เหตุแผ่นดินไหวกระทบเศรษฐกิจไทยกว่า 30,000 ล้านบาท

  ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินสถานการณ์แผ่นดินไหวมีแนวโน้มจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างน้อย 30,000 ล้านบาท โดยภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่ 1) ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณจากการยกเลิกเที่ยวบินและห้องพักของชาวต่างชาติแล้ว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 400,000 คน 2) ภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมหรือโอนกรรมสิทธิ์น่าจะเลื่อนการตัดสินใจออกไปจนกว่าจะมีความมั่นใจในความปลอดภัย ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมที่ยังมีสต็อกสะสมประมาณ 7.4 หมื่นยูนิต น่าจะต้องใช้เวลาในการขายนานขึ้น และ 3) ภาคการลงทุน เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนต่อไป ทั้งนี้ ประเมินว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจน่าจะเกิดขึ้นรุนแรงในช่วงเดือน เม.ย. 68 ก่อนปรับเข้าสู่ฐานปกติได้ภายใน 3 เดือน

สังคมพยายามขุดค้นข้อมูลกิจการของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ

พบการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ที่รับจ้างก่อสร้างอาคาร สตง.ที่ถล่มลงมา พบว่าบริษัทฯ ยังได้สัมปทานก่อสร้างโครงการรัฐอย่างน้อย 12 แห่ง เช่น อาคารผู้ป่วยภายนอกโรงพยาบาลสงขลา อาคารศาลอาญามีนบุรี อาคารพักอาศัยข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 9 สงขลา อาคารหอพักของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อาคารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคใน จ.ภูเก็ต ทำให้มีกระแสวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยโครงการดังกล่าวมากขึ้น นอกจากนี้ สื่อได้พยายามขุดค้นข้อมูลของกรรมการบริษัทฯ ที่เป็นคนไทย ซึ่งพบว่าสภาพฐานะไม่เหมาะกับตำแหน่งที่ได้รับ ทำให้สังคมเชื่อว่าคนไทยดังกล่าวเป็นนอมินีของทุนจีน และเชื่อว่ามีข้าราชการที่ทุจริตด้วยการช่วยเหลือให้ได้รับสัมปทานแลกกับผลประโยชน์ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบถึงต้นตอและเอาผิดบริษัทฯ กับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ไทยอาจใช้สนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเพื่อหลีกเลี่ยงนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ

  นิตยสาร The Diplomat เผยแพร่บทความของนาย Sukegawa Seiya อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ม.Kokushikan ญี่ปุ่น เกี่ยวกับนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนเสี่ยงต้องเผชิญ เพราะเมื่อปี 2567 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับอาเซียนสูงถึง 230,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 11 มูลค่า 45,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแนวทางของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯ มีลักษณะเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ประเทศต่าง ๆ จึงจะต้องรู้ว่าถือไพ่อะไรอยู่ และคิดว่าจะใช้อย่างไรในการเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งไทยถือไพ่ที่ทรงพลังในกลุ่มประเทศอาเซียน คือ สนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่ลงนามเมื่อปี 2509 ซึ่งอนุญาตให้บริษัทสหรัฐฯ ถือหุ้นใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมที่มีการจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศได้ โดยไทยอาจใช้สนธิสัญญาดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ หรืออาจพยายามรวมเนื้อหาของสนธิสัญญาดังกล่าวเข้ากับความตกลง FTA (ไทยยังไม่มี FTA กับสหรัฐฯ) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการดึงดูดการลงทุนได้อย่างมาก

หลายกลุ่มออกมาร่วมคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร มากขึ้น

  พบกลุ่ม สว.แสดงท่าทีไม่เห็นชอบ พร้อมกับยื่นญัตติด่วนขอให้วุฒิสภาจัดการประชุมพิจารณาผลกระทบจากการดำเนินการเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ฯ ของสภาฯ และเตรียมนำเสนอความเห็นต่อ ครม.ต่อไป ด้านที่ประชุมราชบัณฑิตและภาคีสมาชิกสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง เมื่อ 2 เม.ย. 68 มีมติขอให้รัฐบาลยุติหรือชะลอการเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ฯ เข้าสู่สภา เพราะได้ไม่คุ้มเสียและสร้างผลกระทบต่อสังคม ขณะที่บนเฟซบุ๊กมีกระแสแฮชแท็ก #ภูเก็ตไม่เอาคาสิโน โดยกลุ่มนักการเมือง เพจชุมชน และคนพื้นที่ภูเก็ต มองว่าการสร้างกาสิโนในจังหวัดจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่แล้ว เช่น รถติด นักท่องเที่ยวกร่าง และการก่ออาชญากรรม โดยนัดแสดงจุดยืนที่เวทีกลางสะพานหินภูเก็ต ใน 5 เม.ย. 68 ตั้งแต่ 17.30 น. ส่วนความเคลื่อนไหวเมื่อ 3 เม.ย. 68 กลุ่ม คปท.และแนวร่วม จัดชุมนุมและเดินขบวนไปที่อาคารรัฐสภา เพื่อคัดค้านการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฯ ตามที่มีกระแสข่าวว่ากฎหมายจะเข้าสู่สภาฯ  ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและอาจทำให้ร่าง พ.ร.บ.ฯ เป็นที่ถกเถียงในวงกว้างมากขึ้น

ไทยถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ในอัตราสูงที่ร้อยละ 36

  กรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยถูกคิดภาษีสูงเป็นอันดับต้น ๆ ในอัตราร้อยละ 36 (ต่อมาเพิ่มเป็นร้อละ 37) มากกว่าที่ภาคเอกชนไทยประเมินไว้ที่ร้อยละ 10 – 25 และเดิมคาดว่าจะกระทบต่อ GDP ไทยอย่างน้อยร้อยละ 0.6 ทำให้ GDP ตลอดทั้งปี 2568 อาจขยายตัวไม่ถึงร้อยละ 2.4 นั้น อาจทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะต่อการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ข้าว กุ้งแปรรูป และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยางล้อรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และปิโตรเคมี รวมถึงกังวลว่าสินค้าจีนจะทะลักเข้าไทยมากขึ้น ทั้งนี้ ภาคเอกชนเห็นด้วย หากรัฐบาลไทยจะพิจารณาเจรจาการค้า โดยนำเข้าสินค้ากลุ่มต่าง ๆ จากสหรัฐฯ เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบ แต่ควรคำนึงไม่ให้กระทบต่อผู้ค้าและเกษตรกรภายในประเทศด้วย

นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอการเดินทางจากเหตุแผ่นดินไหว

  สมาคมโรงแรมไทยเปิดเผยว่าเหตุแผ่นดินไหว ทำให้มีการยกเลิกห้องพักของโรงแรมที่เป็นสมาชิกของสมาคมกว่า 1,100 ห้อง ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ทำให้กังวลว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2568 อาจเงียบเหงามากกว่าปี 2567 สอดคล้องกับข้อมูลจากสมาคมสายการบินประเทศไทยที่ประกอบด้วยสายการบินชั้นนำของประเทศ พบว่ายอดจองที่นั่งโดยสารเครื่องบินหลังเกิดแผ่นดินไหว มีอัตราลดลงเฉลี่ยร้อยละ 40 – 60 โดยตลาดที่ลดลงมากที่สุด คือ นักท่องเที่ยวจีนลดลงประมาณร้อยละ 60 อินเดียและเวียดนามลดลงร้อยละ 45 และมาเลเซียลดลงร้อยละ 43 ขณะที่อัตราการจองบัตรโดยสารล่วงหน้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ค่อนข้างนิ่ง เพราะนักท่องเที่ยวไม่มั่นใจสถานการณ์ จึงเลื่อนแผนการเดินทาง อย่างไรก็ดี เอกชนในภาคการท่องเที่ยวมองว่าตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศช่วงสงกรานต์อาจไม่ได้แย่นัก ยังมียอดการจองที่พัก รถโดยสาร หรือตั๋วเครื่องบินจำนวนมาก รัฐควรมีมาตรการกระตุ้นการเดินทางของประชาชนในช่วงนี้ เพื่อแทนตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

