จีนใช้กลยุทธ์แนวร่วมด้วยการเชิญอดีตนายพลไต้หวันหลายรายเข้าร่วมงานในจีน

สำนักข่าว CNA รายงานเมื่อ 13 มิ.ย.67 อ้างนาย Yen De-fa รัฐมนตรีกระทรวงการทหารผ่านศึกไต้หวันว่า คณะกรรมาธิการทหารกลางของจีนใช้กลยุทธ์สร้างแนวร่วม โดยสร้างความใกล้ชิดกับนายทหารระดับสูงของไต้หวันที่เกษียณอายุราชการแล้ว ด้วยการเชิญเข้าร่วมงานครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งสถาบัน Whampoa Military Academy แห่งแรกที่เมืองกว่างโจวใน 16 มิ.ย.67 โดยนาย Yen ระบุว่า ผู้ที่จะเดินทางไปร่วมงานถือเป็นการไปแบบส่วนตัว พร้อมกับเตือนไม่ให้ให้สัมภาษณ์หรือเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองใด ๆ รวมถึงระมัดระวังข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล นอกจากนี้ ยังขอให้ตระหนักถึงกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน มาตรา 9 วรรค 3 ที่ระบุห้ามบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งระดับ พล.ต.ขึ้นไป เข้าร่วมพิธีหรือกิจกรรมที่จัดโดยพรรคการเมือง หน่วยงานของรัฐบาลหรือหน่วยงานทางทหารของจีน ซึ่งอาจส่งผลต่อเกียรติภูมิแห่งชาติของไต้หวัน อาทิ การทำความเคารพธงชาติหรือเพลงชาติของจีน หากฝ่าฝืนอาจถูกระงับเงินบำนาญ และอาจถูกปรับตั้งแต่ 20,000-10 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน

ตร.ออสเตรเลียเตรียมรับมือการปะทะระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและต่อต้านรัฐบาลจีนขณะ นรม.จีนเยือนออสเตรเลีย

หนังสือพิมพ์ The Australian รายงานเมื่อ 12 มิ.ย.67 ว่า นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ของจีน จะเดินทางเยือนออสเตรเลีย ระหว่าง 15-18 มิ.ย.67 ที่นครแอดิเลด กรุงแคนเบอร์รา และนครเพิร์ท ตามลำดับ เพื่อพบหารือกับนายแอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำรัฐบาล และผู้บริหารธุรกิจในออสเตรเลีย ในประเด็นส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าของออสเตรเลียและจีน โดยเฉพาะการส่งออกแร่ธาตุที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นการเยือนออสเตรเลียครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีจีนในรอบ 7 ปี ด้านตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลียเตรียมพร้อมรับมือการปะทะที่อาจเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลจีนและกลุ่มต่อต้าน เนื่องจากมีรายงานเกี่ยวกับสมาคมชุมชนชาวจีนที่เชื่อมโยงกับองค์กร United Front Work Department เสนอให้สมาชิกในชุมชนเข้าร่วมการแสดงออกเพื่อสนับสนุนนายหลี่ขณะเยือนกรุงแคนเบอร์รา โดยจะออกค่าใช้จ่ายทั้งอาหาร ที่พัก และรถรับส่งให้ทั้งหมด ขณะที่นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนวางแผนชุมนุมบริเวณหน้าอาคารรัฐสภา เพื่อประท้วงนโยบายของจีนต่อชาวอุยกูร์ ชาวทิเบต ชาวฮ่องกง และชาวออสเตรเลียที่ถูกคุมขังในจีน  

สหรัฐฯ ประเมินว่าประเทศคู่ขัดแย้งจะใช้สื่อและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แทรกแซง

