เวียดนามจะจัดซื้อปืนใหญ่อัตตาจรจากเกาหลีใต้

คริ เว็บไซต์ Asian Military Review รายงานเมื่อ 23 ม.ค.68 ว่า เวียดนามมีแผนจะจัดซื้อปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน แบบ K9 (Self-Propelled Howitzer-K9 SPH) ขนาด 155 มม. จำนวน 20 กระบอก มูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัท Hanwha Aerospace ของเกาหลีใต้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือ หากจัดซื้อได้สำเร็จ จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของเวียดนาม ทั้งยังกระชับความร่วมมือทางทหารกับเกาหลีใต้ รวมทั้งจะทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. และประเทศที่ 11 ของโลก ที่ติดตั้ง K9 SPH นอกเหนือจากออสเตรเลีย อียิปต์ เอสโตเนีย ฟินแลนด์ อินเดีย นอร์เวย์ โปแลนด์ โรมาเนีย และตุรกี

ภาคเอกชนสหรัฐฯ ในจีนห่วงกังวลมากขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศหลังประธานาธิบดีทรัมป์รับตำแหน่ง

นสพ. South China Morning Post รายงานเมื่อ 23 ม.ค.68 อ้างผลการสำรวจประจำปีของหอการค้าอเมริกันในจีน (American Chamber of Commerce-AMCHAM) ระหว่าง 21 ต.ค.-15 พ.ย.67 ว่า บริษัทของสหรัฐฯ ในจีนร้อยละ 51 ที่เป็นสมาชิก AMCHAM ทั้งหมด 368 บริษัท กังวลเพิ่มขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่จะเสื่อมทรามลงหลังการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จำนวนบริษัทดังกล่าว เป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 5 ปี นอกจากนี้ สัดส่วนของบริษัทที่มองว่าจีนไม่ใช่พื้นที่ที่น่าสนใจเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 ในช่วงก่อนการระบาดของ COVID-19 เป็นร้อยละ 21 ขณะที่บริษัทที่มีความคิดจะย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11 เป็นร้อยละ 17 เหตุผลหลักมาจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลต่อความไม่แน่นอนด้านนโยบาย มาตรการของสหรัฐฯ ที่จะขึ้นภาษีสินค้าส่งออกจากจีน และต้นทุนค่าแรงในจีนสูงขึ้น โดยปลายทางการลงทุนที่ได้รับความสนใจเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย เช่น อินเดีย เวียดนาม ไทย รวมถึงย้ายกลับสหรัฐฯ

เสนาธิการกองกำลังป้องกันอิสราเอลจะลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีจากกลุ่มฮะมาส

พล.ท. Herzi Halevi เสนาธิการ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (Israel Defense Forces-IDF) แถลงเมื่อ 21 ม.ค.68 ว่า จะลาออกจากตำแหน่งใน 6 มี.ค.68 เพื่อรับผิดชอบต่อกรณีที่ IDF ไม่สามารถปกป้องประเทศและพลเมืองอิสราเอลจากเหตุโจมตีของกลุ่มฮะมาสเมื่อ 7 ต.ค.66 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และถูกจับเป็นตัวประกันเป็นจำนวนมาก พร้อมให้คำมั่นว่าจะมีการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างจริงจังและโปร่งใสเพื่อนำเสนอต่อ รมว.กห.อิสราเอล และจะเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณชนเท่าที่เป็นไปได้ นอกจากนี้ จะเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของกองทัพให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามในอนาคต อย่างไรก็ดี ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอิสราเอลจะแต่งตั้งบุคคลใดเป็นเสนาธิการ IDF คนใหม่ ทั้งนี้ พล.ต. Yaron Finkelman ผบ.กกล.กำลังภาคใต้ (Southern Command) ของอิสราเอล ประกาศว่า จะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีของกลุ่มฮะมาสเมื่อ ต.ค.66 เช่นกัน

เมียนมาขอให้ประเทศเพื่อนบ้านร่วมปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติตามแนวชายแดน

สนข. Irrawaddy รายงานเมื่อ 21 ม.ค.68 อ้างแถลงของรัฐบาลเมียนมา เมื่อ 20 ม.ค.68 ว่า รัฐบาลเมียนมาจับกุมและส่งตัวชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์กลับประเทศได้ 55,711 คน เป็นชาวจีนกว่า 53,000 คน โดยรัฐบาลยอมรับว่า ขาดการควบคุมในพื้นที่แหล่งอาชญากรรมจากความไร้เสถียรภาพในพื้นที่ และมีองค์กรชาติพันธุ์ติดอาวุธ (Ethnic Armed Organisations-EAOs) รวมถึงกองกำลังที่เข้าร่วมลงนามข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (Nationwide Ceasefire Agreement-NCA) เข้ามาเกี่ยวข้องในพื้นที่ พร้อมขอให้ประเทศเพื่อนบ้านมีส่วนร่วมในการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์และการพนันออนไลน์ เพราะกลุ่มอาชญากรรมใช้ไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตจากประเทศเพื่อนบ้านในการดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย ขณะที่รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government-NUG) สหภาพแห่งชนชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union-KNU) ออกแถลงการณ์ร่วมว่า ทหารเมียนมา กองกำลัง BGF และกลุ่มพันธมิตรที่สนับสนุนรัฐบาลเมียนมาเป็นผู้ที่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้กลุ่มอาชญากรรมตามแนวชายแดน และเรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน อินเดีย บังกลาเทศ ลาว และไทย ร่วมมือกันสร้างช่องทางการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยทางกลุ่มพร้อมที่จะร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศต่อสู้กับอาชญากรรมทางออนไลน์

