EP.1 พัฒนาการสำคัญในเมียนมาและความมั่นคงของไทย

สถานการณ์ประเทศรอบบ้านของไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันตกและตะวันออก ได้แก่ เมียนมาและกัมพูชาเป็นเรื่องที่สำคัญที่ทั้งไทยและนานาชาติให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นโยบายการทูต การค้าชายแดน และความร่วมมือในกรอบอาเซียนแล้ว ในตอนนี้ยังเชื่อมโยงกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติด้วย

บริษัทไทยกว่า 50 แห่งนำเข้าแร่จากเมียนมา ส่วนใหญ่ส่งออกต่อไปยังจีน

Mongabay ของสหรัฐฯ ลงพื้นที่สำรวจเหมืองแร่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมาในห้วงที่ไทยเผชิญผลกระทบจากสารพิษในแม่น้ำ 6 สายที่มีต้นต่อมาจากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยพบว่า มีบริษัทที่จดทะเบียนในไทยกว่า 50 บริษัทนำเข้าแร่จากเมียนมาผ่านเส้นทางขนส่งทางบก และนักข่าวของ Mongabay พบรถบรรทุกกว่า 13 คันรอข้ามแดนบริเวณหมู่บ้านเปิ่งเคลิ่ง อ.อุ้มผาง จ.ตาก ช่วง มิ.ย. 69 ทั้งนี้ ไทยนำเข้าแร่ต่าง ๆ จากเมียนมา อาทิ ทังสเตน ทองแดง พลวง ตะกั่ว แมงกานีส กว่า 105,000 ตัน มูลค่า 13,900 ล้านบาทเมื่อปี 2568 ส่วนใหญ่ส่งออกไปขายให้จีน ด้านภาคประชาสังคมในเรียกร้องให้ไทยยุติการนำเข้าแร่จากเมียนมาเพื่อแก้ไขปัญหาสารพิษในแม่น้ำ

UN เผชิญแรงกดดันให้เลือกสตรีดำรงตำแหน่งเลขาธิการคนแรกในประวัติศาสตร์

สนข.AP รายงานเมื่อ 30 ก.ย.69 ว่า  ในการประชุม UNGA ผู้นำชาติต่าง ๆ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดโอกาสให้สตรีเข้าดำรงตำแหน่งผู้นำระดับสูงของโลกอย่างเท่าเทียม เช่น นาย José Ramos-Horta ประธานาธิบดีของติมอร์-เลสเต และ นาย Duma Boko ประธานาธิบดีของบอตสวานา ทั้งนี้ ผู้สมัครรับเลือกเป็นเลขาธิการ UN มี 7 คน แบ่งเป็นสตรี 4 คนและบุรุษ 3 คน โดยผลการหยั่งเสียงอย่างไม่เป็นทางการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ผู้สมัครสตรี 2 คน ได้แก่ นาง Rebeca Grynspan จากคอสตาริกา และ นาง Caroline Rodrigues-Birkett จากกายอานา อยู่ในกลุ่มได้รับการสนับสนุนสูง

สหรัฐฯ เตรียมระบายน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์เพื่อบรรเทาราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

แถลงการณ์ของกระทรวงพลังงาน (พน.) สหรัฐฯ เมื่อ ปลาย ก.ย.69 ระบุว่า  เตรียมระบายน้ำมันจากคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (Strategic Petroleum Reserve-SPR) ประมาณ 40 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายจาก 172 ล้านบาร์เรล ที่สหรัฐฯ ตกลง ตามความเห็นพ้องของประเทศสมาชิกทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency-IEA) ที่ร่วมกันปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองปริมาณทั้งสิ้น 400 ล้านบาร์เรล  เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกกลาง โดยปัจจุบัน ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 4 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อแกลลอน ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเกิน 6 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อแกลลอน ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551

IRGC เรียกร้องให้ชาวอเมริกันกดดันรัฐบาลเพื่อยุติการแทรกแซงต่างประเทศและยุติการสนับสนุนอิสราเอล

กกล.พิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ออกจดหมายเปิดผนึกถึงชาวอเมริกัน เมื่อ 29 ก.ย.69 ให้ชาวอเมริกันกำหนดอนาคตของตนเองและทิศทางประเทศ ด้วยการกดดันให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยุติการตั้งฐานทัพในพื้นที่กว่า 800 แห่งทั่วโลก ยุติการสนับสนุนอิสราเอล รวมถึงหลีกเลี่ยงการทำสงคราม และการใช้เครือข่ายข่าวกรองแทรกแซงในต่างประเทศ พร้อมกับใหใช้สิทธิ์เลือกผู้นำที่มีความรู้ ซื่อสัตย์ และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมทั้งระบุว่าอิหร่านและสหรัฐฯ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ หากสหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนแนวนโยบาย นอกจากนี้ IRGC ยังระบุเพิ่มเติมว่า ประชาชนทั่วโลกกำลังตื่นตัวมากขึ้น และยุคที่สหรัฐฯ สามารถใช้อำนาจทางทหารเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากประเทศอื่นกำลังสิ้นสุดลง อีกทั้งเตือนว่าหากสหรัฐฯ ยังคงดำเนินนโยบายในแนวทางเดิม จะต้องเผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรง