ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย จะเยือนจีนระหว่าง 16-17 พ.ค.67

  สำนักข่าว Interfax รายงานเมื่อ 14 พ.ค.67 อ้างการเผยแพร่ของทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียว่า ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย จะเยือนจีนระหว่าง 16-17 พ.ค.67 ตามการเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งนับเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของผู้นำรัสเซียหลังพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง โดยผู้นำสองประเทศจะหารือในประเด็นความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน การปฏิสัมพันธ์ และจะแลกเปลี่ยนทัศนะปัญหาสำคัญของโลกและภูมิภาค รวมทั้งจะร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมหลังเสร็จสิ้นการหารือ

กลุ่มผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือในเกาหลีใต้ส่งบอลลูนบรรทุกใบปลิวไปเกาหลีเหนือ

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 13 พ.ค.67 ว่า กลุ่ม Fighters for a Free North Korea (FFNK) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือในเกาหลีใต้ส่งบอลลูนพลาสติกขนาดใหญ่กว่า 20 ลูก ข้ามพรมแดนจากเกาะทางตะวันตกของเกาหลีใต้ไปยังเกาหลีเหนือเมื่อ 10 พ.ค.67 โดยบอลลูนดังกล่าวบรรทุกใบปลิวที่มีข้อความต่อต้านรัฐบาลเกาหลีเหนือกว่า 300,000 แผ่น และอุปกรณ์ USB ที่มีเนื้อหาบันเทิงของเกาหลีใต้ กิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายให้ชาวเกาหลีเหนือเข้าถึงข้อมูลจากภายนอกและมีสิทธิ์เสรีภาพ ขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้เรียกร้องให้กลุ่มต่าง ๆ งดกิจกรรมลักษณะดังกล่าว ซึ่งจะทำให้เกาหลีเหนือไม่พอใจและยิงบอลลูนตก

อิรักจะปรับลดการผลิตน้ำมันโดยสมัครใจตามข้อตกลงของกลุ่ม OPEC

สำนักข่าว INA ของทางการอิรัก รายงานเมื่อ 12 พ.ค.67 อ้างนาย Hayan Abdul Ghani รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันอิรัก ระบุว่าอิรักจะปรับลดการผลิตน้ำมันโดยสมัครใจตามข้อตกลงของกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (OPEC) และจะทำงานร่วมกับประเทศสมาชิก เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดน้ำมันโลก อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวไม่ตรงกับการกล่าวแสดงความเห็นของนาย Ghani ระหว่างเข้าร่วมพิธีออกใบอนุญาตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของกระทรวงน้ำมันอิรัก ที่กรุงแบกแดด เมื่อ 11 พ.ค.67 ที่ว่า อิรักปรับลดการผลิตน้ำมันตามความสมัครใจเพียงพอแล้ว และไม่เห็นด้วยหากกลุ่ม OPEC+ จะเสนอขยายเวลาปรับลดการผลิตน้ำมันเพิ่มเติม ในที่ประชุม Joint Ministerial Monitoring Committee (JMMC) ที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย ใน 1 มิ.ย.67

วลาดิมีร์ ปูตินเริ่มการปกครองรัสเซียในสมัยที่ 5

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินรับตำแหน่งประธานาธิบดีหรือผู้นำของรัสเซียต่อเป็นสมัยที่ 5 โดยสาบานตนรับตำแหน่งนี้อย่างเป็นทางการเมื่อ 7 พฤษภาคม 2567 ซึ่งเท่ากับว่าประธานาธิบดีคนนี้จะเป็นผู้คุมอำนาจทางการเมืองของรัสเซียต่อไปอีกอย่างน้อย 6 ปี โดยเขาได้ใช้พิธีสาบานตนครั้งนี้ยืนยันกับชาวรัสเซียและผู้ร่วมงานพิธีสาบานตนประมาณ 2,600 คน ว่า ความมั่นคงปลอดภัยและผลประโยชน์ของชาวรัสเซียคือ…..สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลและตัวเขาจะปกป้องเป็นอย่างดี การก้าวเข้าสู่ตำแหน่งด้วยท่าทางที่มั่นใจในพระราชวังเคลมลิน อดีตพระตำหนักของซาร์ในมอสโคว ทำให้ภาพลักษณ์ปูตินดูดีอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในถ้อยแถลงที่เขาพูดในพิธีสาบานตน ทำให้เราได้เห็นว่า ประธานาธิบดีรัสเซียต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวรัสเซียว่า สังคมรัสเซียที่มีเอกภาพและเป็นหนึ่งเดียวกัน (unity) จะสามารถเอาชนะอุปสรรค รวมทั้งความท้าทายในปัจจุบันได้ โดยที่ยังรักษา “เสถียรภาพ” ภายในประเทศ และ “ศักดิ์ศรี” ของชาวรัสเซียที่เป็นชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ได้ …ความท้าทายและอุปสรรคต่าง ๆ ที่ผู้นำรัสเซียกำลังพูดถึง ก็น่าจะไม่พ้นเรื่องสงครามในยูเครน และการรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ ที่ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการทางหทารในยูเครน ซึ่งแม้ว่าการคว่ำบาตรและการลงโทษทางการทูตจากประเทศตะวันตกต่อรัสเซียมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นในปี 2567 แต่ผู้นำรัสเซียบอกกับประชาชนของเขาว่า ……..“อุปสรรคเหล่านี้จะทำให้เราแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นอกจากนี้ เขายังสัญญากับประชาชนด้วยว่าจะเดินหน้าพัฒนาสวัสดิการสังคม ลงทุนในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศให้มั่นคงและมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน เรียกได้ว่าถ้อยแถลงในพิธีสาบานตนของผู้นำรัสเซีย มีพลัง และมีสาร (message) สำคัญ ๆ ที่มุ่งทำให้ประชาชนเข้าใจผลประโยชน์ของชาติ…

