สื่ออิหร่านประเมินว่า สนญ. Mossad ในกรุงเทลอาวีฟเป็นเป้าหมายหลักในการโจมตีตอบโต้ของอิหร่าน

สำนักข่าว Press TV ของอิหร่าน เผยแพร่บทความเมื่อ 13 ส.ค.67 โดยประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ระหว่างอิหร่านและอิสราเอลว่าสำนักงานใหญ่ของหน่วยข่าวกรองของอิสราเอล (Mossad) ในกรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล มีแนวโน้มสูงที่จะตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีตอบโต้ของอิหร่าน เนื่องจากอิหร่านเชื่อว่า Mossad มีบทบาทสำคัญในการลอบสังหารนาย Ismail Haniyeh ผู้นำฝ่ายการเมืองของกลุ่มฮะมาสและนาย Fuad Shukr ผู้บัญชาการทหารระดับสูงสุดของกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ โดยอ้างว่า เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองและความมั่นคง 4 แห่งในกรุงเทลอาวีฟได้อพยพออกจากพื้นที่แล้วตั้งแต่ 8 ส.ค.67 เนื่องจากกังวลว่าจะถูกโจมตีตอบโต้จากอิหร่าน นอกจากนี้ รายงานยังประเมินว่ากองบัญชาการและฐานทัพทหารอย่างน้อย 3 แห่งที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองของกรุงเทลอาวีฟ มีแนวโน้มจะตกเป็นเป้าหมายโจมตีของอิหร่านเช่นกัน เช่น กองบัญชาการหน่วยข่าวกรองทางทหาร 8200 ตั้งอยู่ทางตอนเหนือใกล้กับเมือง Herzliya ฐานทัพอากาศ Palmachim รวมถึงฐานทัพอากาศ Tel Nof และ Sdot Micha

รัฐบาลเวียดนามขอให้เอกชนตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนส่งออกอาหารไปยังสิงคโปร์

สำนักข่าว Biz Hub รายงานเมื่อ 14 ส.ค.67 อ้างประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม เมื่อ 13 ส.ค.67 ขอให้บริษัทเอกชนผู้ผลิตและส่งออกอาหารของเวียดนาม ยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพสินค้า ติดตาม และปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารของสิงคโปร์ เพื่อให้การส่งออกสินค้าเวียดนามไปยังสิงคโปร์ราบรื่น ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเมื่อต้น ส.ค.67 สำนักงานอาหารแห่งชาติสิงคโปร์ (Singapore Food Agency-SFA) ตรวจพบสารไซบูทรามีน (Sibutramine สารควบคุมที่ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ในสิงคโปร์ตั้งแต่ปี 2549 เพราะมีผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด) ในผลิตภัณฑ์กาแฟที่ผลิตจากมาเลเซีย และอีกหลายประเทศ พร้อมเตือนชาวสิงคโปร์ไม่ซื้อสินค้าและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนสารดังกล่าว

ฟิลิปปินส์อาจพิจารณาทบทวนข้อตกลงกับจีนเกี่ยวกับปฏิบัติการส่งเสบียงในทะเลจีนใต้

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 13 ส.ค.67 อ้างถ้อยแถลงของนางเทเรซา ลาซาโร ปลัดกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ว่า ฟิลิปปินส์อาจพิจารณาทบทวนข้อตกลงกับจีนเกี่ยวกับการส่งเสบียงและหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ที่ประจำการที่สันดอนโทมัสที่ 2 ในทะเลจีนใต้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลง เมื่อ 21 ก.ค.67 โดยย้ำว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้เฉพาะบริเวณแนวสันดอนโทมัสที่ 2 เท่านั้น ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นภายหลังกรณีเครื่องบินของจีนจำนวน 2 ลำ ทิ้งพลุสัญญาณขัดขวางเครื่องบินของฟิลิปปินส์ บริเวณเหนือแนวสันดอนสการ์โบโรห์ในทะเลจีนใต้ เมื่อ 8 ส.ค.67

รมว.กต.จีนจะเยือนเมียนมาและไทยระหว่าง 14-17 ส.ค.67

หนังสือพิมพ์ Global Times รายงานเมื่อ 13 ส.ค.67 ว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน จะเยือนเมียนมาและไทยระหว่าง 14-17 ส.ค.67 โดยเป้าหมายการเยือนเมียนมาเพื่อกระชับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เสริมสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-เมียนมาที่มีอนาคตร่วมกัน ส่วนที่ไทย นายหวัง อี้ จะเป็นประธานการประชุมกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation-LMC) ครั้งที่ 9 ร่วมกับนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทยใน 16 ส.ค.67 ที่เชียงใหม่ ซึ่งจีนคาดหวังที่จะทำงานร่วมกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อพิจารณาความคืบหน้าของความร่วมมือ ทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมา และวางแผนขั้นต่อไปเพื่อขับเคลื่อนกรอบ LMC ขณะเดียวกันจีนจะเข้าร่วมการหารืออย่างไม่เป็นทางการ (Informal Discussion) ระหว่างจีน ลาว เมียนมา และไทย ซึ่งจัดขึ้นนอกรอบการประชุม LMC ตามคำเชิญของฝ่ายไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค ร่วมกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และประเด็นอื่น ๆ

