อียิปต์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกลุ่ม D-8

ประธานาธิบดีอับดุลฟัตตาห์ อัซซีซี ของอียิปต์ ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำประเทศสมาชิกความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมุสลิมกำลังพัฒนา หรือ D-8 (ประกอบด้วยอียิปต์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปากีสถาน อิหร่าน บังกลาเทศ ตุรกี และไนจีเรีย) กล่าวเปิดการประชุม ที่เมือง New Administrative Capital อียิปต์ เมื่อ 19 ธ.ค.67 ย้ำความสำคัญของหัวข้อการประชุมที่เน้นการลงทุนในเยาวชนและการส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนประเทศกำลังพัฒนา ตลอดจนการสร้างความร่วมมือที่พร้อมรับความท้าทายร่วมกัน ที่ประชุมยังได้รับรองอาเซอร์ไบจานเป็นสมาชิกถาวร และเรียกร้องการยุติความรุนแรงในเลบานอนและซีเรียที่กระทบต่อความมั่นคงเศรษฐกิจของภูมิภาคและโลก สำหรับประธานกลุ่ม D-8 ปี 2568 ได้แก่ อินโดนีเซีย

ญี่ปุ่นมีแผนพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลและขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงในปีงบประมาณ 2568

นสพ. Mainichi Shimbun รายงานเมื่อ 18 ธ.ค.67 อ้างแหล่งข่าวในญี่ปุ่นเมื่อ 17 ธ.ค.67 ว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 (1 เม.ย.68-31 มี.ค.69) จำนวน 19,800 ล้านเยน (ประมาณ 4,355 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาและผลิตขีปนาวุธพิสัยไกล ในจำนวนนี้ใช้สำหรับพัฒนาขีปนาวุธแบบติดตั้งบนเรือ 16,800 ล้านเยน และแบบติดตั้งบนเรือดำน้ำ 3,000 ล้านเยน นอกจากนี้ จะจัดสรรงบประมาณอีกจำนวน 239,100 ล้านเยน (ประมาณ 52,535 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาและผลิตขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง โดยตั้งเป้าหมายให้มีความเร็วมากกว่า 5 มัค (ประมาณ 6,200 กม./ชม.) ทั้งนี้ การพัฒนาขีปนาวุธดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy-NSS) ฉบับใหม่ ที่ญี่ปุ่นประกาศใช้เมื่อ ธ.ค.65

จีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดสร้างวาทกรรมโจมตีการพัฒนากองทัพของจีน

นสพ.Global Times รายงานอ้างนายหลิน เจี้ยน โฆษก กต.จีน เมื่อ 19 ธ.ค.67 ในการตอบคำถามผู้สื่อข่าว AFP โดยไม่พอใจรายงานของกห.สหรัฐฯ เรื่อง Military and Security development involving the PRC ที่เผยแพร่เมื่อ 18 ธ.ค.67 เกี่ยวกับแผนพัฒนากองทัพและพัฒนาการด้านความมั่งคงของทางการจีน โดยเห็นว่า รายงานดังกล่าวคล้ายกับรายงานครั้งก่อน ซึ่งมีความจริงเพียงเล็กน้อย และเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพสิทธิของจีนในการพัฒนากองทัพเพื่อรักษาอำนาจอธิปไตย ยุติสร้างภาวะสงครามเย็น และเผยแพร่วิธีคิดแบบชี้นำต่อยุทธศาสตร์การพัฒนากองทัพของจีน รวมทั้งยุติการเผยแพร่รายงานที่ไม่มีความรับผิดชอบ เพราะอาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน

ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เมื่อ 18 ธ.ค.67 ว่า มีมติ 11 ต่อ 1 เสียง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ร้อยละ 0.25 สู่ระดับร้อยละ 4.25 – 4.50 ซึ่งเป็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ 3 ติดต่อกัน เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในอัตราเป้าหมายร้อยละ 2  พร้อมประเมินว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงขยายตัวอย่างมั่นคง  อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงสูง  อย่างไรก็ดี แนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน   Fed ส่งสัญญาณจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 อีก  2 ครั้ง รวมร้อยละ 0.5 ในปี 2568

รมว.กต.มาเลเซียเข้าร่วมประชุมในประเด็นเมียนมาซึ่งจัดขึ้นที่ กทม.