สำนักข่าว Bloomberg รายงานเมื่อ 13 มิ.ย.67 ว่า สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ (Office of the Director of National Intelligence-ODNI) ประเมินว่า ประเทศคู่ขัดแย้งสหรัฐฯ จะใช้สื่อและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิบัติการข่าวกรอง เพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ ใน พ.ย.67 ด้วยการจ้างสื่อมวลชนและบริษัทเอกชนให้ผลิตเนื้อหาข้อมูลที่บิดเบือนและชักจูงความคิดของชาวอเมริกันที่มีสิทธิลงคะแนนเสียง ตลอดจนโจมตีระบอบการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ทั้งนี้ ODNI จัดให้รัสเซียเป็นภัยคุกคามสำคัญ เพราะจะใช้ความแตกแยกในสังคมของสหรัฐฯ อาทิ การชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาที่สนับสนุนปาเลสไตน์ เป็นโอกาสในการลดทอนความน่าเชื่อถือของระบบประชาธิปไตย และบทบาทมหาอำนาจของสหรัฐฯ รวมทั้งส่งเสริมกระแสต่อต้านนโยบายสนับสนุนยูเครน ส่วนอิหร่านมุ่งใช้การโจมตีทางไซเบอร์ และปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้งภายในสหรัฐฯ ระหว่างการเลือกตั้ง ขณะที่จีนระมัดระวังในการปฏิบัติการทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อป้องกันการถูกกล่าวหาและโจมตีจากสหรัฐฯ ว่าแทรกแซงการเลือกตั้ง โดย Foreign Malign Influence Center ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ ODNI จะติดตามและประเมินการปฏิบัติการของต่างชาติที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลการเลือกตั้ง เพื่อแจ้งเตือนผู้ที่เป็นเป้าหมายของการปฏิบัติการ รวมทั้งสาธารณชนเกี่ยวกับภัยคุกคามดังกล่าว

หน่วยข่าวกรองไต้หวันยังคงตรวจสอบแรงจูงใจของชาวจีนที่ลักลอบขับเรือยนต์เล็กเข้าไต้หวัน

สำนักข่าว Taiwan News และสถานีวิทยุแห่งชาติไต้หวัน (Radio Taiwan International-RTI) รายงานเมื่อ 12 มิ.ย.67 อ้างนายไช่ หมิงเยี่ยน ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองไต้หวัน (National Security Bureau-NSB) ที่เข้าให้ข้อมูลต่อสภานิติบัญญัติไต้หวันในวันเดียวกัน กรณีอดีตทหารเรือจีนขับเรือยนต์เล็กรุกเข้าใกล้ปากแม่น้ำตั้นสุ่ยของไต้หวันเมื่อ 9 มิ.ย.67 ว่า NSB ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ถึงความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสายลับจีน เพราะยังไม่ได้ข้อสรุปถึงแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุ NSBยังระบุว่ามีชาวจีนลักลอบเข้าไปในไต้หวันหลายสิบกรณีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้ก่อเหตุเหล่านี้จะถูกสอบปากคำถึงแรงจูงใจและเส้นทางที่ใช้เดินทางเข้าไต้หวัน โดย NSB ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยการเปรียบเทียบกับเส้นทางการใช้งานโทรศัพท์ ทั้งนี้ NSB จะปรับปรุงข้อมูลเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมชายแดนและชายฝั่ง รวมถึงการประสานความร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองของมิตรประเทศ

กต.อินเดียแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของพลเมืองอินเดียในการสู้รบรัสเซีย-ยูเครน

กระทรวงการต่างประเทศอินเดีย แถลงเมื่อ 11 มิ.ย.67 แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของพลเมืองอินเดีย 2 ราย ที่ปฏิบัติงานอยู่ในกองทัพรัสเซีย ในพื้นที่สู้รบรัสเซีย-ยูเครน โดยทางกระทรวงอินเดียเรียกร้องต่อทางการรัสเซียให้ปล่อยตัวชาวอินเดียที่ยังประจำการในกองทัพรัสเซียและส่งกลับอินเดียโดยเร็ว พร้อมประสานขอรับร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศ และย้ำว่า การส่งพลเมืองอินเดียเข้าร่วมกับกองทัพรัสเซียมิใช่ความร่วมมือที่มีระหว่างกัน และขอให้ทางการรัสเซียหยุดรับชาวอินเดียเข้าปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพรัสเซีย ควบคู่กับเรียกร้องให้ชาวอินเดียใช้ความระมัดระวังในการพิจารณาโอกาสการทำงานในรัสเซีย

