บังกลาเทศจะแต่งตั้งรัฐบาลชั่วคราว หลังจาก นรม.ลาออกและหลบหนีไปอินเดีย

เชค ฮาซีนา นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ ลาออกจากตำแหน่งแล้วเมื่อ 5 ส.ค.67 และได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ทหาร พร้อมน้องสาว หลบหนีออกนอกประเทศในวันเดียวกัน ซึ่งสื่อมวลชนต่างประเทศระบุว่า เฮลิคอปเตอร์ได้ลงจอดที่เมือง Agartala เมืองเอกของรัฐตริปุระ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งไม่พอใจนโยบายของรัฐบาลในการสงวนตำแหน่งงานราชการให้แก่ครอบครัวทหารผ่านศึกและการใช้ความรุนแรงของตำรวจในการปราบปรามมาตั้งแต่ต้น ก.ค.67 ยกระดับการประท้วงบุกเข้าไปยังบ้านพักของนายกรัฐมนตรี ขณะที่ชาวบังกลาเทศหลายพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ชุมนุมต่อเนื่องปะทะกับตำรวจ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 100 คน เมื่อ 4 ส.ค.67 อย่างไรก็ดี พล.อ.Waker-Us-Zaman ผู้บัญชาการทหารบก แถลงผ่านทางสถานีโทรทัศน์ว่า จะจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว ซึ่งนับเป็นการยุติการปกครองบังกลาเทศของเชค ฮาซีนา มาเป็นเวลา 15 ปี

ประธานพรรค USDP ขอให้รัสเซียร่วมมือต่อต้านกลุ่มก่อการร้ายในเมียนมา

สำนักข่าว Myanmar Now รายงานเมื่อ 5 ส.ค.67 อ้างการให้สัมภาษณ์ของ อูขิ่นยี ประธานพรรคเพื่อความเป็นปึกแผ่นและการพัฒนาแห่งสหภาพ (USDP/สนับสนุนโดยกองทัพเมียนมา) ต่อสำนักข่าว Sputnik และ Rossiya Segodnya ของรัสเซีย เมื่อ 30 ก.ค.67 ว่า พรรค USDP ในฐานะพรรคการเมืองเมียนมา ต้องการให้พรรครัฐบาล United Russia ซึ่งครองเสียงข้างมากในรัฐสภารัสเซียและเป็นพันธมิตรของพรรค ร่วมสนับสนุนการต่อต้านกลุ่มก่อการร้ายในเมียนมา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเมียนมาไม่ได้เป็นเพียงแค่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นการก่อการร้าย พร้อมกล่าวถึงกรณีพันธมิตรชนกลุ่มน้อย Brotherhood Alliance นำโดยกลุ่มโกกั้งเมืองเลาไกง์ (MNDAA) โจมตีเป้าหมายทางทหารในพื้นที่รัฐฉานตอนเหนือ และบุกยึด บก.ภทบ.ตอ.น.ที่เมืองลาเสี้ยว เพื่อให้ฝ่ายรัสเซียเห็นตรงกันว่า การกระทำของ MNDAA เป็นกลุ่มก่อการร้าย และให้รัสเซียร่วมมือกับกองทัพเมียนมาในการปราบปรามกลุ่มดังกล่าว

UN ระบุว่า จนท.UNRWA 9 คน ต้องสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีอิสราเอลเมื่อ ต.ค.66

ข่าวสารนิเทศองค์การสหประชาชาติ รายงานเมื่อ 5 ส.ค.67 ว่ากระบวนการสืบสวนของสำนักงานกำกับดูแลภายในของ UN (The Office of Internal Oversight Services-OIOS) กรณีอิสราเอลอ้างว่าเจ้าหน้าที่สำนักงานบรรเทาทุกข์และจัดหางานของสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ (United Nations Relief and Works Agency for Palestine Refugees in the Near East-UNRWA) จำนวน 19 คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีอิสราเอลเมื่อ 7 ต.ค.66 เสร็จสิ้นแล้ว โดย OIOS ระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ UNRWA 9 คนที่ต้องสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีดังกล่าว ส่วนอีก 10 คนที่เหลือ ไม่มีหลักฐานเพียงพอจะยืนยันตามข้อกล่าวหาของอิสราเอล อย่างไรก็ดี นาย Philippe Lazzarini ผู้อำนวยการ UNRWA สั่งให้เจ้าหน้าที่ 9 คนดังกล่าวออกจากงานแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่า  UNRWA จะต้องปฏิบัติตามนโยบายขององค์กร…

