปล่อยตัวประกันทั้งหมด

สำนักข่าว Al Arabiya รายงานเมื่อ 25 เม.ย.67 ว่า ผู้นำรัฐบาล 18 ประเทศ ได้แก่ ไทย อาร์เจนตินา ออสเตรีย บราซิล บัลแกเรีย แคนาดา โคลอมเบีย เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี ฮังการี โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย เซอร์เบีย สเปน สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันเดียวกัน เรียกร้องให้กลุ่มฮะมาสปล่อยตัวประกันทั้งหมดที่ถูกควบคุมตัวไปยังฉนวนกาซา ตั้งแต่ 7 ต.ค.66 ในทันที และสนับสนุนให้กลุ่มฮะมาสใช้การเจรจายุติความขัดแย้ง เพื่อทำให้เกิดการหยุดยิง รวมถึงการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ทั้งนี้ ปัจจุบันมีตัวประกันแรงงานชาวไทยยังไม่ได้รับอิสระ จำนวน 8 คน

นรม.มาเลเซียย้ำสถาบันการศึกษาให้ระมัดระวังการเชิญนักวิชาการต่างชาติมาบรรยาย

สำนักข่าว New Straits Times รายงานเมื่อ 26 เม.ย.67 ว่า นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม และดาโต๊ะ ซรี ซัมบรี อับดุล กาดีร์ รัฐมนตรีอุดมศึกษาของมาเลเซีย ย้ำเตือนให้สถาบันการศึกษาทั่วประเทศระมัดระวังการเชิญนักวิชาการต่างชาติมาบรรยายเชิงวิชาการในมาเลเซีย โดยควรพิจารณาคุณสมบัติและจุดยืนทางการเมืองของบุคคลนั้น ๆ อย่างรอบคอบ การเตือนเกิดขึ้นหลังมีกรณีมหาวิทยาลัยมาลายา (UM) เชิญนาย Bruce Gilley นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน จากมหาวิทยาลัย Portland State รัฐโอเรกอน สหรัฐฯ มาบรรยายให้กับนักศึกษา เมื่อ 23 เม.ย.67 แต่นาย Gilley กลับวิจารณ์จุดยืนของมาเลเซียต่อความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ โดยกล่าวหาว่า มาเลเซียสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวยิวครั้งที่ 2 ก่อนเดินทางออกจากมาเลเซียโดยให้ชี้แจงผ่านทางบัญชี X ว่า ได้รับข้อความข่มขู่จากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่รัฐบาลมาเลเซียหนุนหลัง และมาเลเซียไม่ปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว ด้านสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/กัวลาลัมเปอร์ ออกแถลงการณ์เมื่อ 26 เม.ย.67 ยืนยันว่ามาเลเซียยังปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว โดยสหรัฐฯ ยังคงคำแนะนำการเดินทางในมาเลเซียที่ระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดจากทั้งหมด…

การสู้รบในเมียนมาอาจส่งผลให้การค้าบริเวณชายแดนไทย

  กรณีการสู้รบในเมียนมาอาจส่งผลให้การค้าบริเวณชายแดนไทย – เมียนมาไม่สามารถกลับมาได้เหมือนเดิม สภาธุรกิจไทย-เมียนมา ประเมินสถานการณ์การสู้รบในเมียนมาว่ากำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจเมียนมาอย่างหนัก ซึ่งจะผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยด้วย โดยเฉพาะปัจจุบันที่กำลังเกิดการสู้รบในพื้นที่ จ.เมียวดี เมียนมา เนื่องจากมูลค่าการค้าของไทยที่ได้จากการค้าชายแดนในพื้นที่ จ.ตาก กับ จ.เมียวดี มีมูลค่าถึง 800,000 ล้านบาทต่อปี โดยมูลค่าการค้าเมื่อปี 2566 เหลือประมาณ 250,000 ล้านบาท แต่มูลค่าการค้าในปี 2567 อาจเหลือเพียงประมาณ 100,000 ล้านบาท ประเด็นสำคัญคือ หากสถานการณ์ในพื้นที่ จ.เมียวดี ยังไม่สามารถคลี่คลาย หรือรัฐบาลเมียนมาสูญเสียพื้นที่ไป หรือหากรัฐบาลเมียนมาขอปรับแผนการค้ามาใช้เส้นทางเรือแทน ก็ล้วนแต่จะส่งผลให้การค้าบริเวณชายแดนมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถกลับมาคึกคักได้เหมือนเก่า ภาพจาก https://www.indochinatravelpackages.com/ อ้างอิง thestandard. pptvhd36

ภัยแล้งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร

เศรษฐกิจภาคเกษตรได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภัยแล้ง ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปรากฏการณ์เอญนีโญ และปัญหาภัยแล้งที่มีมาตั้งแต่ปี 2566 ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรลดลง และผลผลิตออกมาไม่มีคุณภาพมากพอที่จะส่งออกขายได้ ทำให้เกษตรกรต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อให้สอดคล้องกับภาระต้นทุนจริง และพบว่าประชาชนบางส่วนเริ่มแสดงความคิดเห็นในเชิงเดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าทางการเกษตรแพงแล้วเช่นกัน โดยปัญหานี้คาดว่าจะส่งกระทบต่อการเกษตรต่อเนื่องไปสักระยะ แม้ว่าช่วงปลายปีจะเข้าสู่ภาวะลานีญาที่จะทำให้ปริมาณน้ำฝนมากกว่าปกติ แต่ก็คงไม่ทันต่อฤดูกาลเพาะปลูกในช่วงต้นปี

รถยนต์ไฟฟ้าแย่งตลาดรถยนต์สันดาป

รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาแย่งตลาดรถยนต์สันดาปซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยถึงมูลค่าอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปในไทยสามารถสร้างรายได้กว่า 1,600,000 ล้านบาทต่อปี และมีแรงงานทั้งระบบกว่า 1,000,000 คน แต่ปัจจุบันกำลังถูกกระแสรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาตีตลาดมากขึ้น จึงคาดว่าในช่วงระยะเวลา 10 ปี มูลค่าอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปจะเหลือเพียง 210,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมได้ ทั้งนี้ ภาครัฐจึงควรเร่งส่งเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีแรงงานจำนวนมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ให้สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้

ประชาชนสนใจใช้เงินดิจิทัลจับจ่าย

พฤติกรรมประชาชนเน้นใช้เงินดิจิทัลซื้อสินค้าที่ใช้ประจำและใช้จ่ายหมดอย่างรวดเร็ว ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคที่คาดว่าจะได้รับสิทธิตามโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ตในห้วง 12 พ.ย. – 12 ธ.ค. 66 (ก่อนประกาศเมื่อ 10 เม.ย. 67) พบความเห็นส่วนใหญ่มีความต้องการจะใช้จ่ายให้หมดภายในระยะเวลา 6 เดือน และจะลดการใช้จ่ายเงินส่วนตัวเพื่อไปลงทุนหรือเก็บออมแทน ขณะที่ร้านขายของชำจะเป็นกลุ่มหลักที่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ เนื่องจากเป็นที่ขายสินค้าอุปโภค/บริโภคหลักในชีวิตประจำวัน แต่ก็คาดว่าจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มร้านสะดวกซื้อนายทุนมากที่สุด นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ยังมองว่าการกำหนดพื้นที่ใช้จ่ายถือเป็นอุปสรรคหลักของการใช้จ่าย เนื่องจากอาจไม่มีร้านค้าที่เหมาะสมหรือตรงความต้องการของผู้บริโภค