ไทยเสนอแนวทางใช้หารือกับสหรัฐฯ : สะเทือนส่งออก 9 แสนล้านบาท

หลายภาคส่วนในไทยได้มีการหารือ และเสนอแนวทางการรับมือกับการประกาศภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีให้ข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางการเจรจากับสหรัฐฯ ว่าเป้าหมายของสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มภาษี ได้แก่ 1) ลดการถูกเอาเปรียบจากการขาดดุลทางการค้า และสร้างสมดุลทางการค้าให้กับสหรัฐฯ 2) นำรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเก็บภาษี ไปลดภาระการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ และ 3) ดึงผู้ประกอบการและกลุ่มบริษัทของสหรัฐฯ ให้ย้ายฐานการผลิตกลับไปสหรัฐฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ทั้งก่อนและหลังการการประกาศภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งขอหยิบยกข้อประเมินของนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ที่ได้ระดมสมองหามาตรการรับมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ ซึ่งมูลค่าเสียหายจากการขึ้นภาษีดังกล่าว คาดว่าประมาณ  800,000-900,000 ล้านบาท กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหาร พลาสติก และเคมีภัณฑ์ ซึ่งอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าไทยในสหรัฐฯ เสียเปรียบคู่แข่ง ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า อาจได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและกัมพูชา ถูกเก็บภาษีสูงกว่า ทำให้สินค้าไทยแข่งขันในตลาดสหรัฐได้ดีขึ้น นายเกรียงไกร ประธาน ส.อ.ท.ได้เสนอมาตรการและหนทางที่จะหารือกับสหรัฐ เช่น 1) เจรจาสร้างความสมดุลการค้า ทั้งการนำเข้า และส่งออก เช่น นำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพื่อมาแปรรูป และส่งออกให้มากขึ้น…

เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากจากนโยบายขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

เศรษฐกิจโลกในปี 2568 จากที่ไม่ค่อยสดใสอยู่แล้ว มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงไปอีก จากผลกระทบของการขึ้นนโยบายภาษีตอบโต้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อ 2 เมษายน 2568 แม้สหรัฐฯ จะเลื่อนการตอบโต้ทางภาษีออกไปอีก 90 วันขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลง หรืออาจเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ราคาแพงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ และส่งผลให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวอเมริกันที่คิดเป็นร้อยละ 70 ของ GDP ของประเทศอ่อนแอลง  อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF หรือสถาบันการเงินชั้นนำก็ยังเชื่อว่ามาตรการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะไม่ทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2568  เข้าสู่ภาวะถดถอย Kristalina Georgieva กรรมการจัดการของ IMF เตือนการขึ้นภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าหลีกเลี่ยงที่ทำให้เกิดสงครามการค้า และหาทางออกร่วมกัน ส่วนการประเมินผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลกนั้น IMF กำลังประเมินอยู่ และจะเผยแพร่รายงานที่จัดทำร่วมกับธนาคารโลกในภาพรวมในการประชุมเดือนเมษายน 2568 นี้ แต่ยืนยันว่าส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี น่าจะยังไม่ทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอันใกล้นี้ แต่ชะลอตัวลงจากที่คาดไว้ที่ร้อยละ 3.3 แน่นอน…

EU ขอให้จีน ช่วยป้องกันสินค้าจีนไหลเข้ายุโรปหลังทรัมป์ตั้งกำแพงภาษี

สนข.Politico EU รายงานเมื่อ 8 เม.ย.68 ว่าสหภาพยุโรป (EU) ขอความช่วยเหลือจากจีนในการป้องกันไม่ให้สินค้าจีนที่ถูกมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ข้าสู่ตลาดยุโรป โดยประธานคณะกรรมาธิการยุโรป นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายหลี่ เฉียง นรม.จีน เมื่อ 7 เม.ย.68 เกี่ยวกับการติดตามและจัดการการเบี่ยงเบนทางการค้า เฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากกำลังการผลิตส่วนเกินทั่วโลก เนื่องจากจีนยืนยันจะต่อต้านมาตรการภาษีของสหรัฐฯ  จึงอาจส่งผลให้ EU ต้องเผชิญกับสงครามการค้าที่รุนแรงยิ่งขึ้นด้วย ทั้งนี้ EU ตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามความคืบหน้า และหากจำเป็น จะมีการใช้มาตรการปกป้องการค้าผ่านการเรียกเก็บภาษีพิเศษ เพื่อปกป้องผู้ผลิตและธุรกิจภายในยุโรป แม้ EU และจีนจะมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ตึงเครียด แต่ EU ยังเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่ายในการรักษาระบบการค้าโลกที่เป็นธรรม โดยการประชุมสุดยอดเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง EU กับจีน อาจเกิดขึ้นห้วง ก.ค.68

น้องสาวผู้นำเกาหลีเหนือย้ำจุดยืนของประเทศในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