เมือง : พื้นที่ที่ต้องปลอดภัยแต่ก็พร้อมจะเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยไปในเวลาเดียวกัน

การกลับมาเปิดเมืองของประเทศต่าง ๆ หลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เบาบาง ทำให้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่ผู้คนพลุกพล่านมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมือง ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่ เมืองหลัก หรือเมืองรอง แต่ไม่ว่าจะเมืองไหน ๆ เราก็ต้องการความปลอดภัยไม่ต่างกัน……แน่นอน ข่าวมือมีด ที่เป็นชายวัย 40 ปี ไล่แทงคนที่ห้างสรรพสินค้า Westfield Bondi Junction ทางตะวันตกของซิดนีย์ ออสเตรเลีย เมื่อ 13 เมษายน 2567 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 8 คน โดยตำรวจเชื่อว่า มือมีดที่ก่อเหตุเพียงลำพัง มีปัญหาทางจิต และตัดสินใจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ… อีก 2 วันต่อมา มีเด็กชายวัยรุ่นอายุ 16 ปี ก่อเหตุไล่แทงที่โบสถ์ Christ The Good Shepherd Church ในซิดนีย์ เป็นเหตุให้บิชอฟและสานุศิษย์ได้รับบาดเจ็บเมื่อ 15 เมษายน 2567 ซึ่งตำรวจระบุว่าเป็นการก่อการร้าย เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีแนวคิดสุดโต่งนิยมความรุนแรง ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับเด็กชายวัยรุ่นอายุระหว่าง…

UNRWA ปิดสำนักงานใหญ่ชั่วคราวหลังถูกชาวอิสราเอลวางเพลิง

นาย Philippe Lazzarini ผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และจัดหางานของสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ (United Nations Relief and Works Agency for Palestine Refugees in the Near East-UNRWA) แถลงเมื่อ 9 พ.ค.67 ว่าตัดสินใจปิดสำนักงานใหญ่ UNRWA ที่เยรูซาเล็มตะวันออกชั่วคราวเพื่อรักษาความปลอดภัย หลังเกิดเหตุชาวอิสราเอลจุดไฟเผาบริเวณรอบนอกสำนักงานในวันเดียวกัน 2 ครั้ง ส่งผลให้พื้นที่บางส่วนของสำนักงานเสียหาย อย่างไรก็ดี ไม่มีเจ้าหน้าที่ UNRWA บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทั้งนี้ ตั้งแต่ห้วง มี.ค.-พ.ค.67 เจ้าหน้าที่ UNRWA เผชิญกระแสต่อต้านจากชาวอิสราเอลมากขึ้น และเสี่ยงได้รับอันตรายต่อชีวิตจากการแสดงพฤติกรรมที่รุนแรงของชาวอิสราเอล เช่น การขว้างปาหิน และใช้ปืนข่มขู่

สหรัฐฯ แสวงหาความร่วมมือเพื่อสกัดกั้นคู่ขัดแย้ง

สำนักข่าว The Star รายงานเมื่อ 9 พ.ค.67 ว่า ดาโต๊ะ ซรี ไซฟุดดิน นาซูตียน อิสมาอิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงภายในมาเลเซีย ให้การต้อนรับนาย Brian Nelson ปลัดกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการข่าวกรองทางการเงินและก่อการร้าย  ในโอกาสเดินทางเยือนมาเลเซีย เพื่อหารือถึงมาตรการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และความร่วมมือในการสกัดกั้นกิจกรรมที่เป็นแหล่งรายได้ของอิหร่าน ตัวแทน (proxy) ของอิหร่านและรัสเซีย ตามมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยอ้างข้อมูลว่า บริษัทมาเลเซียเกี่ยวข้องกับการขนถ่ายน้ำมันเถื่อนของอิหร่าน และรัสเซีย และเป็นแหล่งระดมทุนไปช่วยเหลือกลุ่มฮะมาส ซึ่งเงินเหล่านี้ถูกใช้ไปสร้างความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ทั้งนี้ในการหารือกัน มาเลเซียแสดงความพร้อมให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ภายใต้หลักนิติธรรม และหลักเกณฑ์สากลในการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (Basel II และ Basel III) แต่จะยอมรับเฉพาะมาตรการลงโทษที่ผ่านมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เท่านั้น ก่อนหน้านี้ เมื่อ ธ.ค.66 สหรัฐฯ ประกาศมาตรการลงโทษบริษัทของมาเลเซีย 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท Arta Wave บริษัท Integrated…