ศาลสหรัฐฯ ตัดสินให้ Google แพ้คดีกรณีผูกขาดธุรกิจ Search Engine

สำนักข่าวนิวยอร์กไทมส์ รายงานเมื่อ 5 ส.ค.67 ว่า ในวันเดียวกันนี้ ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ประจำเขตโคลัมเบีย กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตัดสินให้ธุรกิจเสิร์ชเอนจิน (Search Engine) ของ Google ละเมิดกฎหมายการแข่งขันทางการค้า จากกรณีจ่ายเงินจำนวนมหาศาลให้กับบริษัทเทคโนโลยี อาทิ บ.Apple และ บ.Samsung เพื่อทำสัญญาจำกัดสิทธิให้ใช้เฉพาะระบบ Search Engine ของ Google เป็นบริการค้นหาหลักในอุปกรณ์และเว็บเบราว์เซอร์ต่าง ๆ รวมทั้งทำให้ Google สามารถรวบรวมข้อมูลผู้ใช้งานเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของระบบ Search Engine ให้เหนือกว่าบริษัทอื่น ๆ อันเป็นพฤติกรรมที่มุ่งกีดกันคู่แข่งทางการค้า ผูกขาด และรักษาการผูกขาดของตนเองในตลาดธุรกิจ Search Engine อย่างไรก็ดี คำตัดสินดังกล่าวไม่มีการอ้างถึงแนวทางเยียวยาแก้ไขพฤติกรรมการผูกขาดของ Google แต่คาดว่าจะมีการบังคับให้ Google ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินธุรกิจหรือขายกิจการบางส่วนเพื่อยุติการผูกขาด ทั้งนี้ คำตัดสินดังกล่าวยังอาจมีผลต่อแนวทางการพิจารณาคดีของศาลสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการผูกขาดทางการค้าของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำต่าง ๆ ต่อไป

กลุ่ม G7 ห่วงกังวลต่อความตึงเครียดของสถานการณ์ในภูมิภาค ตอ.กลางที่เพิ่มขึ้น

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เผยแพร่แถลงการณ์รัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม G7 และผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง (EU High Representative for Foreign Affairs and Security Policy) เมื่อ 5 ส.ค.67 ห่วงกังวลต่อความตึงเครียดของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มจะทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคขยายวงกว้าง กลุ่ม G7 จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ และงดเว้นการดำเนินมาตรการตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามโดยใช้ความรุนแรง เพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ในภูมิภาค พร้อมย้ำว่าไม่มีประเทศที่จะได้รับประโยชน์จากความตึงเครียดของสถานการณ์ในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น

ยูเครนสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ใกล้แนวสู้รบในแคว้นโดเนตสค์

นาย Vadym Filashkin ผู้ว่าการแคว้นโดเนตสค์ของยูเครน ประกาศเมื่อ 4 ส.ค.67 ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้พื้นที่แนวหน้าการสู้รบ เฉพาะอย่างยิ่งหมู่บ้าน Hrodivka และ Novohrodivka ในเขต Pokrovsk อพยพไปยังภูมิภาคที่ปลอดภัย เนื่องจากการสู้รบขยายตัวใกล้หมู่บ้านดังกล่าว ซึ่งห่างจากพื้นที่สู้รบเพียง 5 กิโลเมตร (เมื่อต้นปี 2567 อยู่ห่างประมาณ 20 กิโลเมตร) โดยประชาชนที่ต้องอพยพเป็นเด็กจำนวน 744 คน พร้อมครอบครัว ข้อมูลของหน่วยงานท้องถิ่นเขต Pokrovsk มีประชากร 60,000 คน เป็นเด็กจำนวน 4,000 คน และมีการอพยพประมาณ 500 คน ในแต่ละเดือน ทั้งนี้ ประธานาธิบดียูเครน ระบุเมื่อ 30 ก.ค.67 ว่า รัสเซียมุ่งการโจมตีทางตะวันออกของยูเครนในทิศทางของเขต Pokrovsk หลังจากที่โจมตีแคว้นคาร์คีฟครั้งใหม่ล้มเหลว

กต.อินเดียแจ้งเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปบังกลาเทศ

กระทรวงการต่างประเทศอินเดีย ออกแถลงการณ์ เมื่อ 4 ส.ค.67 แจ้งเตือนชาวอินเดียที่ประสงค์เดินทางเยือนบังกลาเทศให้หลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงนี้จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม สำหรับชาวอินเดียในบังกลาเทศควรใช้ความระมัดระวังในการเดินทางอย่างยิ่ง และหากมีเหตุจำเป็นสามารถติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินของสำนักงานข้าหลวงใหญ่อินเดียประจำบังกลาเทศทันที ก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศอินเดียได้ประกาศแจ้งเตือนชาวอินเดียให้หลีกเลี่ยงการเดินทางหรือออกจากที่พักหากไม่จำเป็น และส่งนักเรียน/นักศึกษาอินเดียในบังกลาเทศกลับประเทศแล้วกว่า 6,700 คน เนื่องจากสถานการณ์ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลบังกลาเทศทวีความตึงเครียด