พบการแชร์ข่าวในลักษณะสร้างความวิตกกังวลต่อเหตุแผ่นดินไหวมากขึ้น

  จากความเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียพบว่าประชาชนยังคงให้ความสนใจต่อเหตุแผ่นดินไหวและประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยมีการแชร์โพสต์ข่าวหรือคอนเทนต์ของผู้เชี่ยวชาญด้านที่ออกมาประเมิน/คาดการณ์สถานการณ์ในทำนองว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงแชร์โพสต์ข่าวในเชิงสร้างความวิตกกังวลต่อเหตุแผ่นดินไหว เช่น กรณีมีรายงานว่าตึกสูงในกรุงเทพฯ บางแห่งยังมีแรงสั่นสะเทือนและพื้นทรุด ซึ่งต่อมาพบเป็นความเข้าใจผิดและอาการตื่นตระหนก กรณีมีรายงานภาพปากแม่น้ำเจ้าพระยาใน จ.สมุทรปราการ แห้งขอดจนเรือเดินไม่ได้ ซึ่งต่อมาถูกนำมาบิดเบือนว่าเป็นสัญญาณการเกิดสึนามิ ทั้งที่ความจริงคือปรากฏการณ์น้ำลดและอ่าวไทยไม่มีโอกาสเกิดคลื่นสึนามิได้ อย่างไรก็ตี กระแสตื่นตัวต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวทำให้ประชาชนสนใจตรวจสอบการดำเนินโครงการป้องกันภัยพิบัติของภาครัฐและเร่งรัดให้เกิดขึ้นโดยเร็วด้วย

ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้เป็นความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์ของ ISEAS ประจำปี 2568

สถาบัน ISEAS Yusof-Ishak Institute เผยแพร่รายงานสภาวะของเอเชีย ตอ.ต.  (The State of Southeast Asia) ประจำปี 2568 เมื่อ 3 เม.ย.68 จากการสอบถามความเห็นกลุ่มตัวอย่าง (นักวิชาการ สถาบันคลังสมอง จนท.ภาครัฐ นักธุรกิจ ภาคประชาสังคม และองค์กรระหว่างประเทศ) ในประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จำนวน 2,023 คน ระหว่าง 3 ม.ค.-15 ก.พ.68 พบว่า ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุด 3 อันดับแรก คือ ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ การหลอกลวงทั่วโลก (Global scam) และผู้นำคนใหม่ของสหรัฐ ฯ ขณะที่ความท้าทายในภูมิภาคที่สำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการว่างงานและเศรษฐกิจที่ซบเซา และความตึงเครียดทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจ นอกจากนี้ ผู้ตอบร้อยละ 52.3 เลือกที่จะสนับสนุนสหรัฐฯ ในกรณีให้เลือกข้าง ผลการสำรวจยังพบว่า…

กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่าง ๆ จะช่วยลดแรงกดดันจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

สนข. Vietnam Plus รายงานเมื่อ 4 เม.ย.68 อ้างศาสตราจารย์ Phar Kim Beng นักวิชาการด้านอาเซียนศึกษาจากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย (International Islamic University of Malaysia-IIUM) ว่า มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อสมาชิกอาเซียนที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก แต่กรอบการทำงานของอาเซียน เช่น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะช่วยรักษาความยืดหยุ่นของภูมิภาคได้ อีกทั้งแนะนำให้อาเซียนเสริมสร้างความร่วมมือทางการค้าผ่านความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (CPTPP) และความร่วมมือระหว่างประเทศซีกโลกใต้ รวมถึงขยายการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) และคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ

เวียดนามขอให้สหรัฐฯ ชะลอการปรับขึ้นภาษีนำเข้าจนกว่าจะมีการเจรจา

สนข.Vietnam News รายงานเมื่อ 3 เม.ย.68 อ้างถ้อยแถลงของนายเหวียน ฮง เดียน รมว.อุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ว่า เวียดนามเสียใจและผิดหวังต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามและหลายประเทศ พร้อมกับส่งหนังสือเรียกร้องให้สหรัฐฯ ชะลอการปรับใช้มาตรการดังกล่าวืจนกว่าจะมีการเจรจาอย่างสร้างสรรค์และหาทางออกที่เหมาะสมต่อทั้งสองฝ่าย โดยกระทรวงฯ ยังเตรียมหารือทางโทรศัพท์ระดับรัฐมนตรีและเจรจาทางเทคนิคกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) โดยเร็วที่สุด ขณะที่นายโห่ ดึ๊ก เฟิ้ก รอง นรม.เวียดนาม กำหนดจะเดินทางเยือนสหรัฐฯ และคิวบา ระหว่าง 6-14 เม.ย.68