เมียนมายังเผชิญวิกฤตความรุนแรง แม้รัฐบาลเริ่มรณรงค์หาเลียงเพื่อการเลือกตั้ง

สถานการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมายังคงเป็นประเด็นที่นานาชาติให้ความสำคัญและติดตามความคืบหน้า ตลอดจนต้องการให้ประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมา รวมทั้งไทย และอาเซียนร่วมมือกันโน้มน้าวให้รัฐบาลและกองทัพเมียนมายุติความรุนแรงก่อนจัดการเลือกตั้งทั่วไปใน 28 ธันวาคม 2568 ล่าสุด สหประชาชาติเมื่อ 29 ตุลาคม 2568 เผยแพร่รายงานของผู้แทนสหประชาชาติและองค์กร Independent Investigative Mechanism for Myanmar (IIMM) ที่กังวลว่าประชาชนเมียนมายังเผชิญวิกฤตความรุนแรงและการกดดันทางการเมือง ซึ่งมีแนวโน้มจะขยายตัวมากขึ้นในช่วงที่มีการหาเสียงเพื่อเลือกตั้ง เนื่องจาก IIMM มีหลักฐานว่ากองทัพเมียนมาคุกคาม ข่มขู่ และใช้ความรุนแรงกับบุคคลที่ถูกควบคุมตัว ขณะเดียวกันก็ยังปฏิบัติการทางทหารเพื่อโจมตีที่พักอาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่ในความวิตกกังวลและหวาดกลัว ไม่เป็นผลดีต่อการแสดงออกเสรีภาพทางการเมือง สถานการณ์ในเมียนมายังทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมด้วย โดยนาย Tom Andrews ผู้แทนของสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาประเมินว่าชาวเมียนมาอย่างน้อย 22 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือ และจำนวนอย่างน้อย 16 ล้านคนเผชิญวิกฤตความไม่มั่นคงทางอาหาร สาเหตุจากความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมือง ที่ทำให้นานาชาติไม่สามารถเข้าไปมอบความช่วยเหลือแก่ชาวเมียนมาได้โดยตรง ประกอบกับภัยธรรมชาติหรือแผ่นดินไหวที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของชาวเมียนมา รวมทั้งความเสี่ยงจากกรณีนานาชาติ รวมทั้งสหรัฐฯ ตัดลดงบประมาณให้ความช่วยเหลือชาวเมียนมา นักปกป้องสิทธิมนุษยชนมีมุมมองว่าการยอมรับผลการเลือกตั้งของเมียนมาในปลายปี 2568 อาจทำให้สถานการณ์ด้านความมั่นคงมนุษย์ในเมียนมาเลวร้ายมากขึ้น เพราะรัฐบาลและกองทัพเมียนมาวางแผนการเลือกตั้งให้เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจทางการเมืองและกำจัดคู่แข่ง โดยให้พรรค Union Solidarity…

แนวโน้มความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ภายหลังการพบหารือระหว่างผู้นำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบหารือกันเมื่อ 30 ตุลาคม 2568 ที่เมืองปูซาน เกาหลีใต้ ห้วงที่มีการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือเอเปค โดยจะเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังจากปี 2562 ซึ่งการพบหารือครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ตึงเครียด เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะขึ้นภาษีสินค้านิเข้าจากจีนเพื่อตอบโต้มาตรการควบคุมการส่งออกแรร์เอิร์ธของรัฐบาลจีน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์การพบหารือระหว่างผู้นำประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจครั้งนี้ค่อนข้างเป็นเชิงบวก และอาจส่งผลดีต่อบรรยากาศความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนหลังจากการพบหารือครั้งนี้น่าจะดีขึ้น เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ และจีนเห็นพ้องจะปรับลดมาตรการทางการค้าที่เป็นอุปสรรคระหว่างกัน ลดแรงกดดันในการส่งออก และจะยังคงมีช่องทางหารือระหว่างกันต่อไป สำหรับมาตรการที่สหรัฐฯ จะผ่อนคลายให้จีน เช่น สหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีตอบโต้จีนกรณีการควบคุมสารเสพติดเฟนทานิล จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 10 ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมเรือขนส่งสินค้าจากจีน ให้คำมั่นว่าสหรัฐฯ จะไม่เพิ่มรายชื่อบริษัทต่างชาติในบัญชี Entity List ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ และระบุว่าสหรัฐฯ กับจีนอาจลงนามในข้อตกลงการค้าระหว่างกันได้เร็ว ๆ นี้ ด้านจีนตกลงจะชะลอมาตรการการควบคุมการส่งออกแรร์เอิร์ธ ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐฯ ออกไปก่อน รวมทั้งเห็นพ้องที่จะนำเข้าถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์อาหารจากสหรัฐฯ มากขึ้น ผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำจีนได้สร้างผลงานในการเจรจากับต่างประเทศ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้จีนยอมเพิ่มการนำเข้าสินค้าอาหารจากสหรัฐฯ ที่จะเป็นโอกาสเพิ่มความได้เปรียบดุลการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้แสดงวิสัยทัศน์ให้ทั่วโลกเห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับการรักษาบรรยากาศเศรษฐกิจโลก…

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดอัตราดอกเบี้ย เชื่อมั่นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวปานกลาง

สื่อสหรัฐฯ เมื่อ 30 ตุลาคม 2568 รายงานผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เมื่อ 29 ตุลาคม 2568 ซึ่งนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ประกาศว่าที่ประชุมมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ซึ่งเป็นการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในปี 2568 พร้อมทั้งประกาศยุติมาตรการคุมเข้มเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Tightening (QT) เพื่อผ่อนคลายนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป การตัดสินใจของ Fed ได้รับการตอบรับเชิงบวก เพราะเป็นไปตามการคาดการณ์ของนักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก และแผนการของ Fed ที่เคยระบุว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2568 จำนวน 3 ครั้ง ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อยู่ที่ร้อยละ 3.75-4.00 ขณะที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในสภาวะ Government Shutdown หรือภาวะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องหยุดการดำเนินงานชั่วคราว นอกจากนี้ Fed มีความกังวลเกี่ยวกับภาวะตลาดแรงงานและอัตราเงินเฟ้อสูงเกินกว่าค่าเป้าหมาย…

บราซิลปราบปรามกลุ่มค้ายาเสพติดในเมืองหลวง

รัฐบาลบราซิลปฏิบัติการกวาดล้างและปราบปรามเครือข่ายและสมาชิกกลุ่มค้ายาเสพติดในพื้นที่ชุมชนแออัดในกรุง Rio de Janeiro เมื่อ 28-30 ตุลาคม 2568 เป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยในประเทศ การปฏิบัติการดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง 132 คน ส่วนใหญ่เป็นประชาชนในชุมชนแออัด ทำให้ประชาชนชาวบราซิลบางส่วนไม่พอใจอย่างมาก และมีมุมมองว่าเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่ปฏิบัติการดังกล่าวกระทำเกินกว่าเหตุ เป็นการสังหารหมู่ จึงรวมตัวกันชุมนุมประท้วงและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐแสดงความรับผิดชอบ เฉพาะอย่างยิ่งนาย Claudio Castro ผู้ว่ากรุง Rio de Janeiro ที่ยืนยันว่าเป้าหมายของปฏิบัติการครั้งนี้ คือ อาชญากร ประธานาธิบดี Luiz Inacio Lula da Silva ของบราซิลแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ พร้อมระบุว่ารัฐบาลกลางไม่ได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับปฏิบัติการดังกล่าวล่วงหน้า ด้านเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ร่วมแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบและความสูญเสียที่เกิดขึ้น โดยย้ำว่าปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยความมั่นคงจำเป็นต้องสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจบราซิลระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมีการวางแผนมานาน ใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 2,500 คน รวมทั้งมีเฮลิคอปเตอร์และอากาศยานไร้คนขับร่วมปฏิบัติการด้วย เป้าหมายเพื่อกดดันสมาชิกองค์กรค้ายาเสพติดหลบหนีจากชุมชนไปแอบซ่อนตัวในพื้นที่รกร้างหรือป่าบริเวณใกล้เคียง จากนั้น เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษจะเข้าไปจัดการเป้าหมาย คือ สมาชิกกลุ่ม Comando Vermelho องค์กรค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลของบราซิล มีฐานที่มั่นอยู่ในพื้นที่ตอนเหนือของกรุง Rio de…

รอบรั้วอาคเนย์ ปักษ์หลัง ต.ค.68

รอบรั้วอาคเนย์ Intelligence Report by NIA ฉบับปักษ์หลัง ตุลาคม 2568
รายงานสถานการณ์และบทบาทของผู้นำที่น่าสนใจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมประเมินแนวโน้ม