กต.มาเลเซีย ออกแถลงการณ์เมื่อ 20 ธ.ค.67 ว่า ดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน รมว.กต.มาเลเซียจะเข้าร่วมการประชุมแก้ไขปัญหาเมียนมาผ่านกลไกผู้ประสานงานอาเซียน (ASEAN Troika) ที่ประกอบด้วย อินโดนีเซีย (ประธานอาเซียนปี 2566) ลาว (ประธานอาเซียนปี 2567) และมาเลเซีย (ประธานอาเซียนปี 2568)   การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการประสานงานและความร่วมมือระหว่างกลุ่มผู้ประสานงานในการปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อ รวมถึงทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา โดยมาเลเซียจะนำเสนอแนวทางแก้ไขข้อขัดแย้งในเมียนมาในฐานะประธานอาเซียนในปี 2568 ต่อที่ประชุมด้วย

ส่องโลกข้ามปี เรื่องราวสำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในรอบปี 2567

ยุบพรรคก้าวไกล ได้นายกหญิงคนใหม่
ปี 2567 มีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ทางการเมืองและยุบพรรคก้าวไกล ทำเอาบรรดาเอฟซีด้อมส้มทั้งหลายผิดหวังไปตามๆ กันแต่พวกเขายืนยันจะสนับสนุนพรรคสีส้มต่อไป ดังนั้นถ้านายกรัฐมนตรียุบสภาวันนี้พรรคประชาชนซึ่งเป็นร่างใหม่ของพรรคส้มก็คงได้รับคะแนนมาเป็นอันดับ 1 เหมือนเดิมแต่บทเรียนสอนแล้วว่าแม้ชนะในสนามรบแต่ไม่ชนะศึกคือเป็นพรรคอันดับ 1 แต่ต้องกลายเป็นฝ่ายค้านแทนที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีกลับได้เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ในขณะที่พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่พร้อมแม้ได้เป็นรัฐบาลมาหนึ่งปีแต่หาผลงานที่จับต้องได้มิได้คงมีแต่การซีเคียวการกลับบ้านของผู้นำจิตวิญญานให้อยู่รอดปลอดภัยเท่านั้นที่เป็นผลงานเด่น

ปี 2567 กำลังจะผ่านพ้น มาทบทวนเหตุการณ์ที่สำคัญของโลกและในประเทศไทยของเราแล้วชวนกันมองไปข้างหน้าว่าปีใหม่ 2568 อะไรจะมีผลกระทบกับเราบ้าง ควรจะรับมือกันอย่างไร?

ทรัมพ์กลับมาเป็นผู้นำสหรัฐ
ผลการเลือกตั้งสหรัฐเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปรากฏว่าโดนัลด์ ทรัมพ์ ได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งและเป็นการชนะคู่แข่งจากเดโมเครตอย่างขาดลอย สะท้อนว่าคนอเมริกันยุคนี้ คิดถึงปากท้องตนเองมากกว่าอุดมคติเหมือนอย่างในอดีตจึงไม่เห็นด้วยกับการเอาภาษีประชาชนไปสนับสนุนยูเครนต่อสู้กับรัสเซียแต่ใช่ว่าความขัดแย้งจะหมดไป อเมริกันยุคทรัพม์จะยังสนับสนุนอิสราเอลทำสงครามกวาดล้างศัตรูอย่างอิหร่านและพวกอย่างฮามาส ฮิซบอลล่าห์ ซีเรียสายอำนาจเก่า และกบฏฮูตีในเยเมนต่อไป รวมทั้งอเมริกันจะเพิ่มความเข้มข้นในการทำสงครามการค้ากับจีน ดังนั้นขอให้เชื่อเถอะว่าเกิดเป็นอเมริกันชนเดินไปทางไหนก็ยังมีโจทย์เพียบเหมือนเดิม

การส่งสัญญาณปรับนโยบายการลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ของว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ ส่งผลต่อไต้หวัน

ว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าอาจทบทวนงบประมาณและนโยบายส่งเสริมการลงทุนในด้านอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ เพื่อดึงการลงทุนกลับประเทศมากขึ้น นโยบายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวัน ซึ่งไต้หวันได้ประโยชน์จากรัฐบัญญัติส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ (CHIPS and Science Act) ที่เริ่มใช้เมื่อปี 2565 อย่างไรก็ตาม ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ เคยแสดงความเห็นว่าความร่วมมือกับไต้หวันทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบ

อิสราเอลยังไม่หยุดโจมตีฉนวนกาซาและเยเมนขณะที่องค์กรด้านมนุษยธรรมเพิ่มแรงกดดันอิสราเอล

นานาชาติวิตกว่าความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะรุนแรงขึ้น จากกรณีกองทัพอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อฉนวนกาซา และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในเยเมน เมื่อ 19 ธ.ค.67 ได้แก่ โรงงานผลิตไฟฟ้า ท่าเรือ และโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อปราบปรามกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ที่เป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล ซึ่งปฏิบัติการในเยเมนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 รายด้วย ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮูษีในเยเมนประกาศว่ายิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอล เพื่อกดดันให้ยุติสงครามในฉนวนกาซา