นสพ.โคเรียเฮรัลด์ของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 9 เม.ย.68 อ้างสื่อทางการของเกาหลีเหนือว่า น.ส.คิม ยอ-จ็อง น้องสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์ประณามกรณี รมว.กต.สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นให้คำมั่นจะปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือเมื่อ 3 เม.ย.68 ซึ่งสะท้อนนโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเกาหลีเหนือ  น.ส.คิมย้ำจุดยืนของเกาหลีเหนือในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตามอธิปไตยและหลักรัฐธรรมนูญ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ และพันธมิตรระงับความพยายามฝ่ายเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปัจจุบัน  และลดการเผชิญหน้าระหว่างกัน เพื่อส่งเสริมความมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลี ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือประเมินว่า เกาหลีเหนือพยายามสื่อสารจุดยืนทางการเมืองถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

มาเลเซียเตรียมให้การต้อนรับ ปธน.สี จิ้น ผิง

สนข.Malaymail รายงานเมื่อ 9 เม.ย.68 ว่า อะห์หมัด ฟะห์มี โมฮาเม็ด ฟัดซิล รมว.กระทรวงการสื่อสาร ในฐานะโฆษกรัฐบาลมาเลเซีย แถลงว่า ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ของจีนจะเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่าง 15-17 เม.ย.68 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีและส่งเสริมความร่วมมือด้านต่าง ๆ การเยือนครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำหรับมาเลเซียในการขยายความร่วมมือด้านการค้ากับชาติมหาอำนาจสำคัญ

นรม.ญี่ปุ่นและเลขาธิการ NATO หารือความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ

นายอิชิบะ ชิเกรุ นรม.ญี่ปุ่นหารือกับนาย Mark Rutte เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เมื่อ 9 เม.ย.68 ที่กรุงโตเกียว โดยเห็นพ้องที่จะร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีสองทาง และเทคโนโลยีขั้นสูง ยกระดับความร่วมมือการป้องกันทางไซเบอร์ อวกาศ  การฝึกซ้อมทางทหารร่วมกัน พ ด้านอากาศยานไร้คนขับ และปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงได้ประณามความสัมพันธ์ทางทหารที่เพิ่มขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซีย การใช้ขีปนาวุธและกำลังทหารของเกาหลีเหนือเพื่อสู้รบในยูเครน รวมทั้งกังวลกับการสนับสนุนของจีนต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซีย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องสนับสนุนภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง พร้อมทั้งคัดค้านความพยายามฝ่ายเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยการใช้กำลังในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ และกระตุ้นให้จีนปรับปรุงความโปร่งใสของกองทัพและให้ความร่วมมือในการควบคุมอาวุธ และเรียกร้องให้เกิดสันติภาพและเสถียรภาพบริเวณช่องแคบไต้หวัน โอกาสนี้ เลขาธิการ NATO ได้ชื่นชมการมีส่วนสนับสนุนยูเครนของญี่ปุ่น และแสดงความยินดีที่ญี่ปุ่นต้องการเข้าร่วม NATO Security Assistance and Training Organization for Ukraine (NSATU)

จีนตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 50

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน รายงานเมื่อ 9 เม.ย.68 อ้าง พณ.จีนว่า จีนจะขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ อีกร้อยละ 50 ส่งผลให้อัตราภาษีเพิ่มจากร้อยละ 34 เป็นร้อยละ 84 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 10 เม.ย.68 เพิ่มรายชื่อบริษัทสหรัฐฯ 6 แห่งในบัญชีหน่วยงานที่ไม่น่าเชื่อถือ (unreliable entity list) และอีก 12 บริษัทในบัญชีควบคุมการส่งออก (export control list) ซึ่งกำหนดห้ามบริษัทของจีนดำเนินธุรกิจร่วมกับบริษัทเหล่านี้ เพื่อเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ ที่ประกาศขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอีกร้อยละ 50 ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการขึ้นอัตราภาษีตอบโต้กันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะส่งผลให้การค้าระหว่างทั้งสองประเทศชะงักงัน โดยข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ ส่งออกสินค้าไปยังจีนเมื่อปี 2567 มูลค่า 143,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากจีน 438,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อินเดียเสนอขายขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน Akash ให้แก่ UAE

นายราชนาถ สิงห์ รมว.กห.อินเดีย และ เชค Hamdan bin Mohammed bin Rashid Al Maktoum มกุฎราชกุมารแห่งดูไบ รอง.นรม.และ รมว.กห.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) หารือกันระหว่างการประชุมระดับคณะผู้แทน ที่กรุงนิวเดลี อินเดีย เมื่อ 8 เม.ย.68 เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ อาทิ การฝึกซ้อมทางทหาร โครงการวิจัยและพัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยอินเดียเสนอขายระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน Akash (อากาศ) ซึ่งเป็นระบบปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ สามารถสกัดกั้นเครื่องบินรบ เฮลิคอปเตอร์ โดรน และขีปนาวุธร่อนความเร็วต่ำกว่าเสียง ทั้งนี้ อินเดียมีความพยายามในการส่งออกขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน Akash เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง Pinaka และขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง BrahMos ให้กับประเทศพันธมิตร เฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียและอาเซียน