5 ประเด็นที่ภาคเกษตรและอาหารไทยควรเร่งดำเนินการรับมือ

ไทยซึ่งพึ่งพาภาคเกษตรและอาหาร (Agro-food sector) สูงมากในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ อาจพิจารณารายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization-FAO) ที่เผยแพร่เมื่อกลาง เมษายน 2569 และประเมินว่าภาคเกษตรและอาหารโลกจะได้รับผลกระทบรุนแรงขึ้นในห้วง พฤษภาคม 2569 จากภาวะชงักงันของการขนส่งพลังงานและปุ๋ยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และยังจะได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 ข้อเสนอของรายงาน FAO เพื่อรับมือกับผลกระทบดังกล่าว สอดคล้องกับไทยที่มีมาตรการอยู่แล้ว แต่ไทยควรเร่งดำเนินการให้เกิดผลในการรับมือให้ทันท่วงที  ได้แก่ 1) ย้ำให้เกษตรกรพิจารณาเปลี่ยนพันธุ์พืชเพื่อปรับการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับกับปริมาณปุ๋ยที่มีอยู่จำกัด 2) ย้ำการปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานไบโอดีเซล เพื่อลดต้นทุนการผลิต ควบคู่ไปกับการใช้พลังงานหมุนเวียน (เช่น พลังงานลม และชีวมวล) 3) เตรียมให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 4) ลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพิ่มความสำคัญกับการใช้ปุ๋ยที่มีความยั่งยืน เช่น จากธรรมชาติ (green fertilizer) และ 5) ปรับโครงสร้างทางการเกษตร ในระดับระหว่างประเทศ FAO ยังเรียกร้องให้ทุกประเทศหลีกเลี่ยงการระงับการส่งออกพลังงานและปุ๋ย รวมทั้งให้สถาบันระหว่างประเทศช่วยเหลือเงินทุนให้กับประเทศที่ประสบปัญหา เพื่อสร้างห่วงโซ่อาหารของแต่ละประเทศให้แข็งแกร่ง เพิ่มทางเลือกเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างมากประเทศ เนื่องจากปัจจุบันการส่งออกสินค้าเกษตร-อาหาร หรือ agro-food products…

จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาของฟิลิปปินส์ : ทิ้งสารไซยาไนด์ในพื้นที่พิพาททางทะเล

จีนกับฟิลิปปินส์ยังคงมีประเด็นขัดแย้งกันเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ ทั้งความเคลื่อนไหวด้านการทหารและความเคลื่อนไหวอื่น ๆ โดยเมื่อ 14 เมษายน 2569 โฆษกกองทัพเรือฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า กองทัพเรือตรวจพบขวดบรรจุสารไซยาไนด์ที่มีพิษสูง บนเรือประมงของจีนที่รุกล้ำน่านน้ำของฟิลิปปินส์ บริเวณแนวปะการัง Thomas Shoal ที่ 2 และแนวปะการัง Ayungin เมื่อปี 2568  การตรวจพบขวดบรรจุสารไซยาไนด์ดังกล่าว รวมทั้งมีรายงานว่าเรือประมงจีนลักลอบปล่อยสารไซยาไนต์ลงทะเล บ่งชี้ว่า เรือประมงจีนอาจพยายามบ่อนทำลายความมั่นคงและความอุดมสมบูรณ์ทางระบบนิเวศในทะเล และอาจต้องการใช้สารดังกล่าวทำลายเรือรบของฟิลิปปินส์ที่ประจำการหรือตรวจการในพื้นที่ การใช้สารไซยาไนด์ในอุตสาหกรรมประมง เป็นวิธีการที่ชาวประมงใช้เพื่อจับปลาและปะการัง ปัจจุบันฟิลิปปินส์กำหนดให้เป็นการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากส่งผลเสียระยะยาวต่อระบบนิเวศทางทะเล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่าหลักฐานของฟิลิปปินส์ไม่น่าเชื่อถือ และโจมตีฟิลิปปินส์ว่าเป็นฝ่ายใช้อำนาจเกินขอบเขตเข้าไปตรวจและควบคุมเรือประมงของจีน ทั้งที่เข้าไปทำประมงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับพื้นที่พิพาททางทะเลดังกล่าว อยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์ และห่างจากจีนประมาณ 1,300 กิโลเมตร เป็นพื้นที่พิพาทที่จีนกับฟิลิปปินส์ตอบโต้กันบ่อยครั้ง แม้ว่ารัฐบาลของทั้ง 2 ฝ่ายจะพบหารือกันอย่างต่อเนื่องเพื่อกำหนดขั้นตอนที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาทร่วมกัน เพราะคาดว่าพื้นที่ดังกล่าวมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นแรงกระตุ้นให้ฟิลิปปินส์ปฏิบัติการลาดตระเวนทางทะเลมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่พิพาทกับจีน เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของจีน รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ที่อาจรุกล้ำน่านน้ำของฟิลิปปินส์  ตลอดจนอาจเพิ่มความร่วมมือในการลาดตระเวนทางทะเลเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง เช่น การลาดตระเวนหรือฝึกรบร่วมกับสหรัฐฯ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส…