กัมพูชาและจีนจะจัดการฝึกร่วมทางทหารภายใต้รหัส Golden Dragon ประจำปี 2568

สนข. Fresh News อ้างการเปิดเผยของโฆษก กห.กัมพูชา เมื่อ 23 ม.ค.68 ว่า พล.อ.เอ็ด ซารัด รอง ผบ.ทสส.และเสธ.ร่วมกองทัพแห่งชาติกัมพูชา และนายทหารระดับสูงกัมพูชา พบหารือกับผู้แทนกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army-PLA) ซึ่งเยือนกัมพูชาเมื่อ 19 ม.ค.68 เพื่อทบทวนและหารือเกี่ยวกับการจัดฝึกร่วมทหารระหว่างกัมพูชากับจีน ภายใต้รหัส Golden Dragon ประจำปี 2568 โดยทั้งสองฝ่ายจะยังคงจัดฝึกร่วมทางทหารทั้งทางบกและทางทะเล มุ่งเน้นปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่จะมีรูปแบบ กำลังพล และเครื่องมือทันสมัยมากกว่าการฝึกร่วมครั้งที่ผ่านมา ทั้งนี้ กัมพูชาและจีนจัดการฝึกร่วมทางทหาร ภายใต้รหัส Golden Dragon แล้ว 6 ครั้ง ครั้งล่าสุดที่ จ.พระสีหนุ และ จ.กัมปงชนัง ระหว่าง 16-30 พ.ค.67

กัมพูชาและญี่ปุ่นลงนามความร่วมมือว่าด้วยญี่ปุ่นจะให้เงินช่วยเหลือกัมพูชา

กต.กัมพูชา เผยแพร่ข่าวสารนิเทศเมื่อ 23 ม.ค.68 ว่า ในวันเดียวกัน นายปร๊ะ สุคน รอง นรม.และ รมว.กต.กัมพูชา กับนาย Ueno Atsushi ออท.ญี่ปุ่นประจำกัมพูชา ลงนามหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยรัฐบาลญี่ปุ่นจะให้เงินช่วยเหลือจำนวน 750 ล้านเยน (ประมาณ 5.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อใช้ปรับปรุงการประมวลผลของ กกต.กัมพูชา ด้วยการจัดหาเครื่องมือสนับสนุนการลงทะเบียนและจัดการข้อมูลผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ทดแทนระบบเดิมที่รัฐบาลญี่ปุ่นจัดหาให้แก่กัมพูชาเมื่อปี 2559 ซึ่งนายปร๊ะ สุคน กล่าวขอบคุณและว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในกัมพูชามากที่สุด

มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้สู่ความภาคภูมิใจที่สัมผัสได้

คงจะไม่ช้าเกินไปนักกับการแสดงความยินดีกับคนไทยทุกคน ที่ “ต้มยำกุ้ง” และ “เคบายา” ถูกคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intergovernmental Committee for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage: ICS-ICH) ครั้งที่ 19 รับร้องให้ขึ้นทั้งสองอย่างขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible Cultural Heritage) จากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ไปเมื่อธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ก่อนอื่นเรามารู้จักกันก่อนดีกว่าว่า “มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” คืออะไร เชื่อว่าหลายคนจะคุ้นชินกับคำว่ามรดกโลก ของ UNESCO กันอยู่แล้วทั้งมรดกโลกทางวัฒนธรรม และมรดกโลกทางธรรมชาติ อาจจะจำ ง่าย ๆ ว่า มรดกโลกจะไม่มีการเคลื่อนที่ไปที่ไหน ส่วนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ หรือ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กรมศิลปากรของเราให้ความหมายว่า “เป็นมรดกวัฒนธรรมประเภทที่จับต้องมองเห็นไม่ได้เหมือนกับมรดกที่เป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ” สามารถจำแนะตามเกณฑ์ของ UNESCO ได้ 5 ประเภท คือ…

จีน เมียนมา และไทยบรรลุฉันทามติร่วมกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สพ. Global Times รายงานเมื่อ 21 ม.ค.68 ว่า จีน เมียนมา และไทย บรรลุฉันทามติในการปราบปรามศูนย์ฉ้อโกงทางโทรคมนาคม หรือคอลเซ็นเตอร์ในเมืองเมียวดี เมียนมา ในห้วงการประชุม จนท.อาวุโสของกลุ่มประเทศสมาชิกล้านช้าง-แม่โขง 6 ประเทศ ที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน โดยเห็นพ้องกระชับความร่วมมือภายใต้กรอบการบังคับใช้กฎหมายและกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคง อาทิ เพิ่มการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง การปฏิบัติการร่วม การเสริมสร้างขีดความสามารถ การประสานและการสื่อสารเพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉิน ร่วมกันทำงานเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ด้านศูนย์ความร่วมมือและบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Integrated Law Enforcement and Security Cooperation Center-LMLECC) เปิดเผยว่า ปฏิบัติการร่วมในการบังคับใช้กฎหมายระหว่าง 6 ประเทศสมาชิกในห้วง ส.ค.- ธ.ค.67 มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม 70,000 คน และมีเหยื่อที่ได้รับการช่วยเหลือมากกว่า 160 คน