กัมพูชาเจรจาการส่งออกทุเรียนไปยังจีน

หนังสือพิมพ์ Khmer Times รายงานเมื่อ 12 มิ.ย.67 อ้างการเปิดเผยของนาย Khim Finan โฆษกกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงกัมพูชา ว่า กระทรวงฯ อยู่ระหว่างเจรจาเรื่องการส่งออกทุเรียนไปยังจีนซึ่งเป็นประเทศที่บริโภคทุเรียนรายใหญ่ นอกเหนือจากการเจรจาเรื่องการส่งออกสับปะรด และขนุน หลังจากจีนอนุญาตให้กัมพูชาส่งออกมะพร้าวสดได้ ปัจจุบันกัมพูชาอยู่ในขั้นการเจรจาเรื่องมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ทุเรียนกับจีนซึ่งน่าจะใช้เวลาหลายปี กัมพูชาจึงหาตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอื่น รวมถึงไทยและเวียดนามที่กัมพูชามี SPS และกัมพูชาส่งออกทุเรียนมายังไทยแล้ว สำหรับจังหวัดที่ปลูกทุเรียนมาก ได้แก่ พระตะบอง กัมปอต โพธิสัต กัมปงจาม ทบงคะมุม เกาะกง และรัตนคีรี

กลุ่มฮะมาสและกองกำลังในฉนวนกาซาตอบรับข้อตกลงหยุดยิง

สหรัฐฯ มีความคืบหน้าในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา โดนข้อตกลงหยุดยิง 3 ขั้นตอนที่ผู้นำสหรัฐฯ เสนอ ได้รับการยอมรับเป็นมติของสหประชาชาติเมื่อ 11 มิถุนายน 2567 จาก 14 ประเทศ และได้รับการตอบรับจากกลุ่มฮะมาส รวมทั้งกองกำลัง PIJ ที่เคลื่อนไหวในฉนวนกาซาแล้ว แม้จะยังไม่เห็นชอบหรือจะปฏิบัติตามในทันที แต่ระบุว่ากลุ่มจะร่วมมือเพื่อให้ข้อตกลงดังกล่าวบรรลุผล

Medical Hub เขตร้อน

ประเทศไทยประกาศนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) เพื่อเป็นศูนย์กลางการแพทย์ด้านการรักษาสุขภาพทั้งเชิงรับและเชิงรุก อุตสาหกรรมนี้น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประเทศ…… แต่!!…ไม่ใช่มีแค่ประเทศไทยเท่านั้นที่ตั้งเป้าหมายนี้ ยังมีประเทศแคนาดา อังกฤษ สเปน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น และอินเดีย

การจัดการกับชีวิตหลังและใกล้ความตาย: เรื่องควรเตรียมการในวันที่ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์และต่างชาติเริ่มจะล้นเมือง

            ความตายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากคิดถึง เพราะเมื่อเกิดขึ้นย่อมหมายถึงความสูญเสีย พลัดพราก และการจากลาอย่างถาวร รวมถึงเงินก้อนโตในกระเป๋าที่ต้องใช้สำหรับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งปัจจุบันทำได้ง่ายดาย รวดเร็ว ทั้งยังสวยงามตามความสามารถในการดีไซน์และทุนทรัพย์ของเจ้าภาพ  ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ พวงหรีด และของชำร่วยเพื่อเป็นที่ระลึกถึงผู้วายชนม์ จึงไม่แปลกที่บริการจัดงานศพและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจะเฟื่องฟู …และจะยิ่งเติบโตในห้วงที่ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) และกลายเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในราวปี 2573 เนื่องจากเมื่อคิดเผิน ๆ ตามช่วงอายุก็อาจตีความได้ว่าอายุที่มากขึ้น..ย่อมหมายถึงมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเสียชีวิต ไม่เพียงโครงสร้างประชากรของไทยที่เปลี่ยนไปจะเป็นโอกาสให้ธุรกิจการจัดงานศพครบวงจรขยายตัว แต่ธุรกิจดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นขนาดย่อย ขนาดย่อม และขนาดกลาง (Micro, Small and Medium Enterprise – MSME) ยังน่าจะได้รับผลพลอยได้จากจำนวนคนต่างชาติที่เข้ามาในไทยเพิ่มขึ้นตามนโยบายดึงดูดคนต่างชาติของรัฐบาล ทั้งผู้ที่เข้ามาอยู่ในระยะสั้นเพื่อท่องเที่ยว ติดต่อธุรกิจ หรือทำงาน โดยได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราที่สามารถพำนักในไทยได้ไม่เกิน 60 วัน หรือผู้ที่ประสงค์จะพำนักในไทยระยะยาว เพื่อทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน (Workcation) ทั้งกลุ่มที่มีทักษะสูง (High-skilled/Talent Labors) กลุ่มทำงานทางไกลและกลุ่มอาชีพอิสระ…