UNHCR กังวลต่อการอพยพของชาวโรฮีนจา

ความเคลื่อนไหวและการอพยพของชนกลุ่มน้อยและผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา ยังคงได้รับความสนใจจากองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ได้แก่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees – UNHCR) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration- IOM) (IOM) เมื่อ 14 เมษายน 2569 มีถ้อยแถลงแสดงความกังวลต่อความปลอดภัยของชาวโรฮีนจาที่อพยพจากบังกลาเทศ ไปมาเลเซียผ่านทะเลอันดามัน เนื่องจากเผชิญอันตราย และล่าสุดมีข้อมูลว่าชาวโรฮีนจามากกว่า 250 คน สูญหายระหว่างการอพยพทางทะเล เพราะเผชิญพายุรุนแรง ทำให้เรืออับปาง เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ UNHCR เรียกร้องให้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการปกป้องชนกลุ่มน้อยที่ผลัดถิ่น รวมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาให้ชาวโรฮีนจา ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในเมียนมาที่ต้องลี้ภัยไปยังประเทศอื่น ๆ ผ่านการเดินเรือ สาเหตุที่ทำให้ชาวโรฮีนจาต้องเดินทางออกจากบังกลาเทศ ทั้งที่มีค่ายผู้อพยพในเมือง Cox’s Bazar ช่วยเหลือชาวโรฮีนจาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงและการเลือกปฏิบัติในเมียนมา เนื่องจากปัจจุบันค่ายผู้อพยพชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศประสบปัญหาแออัดอย่างมาก ขณะที่องค์กรระหว่างประเทศไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะสนับสนุนการเดินทางอย่างปลอดภัย หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตในค่ายผู้อพยพ ทำให้ผู้ลี้ภัยจำนวนมากต้องการเดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศอื่น ๆ ได้แก่ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ความปลอดภัยและสิทธิของชาวโรฮีนจาได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจากรัฐบาลเมียนมาปฏิบัติการทางทหารเพื่อความมั่นคงในรัฐยะไข่เมื่อปี 2560…

แนวโน้มการผลักดันการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านรอบใหม่

ปากีสถานเดินหน้าแสดงบทบาทสนับสนุนและผลักดันแนวทางการเจรจาเพื่อยุติสงครามและความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยมีรายงานเมื่อ 15 เมษายน 2569 ว่า รัฐบาลปากีสถานพยายามโน้มน้าวอิหร่านและสหรัฐฯ ให้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการเจรจารอบใหม่ เพื่อลดระดับความตึงเครียด หลังจากการเจรจาครั้งที่ผ่านมาเพื่อยุติความขัดแย้ง ไม่สำเร็จ และทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อกดดันอิหร่านมากขึ้น จนทำให้สถานการณ์ความมั่นคงโลกและพลังงานไม่แน่นอน สหรัฐฯ-อิหร่านอยู่ระหว่างปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง จนถึง 22 เมษายน 2569 คาดว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ปากีสถานต้องเร่งให้ทั้ง 2 ฝ่ายมีความคืบหน้าในการเจรจากัน โดยคาดหวังให้มีการขยายมาตรการหยุดยิง เพื่อควบคุมผลกระทบจากสงคราม ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ปากีสถานเลือกใช้ความสัมพันธ์ทางทหารและกองทัพกับอิหร่าน เป็นช่องทางการประสานงานหลัก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงคุ้นเคยและใกล้ชิดกันเป็นอย่างดี ซาอุดีอาระเบีย มหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง พยายามแสดงบทบาทเช่นกัน โดยมีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียได้เจรจากับปากีสถาน เพื่อให้โน้มน้าวผู้แทนของประเทศคู่ขัดแย้งไปเจรจากันทีเมืองเจดดาห์ เมืองสำคัญบริเวณชายฝั่งของซาอุดีอาระเบีย แต่โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้มุมมองว่าการเจรจากับอิหร่านมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นที่กรุงอิสลามาบัดของปากีสถานเช่นเดิม เช่นเดียวกับรองประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ได้มีการหารือกับประธานรัฐสภาอิหร่าน เพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาค นักวิชาการอิหร่านประเมินว่า ความเป็นไปได้ที่รัฐบาลและกองทัพอิหร่านจะเจรจา ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ก็คืออิหร่านต้องมีสิทธิ์ป้องกันตนเอง รวมทั้งยังไม่ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ยืนยันต้องการให้อิหร่านยุติการพัฒนานิวเคลียร์ ขณะเดียวกันอิหร่านก็ยังมีขีดความสามารถด้านการทหารและกองทัพมากพอที่จะต้านทานการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ได้ ล่าสุดเมื่อ 15 เมษายน 2569 ผู้นำสูงสุดของอิหร่านขู่จะจมเรือรบของสหรัฐฯ หากเข้าไปปิดช่องทางสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยอมรับว่าความตึงเครียดในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและราคาพลังงานในสหรัฐฯ…

นักลงทุนต่างชาติถอนเงินลงทุนในไทยเนื่องจากความขัดแย้งในภูมิภาค ตอ.กลาง

Reuters ของสหราชอาณาจักร รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติขายสินทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยจำนวนมากหลังเกิดความขัดแย้งในภูมิภาค ตอ.กลาง ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากนำเข้าพลังงานส่วนใหญ่จากภูมิภาค ตอ.กลาง และก่อนเกิดความขัดแย้ง ไทยมีปัญหาเศรษฐกิจ  ความท้าทายของไทยจึงรุนแรงกว่าประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่  แต่นักลงทุนเริ่มกลับมาหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นรม./รมว.มท. ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ ก.พ. 69 สร้างความหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เผชิญความไม่แน่นอนมาหลายปี แม้คู่ขัดแย้งมีข้อตกลงหยุดยิงกับกัมพูชา แต่นักลงทุนยังคงระมัดระวัง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ

ภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงในเมียนมาส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมทอผ้า

สนข. DVB รายงานเมื่อ 15 เม.ย.69 ว่า ผู้ประกอบการทอผ้าในเมืองชเวโบ ภาคสะไกง์ เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจจนต้องหยุดหรือชะลอการผลิตจำนวนมากซึ่งป็นผลจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ที่ประสบภาวะขาดแคลนไฟฟ้าที่เพียงพอต่อการผลิตหลังรัฐบาลตัดกระแสไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2565 ทำให้ผู้ประกอบการต้องพึ่งพาเครื่องปั่นไฟดีเซลเป็นหลัก ต้นทุนการผลิตจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จีนหารือกับอิหร่านเกี่ยวกับความคืบหน้าสถานการณ์ในภูมิภาค

นายหวัง อี้ รมว.กต.จีน หารือทางโทรศัพท์กับนายอับบาส อะราคชี รมว.กต.อิหร่าน เมื่อ 15 เม.ย.69 ซึ่งนายอะราคชี ได้ชี้แจงความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ และข้อพิจารณาของอิหร่าน พร้อมคาดหวังว่า จีนจะมีบทบาทเชิงบวกในการส่งเสริมสันติภาพและยุติสงคราม ขณะที่นายหวัง อี้ กล่าวว่า จีนสนับสนุนการรักษาความคืบหน้าของการหยุดยิงและการเจรจาสันติภาพ ซึ่งเป็นผลประโยชน์พื้นฐานของชาวอิหร่าน และสะท้อนความคาดหวังของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคและประชาคมระหว่างประเทศ ทั้งยังเรียกร้องให้เคารพและปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่านในฐานะประเทศที่ตั้งอยู่บนช่องแคบฮอร์มุซ ตลอดจนรับประกันเสรีภาพและความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯไม่ขยายเวลาผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรให้ซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียและอิหร่าน

นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.กค.สหรัฐฯ และนายคริส ไรท์ รมว.พน.สหรัฐฯ ยืนยันเมื่อ 15 เม.ย.69 ว่า สหรัฐฯ จะไม่ขยายเวลาผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ซื้อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซียและอิหร่าน (สหรัฐฯ ประเมินว่า มีปริมาณน้ำมันดิบที่ลอยลำอยู่ดังกล่าวประมาณ 260 ล้านบาร์เรล และน่าจะถูกซื้อขายไปหมดแล้ว) โดยการผ่อนปรนมาตรการดังกล่าว สิ้นสุด เมื่อ 11 เม.ย. และ 19 เม.ย.69  การไม่ขยายเวลาผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ  ไปซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ มากขึ้น

NATO ปฏิเสธเข้าร่วมภารกิจปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ

สมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) นำโดยสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ประกาศ เมื่อ 14 เม.ย.69 ปฏิเสธข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้พันธมิตรเนโตเข้าร่วมปฏิบัติการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน แต่เสนอมาตรการจัดตั้งภารกิจพหุภาคีเพื่อพิทักษ์เสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังสถานการณ์สู้รบสิ้นสุดลงแทน โดยฝรั่งเศสเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมกับพันธมิตรกว่า 30 ประเทศ เพื่อวางกรอบการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันและกำหนดระเบียบการเดินเรือสากลในฐานะภารกิจเชิงป้องกันที่แยกส่วนจากคู่ขัดแย้งโดยตรง เพื่อรักษาเสถียรภาพของเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สอดคล้องกับความพยายามทางการทูตในการคลี่คลายวิกฤตการณ์ก่อนการประชุมสุดยอดเนโตที่กรุงอังการา ตุรกี ใน มิ.ย.69

IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวร้อยละ 3.1

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund – IMF) เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) เมื่อ 14 เม.ย.69 โดยคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีระยะเวลาและขอบเขตจำกัด เศรษฐกิจโลกระหว่างปี 2569 – 2570 จะขยายตัวร้อยละ 3.1 และ 3.2 ตามลำดับ ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.4 ในปี 2026 และลดลงเหลือร้อยละ 3.7 ในปี 2027 อย่างไรก็ดี หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายมากขึ้น เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวลดลงอยู่ที่ร้อยละ 2 – 2.5 และอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 5.4 – 6 โดยประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศพัฒนาแล้วประมาณ 2 เท่า