นรม.มาเลเซีย จะนำผู้บาดเจ็บจากการสู้รบในปาเลสไตน์มารักษาในประเทศ

สำนักข่าว The Star รายงานอ้างคำปราศรัยของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย เมื่อ 4 ส.ค.67 ในกิจกรรมระดมทุนเพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ว่า มาเลเซียมีแผนจะช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลแก่ชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะเด็กและสตรีที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล โดยจะให้มารักษาตัวในมาเลเซีย แต่ยังอยู่ระหว่างหารือกับผู้นำประเทศต่างๆ อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดีฮะมัด บิน อีซา อาลเคาะลีฟะฮ์ เจ้าผู้ครองรัฐบาห์เรน เชค มุฮัมมัด บิน ซายิด อาลนะห์ยาน เจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบีและประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มกุฎราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman-MbS) นายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย และประธานาธิบดีอับดุล ฟัตตาห์ อัสซีซี แห่งอียิปต์ เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มาเลเซียไม่ยอมให้ประเทศใดมากำหนดท่าทีว่าควรเข้าข้างฝ่ายใด และจะสนับสนุนปาเลสไตน์โดยยึดหลักการแห่งความยุติธรรมและมนุษยธรรมต่อไป รวมทั้งต้องการให้มาเลเซียเป็นที่ได้รับการจดจำในฐานะประเทศที่มุ่งมั่นที่จะต่อสู้เพื่อชาวปาเลสไตน์

ฟิลิปปินส์ลำเลียงเชื้อเพลิงแจกจ่ายเรือประมงบริเวณพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้

พลเรือจัตวา เจย์ ทาร์รีลา โฆษกหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ (Philippine Coast Guard-PCG) เปิดเผยเมื่อ 4 ส.ค.67 ว่า เรือของสำนักงานทรัพยากรประมงและสัตว์น้ำฟิลิปปินส์ (Bureau of Fisheries and Aquatic Resources-BFAR) ลำเลียงเชื้อเพลิงเพื่อแจกจ่ายแก่เรือประมงฟิลิปปินส์บริเวณสันดอน Sabina ในทะเลจีนใต้ โดย PCG ส่งเรือ BRP Teresa Magbanua พร้อมเรือยางท้องแข็ง (Rigid Hull Inflatable Boats-RHIB) อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัย ภายใต้โครงการ “Bayanihan sa Karagatan” ที่มุ่งดำเนินภารกิจด้านมนุษยธรรมและปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ โฆษกหน่วยยามฝั่งของจีน (China Coast Guard-CCG) แถลงในวันเดียวกัน ระบุว่า CCG ตรวจพบความเคลื่อนไหวของเรือตรวจการณ์และเรือประมงของฟิลิปปินส์ เมื่อ 3 ส.ค.67 โดยย้ำว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการละเมิดอธิปไตยและผลประโยชน์ทางทะเลของจีน ทั้งยังทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

สหรัฐฯ ประกาศเตือนพลเรือนไม่ให้เดินทางไปเลบานอน

เว็บไซต์ newsweek.com รายงานอ้างกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 1 ส.ค.67 ว่า เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงที่ตึงเครียดมากขึ้นระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบุลเลาะห์ จึงได้ปรับคำแนะนำการเดินทางสำหรับพลเรือนสหรัฐฯ ที่จะเดินทางไปเลบานอนเป็นระดับ 4 คือ ห้ามเดินทาง และเตือนชาวอเมริกันในเลบานอน ให้เตรียมสถานที่พักหากสถานการณ์เลวร้ายลง กับทั้งเตือนให้ชาวอเมริกันที่อยู่ทางตอนใต้ของเลบานอน ใกล้ชายแดนซีเรีย และ/หรืออยู่ในเขตผู้ลี้ภัย ให้ออกจากพื้นที่ ปัจจุบันสหรัฐฯกำหนดระดับความปลอดภัยในการเดินทางไปยังประเทศในตะวันออกกลาง ดังนี้ ระดับ 1 ปลอดภัยสำหรับการเดินทาง ได้แก่ คูเวต กาตาร์ และโอมาน ระดับ 2 ระมัดระวังในการเดินทาง ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจอร์แดน ระดับ 3 มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย และอียิปต์ และระดับ 4 ห้ามเดินทาง ได้แก่ เยเมน อิหร่าน อิรัก ซีเรีย และเลบานอน