อิหร่านซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผู้แทนไปเจรจากับสหรัฐฯ ที่กรุงเจนีวา

อิหร่านใช้ทุกเครื่องมือเพื่อปกป้องความมั่นคงปลอดภัยของชาติและระบอบการเมือง ท่ามกลางแรงกดดันจากมหาอำนาจ ประเทศตะวันออกกลาง และประชาชนที่ไม่พอใจการบริหารจัดการของรัฐบาล มีรายงานว่า รัฐบาลอิหร่านอาจให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการลดระดับความตึงเครียดในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ควบคู่กับป้องปรามและยับยั้งการรุกรานอิหร่าน เพราะปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงที่สหรัฐฯ จะร่วมมือกับต่างประเทศกดดันอิหร่านด้วยมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ รวมทั้งอาจเตรียมการโจมตีมาตุภูมิของอิหร่านด้วย เหตุการณ์ที่บ่งชี้ว่า อิหร่านให้ความสำคัญกับการปกป้องมาตุภูมิและการรักษาดุลความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ คือ กรณีมีรายงานเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า อิหร่านส่งนาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปกรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเจรจาเกี่ยวกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์กับผู้แทนจากสหรัฐฯ เป็นครั้งที่ 2 โดยมีผู้แทนจากโอมานเป็นผู้ประสานงานเป้าหมายเพื่อให้บรรลุการทำข้อตกลงที่ยุติธรรมระหว่างกัน พร้อมกันนี้ กองทัพปฏิบัติอิหร่าน (IRGC) สั่งการซ้อมปฏิบัติกทางทางทหารในทะเล รหัส Smart Control of Hormuz Strait ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่สำคัญของอิหร่าน ภูมิภาคตะวันออกกลาง และการค้าระหว่างประเทศ เพราะเป็นช่องทางลำเลียงการค้าน้ำมันที่สำคัญ กองทัพอิหร่านย้ำว่าการซ้อมปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวเป็นไปเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคาม แต่สื่อมวลชนทั่วโลกประเมินว่าอิหร่านกำลังแสดงแสนยานุภาพทางการทหารเพื่อป้องกันไม่ให้สหรัฐฯ รวมทั้งประเทศอื่น ๆ รุกล้ำหรือแทรกแซงความมั่นคงของอิหร่าน ในช่วงที่ปัจจุบันยังคงมีผู้ชุมนุมประท้วงยืดเยื้อในประเทศ ตลอดจนอาจะเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ ที่ประกาศเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าจะส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปประจำการในตะวันออกกลางเพิ่มเป็นกองเรือที่ 2…

ผู้อพยพจะอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากมากขึ้นจากกระแสต่อต้านในหลายประเทศ

  ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในประเทศต่าง ๆ ดูจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากมากขึ้นจากกระแสต่อต้านผู้อพยพในหลายประเทศ ไม่เฉพาะสหรัฐฯ แต่ยังรวมถึงยุโรป และญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีแนวโน้มจะมีการสกัดกั้นการเดินทางเข้าประเทศของผู้อพยพหน้าใหม่มากขึ้น องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration-IOM) ยังประเมินว่า สถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานของโลกในปี 2569 จะทวีความรุนแรงจากปัญหาความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงในประเทศต่าง ๆ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ชีวิตของผู้อพยพไม่ว่าจะเข้าเมืองอย่างผิดหรือถูกกฎหมายในสหรัฐฯ ดูจะอยู่ยากมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับมาตรการปราบปรามผู้อพยพอย่างเข้มงวด นับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2  โดยมีเป้าหมายจะเนรเทศผู้อพยพให้ได้ 1 ล้านคนต่อปี โดยอ้างว่าเพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าเมืองผิดกฎหมาย และกำจัดอาชญากร  เพื่อให้สังคมอเมริกันมีความสุข และให้ความสำคัญกับชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก มาตรการที่สหรัฐฯ ใช้ เช่น  ระงับสิทธิประโยชน์และเงินอุดหนุนแก่ผู้ลี้ภัย และเพิกถอนสิทธิคุ้มครองชั่วคราวสำหรับผู้อพยพหรือผู้หนีภัยการสู้รบจากประเทศต่าง ๆ กว่า 1.3 ล้านคน พร้อมกำหนดเงื่อนเวลาในการเดินทางออก มิฉะนั้นจะมีความผิดฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือเนรเทศผู้ฝ่าฝืน รวมทั้งลดระยะเวลาการต่ออายุใบขออนุญาตทำงานของผู้ลี้ภัยจาก 5 ปี เป็น 18 เดือน และทบทวนสถานะผู้ลี้ภัย 19…

เมียนมาขับนักการทูตติมอร์-เลสเต

ความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับติมอร์-เลสเต ไม่ราบรื่นและอาจตึงเครียดขึ้น  รวมทั้งอาจกระทบต่อความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน จากความขัดแย้งระหว่างเมียนมากับติมอร์-เลสเต หลังจากมีรายงานเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า รัฐบาลเมียนมาสั่งขับนายเอลิซิโอ โด โรซาริโอ เดอ ซูซา อุปทูตรักษาการสถานเอกอัครราชทูตติมอร์-เลสเต ประจำเมียนมา  ให้เดินทางออกจากเมียนมาภายใน 20 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเป็นมาตรการตอบโต้ติมอร์-เลสเต ที่ให้ความร่วมมือกับกลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชนชาติชิน (Chin Human Rights Organization-CHRO) ยื่นฟ้องร้องกองทัพเมียนมาในข้อหาก่ออาชญากรรรมสงคราม และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งเมียนมามีมุมมองว่าติมอร์-เลสเตแทรกแซงกิจการภายใน เนื่องจากเนื้อหาการฟ้องร้องดังกล่าวพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพเมียนมาจำนวน 10 คน รวมทั้งพลเอกอาวุโสมินอ่องไลง์ ผู้นำสูงสุดของเมียนมาด้วย กลุ่มองค์กร Chin Human Rights Organization (CHRO) เป็นองค์กรชาวคริสต์ในรัฐชิน เลือกร่วมมือกับองค์กร Myanmar Accountability Project (MAP) ที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวเมียนมาและชนกลุ่มน้อยในเมียนมาอื่น ๆ และบริษัทด้านกฎหมายของติมอร์-เลสเต ชื่อ บริษัท Da Silva Teixeira & Associados Lda.…

กัมพูชาคาดหวังใช้แผนที่ฝรั่งเศสแก้ไขปัญหาพิพาทชายแดนไทย

สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2569 อ้างกรณีสมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาส่งหนังสือถึงประธานาธิบดีฝรั่งเศสลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อโน้มน้าวฝรั่งเศสให้มอบเอกสารแผนที่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชา ด้านการแก้ไขปัญหาอธิปไตยเหนือดินแดนในพื้นที่พิพาทบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยกัมพูชายินดีให้ฝรั่งเศสส่งทีมผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านแผนที่ไปช่วยเหลือกัมพูชาด้วย พร้อมกันนี้ ผู้นำรัฐบาลกัมพูชาเชื่อมั่นว่าฝรั่งเศสสนับสนุนการแก้ไขปัญหาพิพาทบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทยอย่างสันติและยั่งยืน เป้าหมายสำคัญคือใช้ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศอยู่ร่วมกันได้อย่างมั่นคง นักวิชาการในต่างประเทศแสดงความเห็นว่าความช่วยเหลือจากฝรั่งเศสอาจทำให้กัมพูชาได้เปรียบในการต่อรองกับไทย โดยนาง Soksamphoas Im ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัย Michigan State University ระบุว่าเอกสารของฝรั่งเศสได้รับการยอมรับจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice-ICJ) และสหประชาชาติ (UN) นอกจากนี้ ในกรณีพิพาทอื่น ๆ ICJ ก็รับพิจารณาเอกสารทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งแผนที่ในยุคอาณานิคมด้วย เช่น การแบ่งเส้นแดนระหว่างอินเดียและปากีสถานตามเอกสารของสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2490 และการพิจารณาข้อพิพาทเหนือดินแดนเกาะ Pedra Branca ระหว่างมาเลเซียกับสิงคโปร์เมื่อปี 2551 ก็ใช้เอกสารสมัยยุคอาณานิคมประกอบการพิจารณาเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศมีมุมมองว่ากรณีผู้นำกัมพูชาขอรับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาณานิคม อาจทำให้สถานการณ์ความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซับซ้อนมากขึ้น พร้อมให้ความเห็นว่า สาเหตุสำคัญของปัญหาความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้…