ไต้หวันพร้อมพูดคุยกับจีนหากได้รับการยอมรับสถานะที่เท่าเทียม

  สำนักข่าว South China Morning Post (SCMP) รายงานเมื่อ 8 พ.ค.67 อ้างนาย Alexander Tah-ray Yui ผู้แทนไต้หวัน/สหรัฐฯ ซึ่งเข้ารับตำแหน่ง เมื่อ ธ.ค.66 แสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน และท่าทีของนายไล่ ชิงเต๋อ ว่าที่ประธานาธิบดีไต้หวัน ซึ่งจะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งใน 20 พ.ค.67 ว่า ไต้หวันไม่ปิดช่องทางการพูดคุยกับจีนหากได้รับการยอมรับในสถานะที่เท่าเทียม เพราะปัจจุบันมีชาวไต้หวันมากขึ้นที่สนับสนุนการรักษาสถานะเดิม (Status Quo) เพื่อให้เกิดสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน แม้ว่าฝ่ายบริหารชุดใหม่ของไต้หวันอาจดำเนินนโยบายต่างประเทศเช่นเดียวกับสมัยของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ซึ่งมีนายไล่ ชิงเต๋อ เป็นรองประธานาธิบดี ทั้งนี้ นาย Alexander Tah-ray Yui แสดงความเห็นดังกล่าวในกิจกรรมฉลอง Taiwan Relations Act ครบรอบ 45 ปี ที่มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ

จีนบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือ

  เว็บไซต์ Human Rights Watch รายงานเมื่อ 8 พ.ค.67 ว่า รัฐบาลจีนบังคับส่งกลับชาวเกาหลีเหนือจากมณฑลจี๋หลินและมณฑลเหลียวหนิงประมาณ 60 คน เมื่อ 26 เม.ย.67 ซึ่งกลุ่มบุคคลที่ถูกส่งกลับมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกบังคับให้สูญหาย ถูกทรมาน ล่วงละเมิดทางเพศ บังคับใช้แรงงานหรือถูกคุมขัง การบังคับส่งกลับรอบนี้เกิดขึ้นหลังจากนาย Zhao Leji ประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาประชาชนแห่งชาติจีน เยือนเกาหลีเหนือและเข้าพบนายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเมื่อ 13 เม.ย.67 Human Rights Watch ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2563 จีนบังคับส่งกลับชาวเกาหลีเหนือแล้วมากกว่า 670 คน โดยรัฐบาลจีนถือว่าชาวเกาหลีเหนือเป็นแรงงานอพยพด้านเศรษฐกิจ (economic migrants) ที่ผิดกฎหมาย และจะบังคับส่งตัวกลับประเทศภายใต้ข้อตกลงทวิภาคีด้านชายแดนปี 2529 แต่อนุสัญญาปี ค.ศ. 1951 ว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย และอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานของสหประชาชาติกำหนดให้จีนไม่สามารถส่งกลับบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการถูกทรมานหรือถูกทำร้าย เนื่องจากขัดต่อหลักการห้ามผลักดันกลับ (principle of non-refoulement)  

ฟิลิปปินส์ ยืนยันไม่มีการทำข้อตกลงใด ๆ กับจีน กรณีพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ (DFA) แถลงการณ์เมื่อ 7 พ.ค.67 ชี้แจงว่าฟิลิปปินส์ไม่มีเอกสาร บันทึก หรือข้อตกลงใด ๆ กับจีน เกี่ยวกับการจัดการ “รูปแบบใหม่” บริเวณแนวสันดอนโทมัสที่สอง ตามที่ สถานเอกอัครราชทูต(สอท.)จีน/ฟิลิปปินส์ กล่าวอ้าง พร้อมระบุว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับคณะรัฐมนตรีจากฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ คนใดเห็นด้วยกับข้อเสนอของจีนที่เกี่ยวข้องกับแนวสันดอนโทมัสที่สอง นอกจากนี้ DFA ย้ำว่า มีเพียงประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เท่านั้น ที่สามารถอนุมัติหรืออนุญาตข้อตกลงที่ทำโดยรัฐบาลฟิลิปปินส์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก ทั้งนี้ ถ้อยแถลงดังกล่าว มุ่งขยายความเพิ่มเติมหลังจากกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ออกแถลงการณ์เมื่อ 5 พ.ค.67 ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของ สอท.จีน/ฟิลิปปินส์ ถึงความมีอยู่ของข้อตกลงดังกล่าว อีกทั้งโจมตีว่าเป็นความพยายามบิดเบือนของจีนเพื่อสร้างความสับสนในสังคมฟิลิปปินส์ และเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงที่ว่าจีนกระทำผิดกฎหมายและแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวในพื้นที่อ้างกรรมสิทธิ์