รองประธานาธิบดีเวียดนามเฝ้ารับเสด็จฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ ระหว่างเสด็จฯ เยือนเวียดนาม

สำนักข่าว Vietnam Plus รายงานเมื่อ 13 ส.ค.67 ว่าสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือนเวียดนาม ระหว่าง 13-15 ส.ค.67 เพื่อทรงติดตามความก้าวหน้าโครงการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในเวียดนามตามพระราชดำริตั้งแต่ปี 2549 โดยมีนางหวอ ถิ อั๊ญ ซวน รองประธานาธิบดี เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จเมื่อ 13 ส.ค.67 ทั้งนี้ นางหวอ ถิ อั๊ญ ซวน กราบบังคมทูลว่า ราชวงศ์ไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศทั้งในระดับภูมิภาคและโลก และเวียดนามพร้อมจะร่วมมือกับไทยในทุกมิติเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน พร้อมกับซาบซึ้งที่ทรงมีพระเมตตาช่วยพัฒนาการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนเวียดนาม

กรณีทุนจีนขยายการลงทุนในหลายธุรกิจในไทย

จากการติดตามรายงานข่าวสารของสื่อมวลชน และความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดียพบว่า กรณีทุนจีนขยายการลงทุนในหลายธุรกิจในไทย เช่น การดำเนินธุรกิจในไทยของ “Temu” แอปพลิเคชันซื้อขายสินค้าของจีน กรณีร้านค้าปลีก/มินิมาร์ท จีนเปิดให้บริการในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น กรณีโครงการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ราคาสูงเพื่อคนจีน กรณีโรงงานเหล็กของไทยปิดกิจการ เพราะโรงงานเหล็กของจีนเข้ามาทุ่มตลาด โดยประเด็นที่ได้รับความสนใจจากภาคส่วนต่าง ๆ คือ การเข้ามาทำธุรกิจของทุนจีน ที่เป็นแบบทุ่มตลาด ขายตัดราคา และดำเนินธุรกิจเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จนทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถแข่งขันได้ และกำลังแสดงปัญหาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดีย และเริ่มกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์/แสดงความไม่พอใจ ภาครัฐที่ไม่มีมาตรการควบคุมทุนจีนในไทยอย่างจริงจัง ไม่มีแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย

สถานการณ์ธารน้ำแข็งละลายส่งผลให้โลกเผชิญความเสี่ยงเกิดอุทกภัยที่รุนแรงขึ้น

ประชาชน สื่อมวลชน และกลุ่มนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมให้ความสนใจกรณีมีภาพไวรัลบนโซเชียลมีเดีย แสดงถึงปรากฏการณ์ธารน้ำแข็งของเทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์มีสภาพน้ำแข็งละลายจนมองเห็นพื้นผิวของภูเขาอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในห้วงเวลา 15 ปี และได้ถูกนำมาเป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและกระทบกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันคือ ทำให้ประเทศที่มีธารน้ำแข็งเกิดภาวะน้ำท่วมแบบฉับพลัน และระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น

กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใน จชต. พยายามสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่

กรณีเกิดเหตุลอบปาระเบิดแสวงเครื่องแบบไปป์บอมบ์จำนวน 4 ลูก (ทำงาน 2 ลูก ขัดข้อง 2 ลูก) ที่จุดด่านตรวจทหารพราน บ้านบาตู ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อช่วงกลางคืนวันที่ 12 ส.ค. 67 นั้น จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าคนร้ายมีจำนวน 2 คน โดยแฝงตัวปะปนเข้ามากับประชาชนที่เดินผ่านด่านตรวจ จากนั้นได้ขว้างระเบิดและอาศัยความชุลมุนหลบหนีไป ซึ่งจากการแสดงความเห็นของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นักการเมือง และกลุ่มประชาชนทั่วไป ต่างมองว่าพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายครั้งนี้มีความอุกอาจเป็นอย่างมาก เพราะก่อเหตุในแหล่งชุมชนที่มีการจัดตลาดนัดและมีคนสัญจรผ่านไปมา จึงเห็นว่ากลุ่มคนร้ายอาจมีเป้าหมายแอบแฝงในการก่อเหตุด้วยเช่นกัน อาทิ อาจต้องการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ให้ดูมีความตึงเครียดมากขึ้น และมุ่งหวังให้ประชาชนเกิดความกลัวจนกดดันให้ฝ่ายความมั่นคงต้องย้ายด่านตรวจให้ออกห่างจากชุมชนด้วย

จุดเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบังกลาเทศ ครั้งประวัติศาสตร์!

   การเมืองประเทศเอเชียกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จุดพลิกที่สำคัญเกิดที่ “บังกลาเทศ” เมื่อการประท้วงกดดันให้ผู้นำลาออกจากตำแหน่งและต้องลี้ภัย!! Podcast ตอนนี้สรุปให้ว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร และการเมืองบังกลาเทศจะไปในทิศทางไหน? ร่วมแชร์ความเห็นกันได้เลยครับ #การเมือง #บังกลาเทศ #นายกรัฐมนตรี #เอเชียใต้