เลบานอนและสหราชอาณาจักรฝึกร่วมผสมทางทหารเต็มรูปแบบระหว่าง 12-22 ก.ย.66

สำนักข่าว Naharnet รายงานเมื่อ 12 ก.ย.66 ว่าในวันเดียวกัน เลบานอนและสหราชอาณาจักรเริ่มการฝึกร่วมผสมทางทหารเต็มรูปแบบ ภายใต้รหัส Pegasus Cedar เป็นเวลา 10 วัน ระหว่าง 12-22 ก.ย.66 โดยสหราชอาณาจักรส่งกำลังพลของกองทัพบกจากกองพันรบที่ 2 กรมพลร่มที่ 2 มากกว่า 65 นาย เข้าร่วมการฝึกซ้อมในเลบานอน ทั้งสองฝ่ายจะฝึกทักษะทางยุทธวิธี การจัดการอาวุธ การยิงระยะไกล การลาดตระเวน และการต่อสู้ระยะประชิด รวมทั้งยังมีการฝึกร่วมกับกองทัพอากาศเลบานอน เกี่ยวกับภารกิจการสนับสนุนทางอากาศ เทคนิคการโรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์ (Insertion and Extraction techniques) จากนั้นจะมีการฝึกภาคสนามเพื่อทดสอบและเพิ่มขีดความสามารถของกองกำลังทหารในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ทั้งนี้ นาย Hamish Cowell เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำเลบานอน ระบุว่าการฝึกซ้อม Pegasus Cedar นับเป็นการฝึกซ้อมทางทหารในประเภทดังกล่าวเป็นครั้งแรก ซึ่งจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ทางทหารของเลบานอนและสหราชอาณาจักรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จะเยือนจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อ 12 ก.ย.66 ว่า นายชาร์ลส์ ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐฯ สังกัดพรรคเดโมแครต เตรียมนำวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน เยือนจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ใน ต.ค.66 โดยมีนาย Mike Crapo วุฒิสมาชิก สังกัดพรรครีพับลิกัน เป็นผู้นำคณะฝ่ายพรรครีพับลิกัน ทั้งนี้ ผู้นำวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกีดกันจีนและสนับสนุนไต้หวัน ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีน ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยังไม่แสดงท่าทีต่อการเยือนจีนดังกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกลุ่ม G7 ประณามรัสเซียที่จัดการเลือกตั้งในดินแดนของยูเครนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เผยแพร่แถลงการณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกลุ่ม G7 (แคนาดา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และอิตาลี) และผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง (EU High Representative for Foreign Affairs and Security Policy) เมื่อ 12 ก.ย.66 ประณามรัสเซียที่จัดการเลือกตั้งท้องถิ่นในดินแดนของยูเครนที่รัสเซียผนวกเข้ากับรัสเซียโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่ แคว้นโดเนตสค์ (Donetsk) แคว้นเคอร์ซอน (Kherson) แคว้นลูฮันสค์ (Luhansk) แคว้นซาโปริซเซีย (Zaporizhzhia) และคาบสมุทรไครเมีย (Crimea) เนื่องจากละเมิดความเป็นอิสรภาพ อำนาจอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน รวมทั้งกฎบัตรสหประชาชาติ (United Nations Charter) โดยการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติการเพื่อโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซียที่มีเป้าหมายทำให้การผนวกดินแดนโดยมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ กลุ่ม G7 ย้ำว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงท่าทีต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยจะยังคงให้ความช่วยเหลือทางการเงิน มนุษยธรรม ความมั่นคง และการทูตแก่ยูเครนต่อไปจนกว่าสถานการณ์ยุติ อีกทั้งจะไม่ยอมรับการผนวกดินแดนโดยมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศไม่ให้การยอมรับเช่นกัน

ผู้นำรัสเซียคาดว่าประธานประเทศลาวจะเยือนรัสเซียในห้วงต้น ต.ค.66

  สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานเมื่อ 12 ก.ย.66 อ้างคำกล่าวของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ขณะหารือกับนางปานี ยาท่อตู้ รองประธานประเทศลาว ซึ่งเยือนรัสเซียเพื่อเข้าร่วมการประชุม Eastern Economic Forum (EEF) ครั้งที่ 8 ณ เมืองวลาดิวอสตอก โดยขอให้นางปานี ยาท่อตู้ แจ้งนายทองลุน สีสุดลิด ประธานประเทศลาว ถึงความปรารถนาดีของผู้นำรัสเซียและคาดหวังที่จะได้พบกับผู้นำลาวที่รัสเซียในต้น ต.ค.66 (ไม่มีรายละเอียด) พร้อมกับกล่าวว่าทั้งสองประเทศมีโอกาสที่ดีในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งรวมถึงความสัมพันธ์ทางทหาร

บังกลาเทศสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส 10 ลำ ระหว่างการเยือนของประธานาธิบดีฝรั่งเศส

  สำนักข่าว Al Jazeera รายงานเมื่อ 11 ก.ย.66 ว่า ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส กล่าวขอบคุณบังกลาเทศที่สั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสจำนวน 10 ลำ เพื่อบินตรงไปยัง 20 จุดหมายปลายทางสำคัญ อาทิ สหราชอาณาจักร มาเลเซีย ไทย และแคนาดา ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ผู้นำฝรั่งเศสเดินทางเยือนบังกลาเทศ ซึ่งมีพลวัตทางเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว และเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี รวมถึงผลักดันยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของฝรั่งเศส และถ่วงดุลจักรวรรดินิยมใหม่ที่เข้ามาแผ่ขยายอิทธิพลภายในภูมิภาคเอเชียใต้มากขึ้น การเยือนบังกลาเทศครั้งนี้มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีมาครงเดินทางเยือนประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศสเมื่อ ก.ค.66 ได้แก่ นิวแคลิโดเนีย วานูอาตู และปาปัวนิวกินี ซึ่งล้วนอยู่ในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของฝรั่งเศสเช่นกัน

ประธานาธิบดีรัสเซียมีกำหนดพบหารือกับนายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ในห้วงคู่ขนานการประชุม EEF ครั้งที่ 8

  สำนักข่าว Tass รายงานอ้างถ้อยแถลงของทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียเมื่อ 12 ก.ย.66 ว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน มีกำหนดพบหารืออย่างเป็นทางการกับนายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ในห้วงคู่ขนานการประชุมเศรษฐกิจภูมิภาคตะวันออก (Eastern Economic Forum-EEF) ครั้งที่ 8 ระหว่าง 10-13 ก.ย.66 โดยจะเป็นการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะและคาดว่าผู้นำทั้งสองอาจพบหารือแบบตัวต่อตัวด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ด้านอุตสาหกรรมอาวุธและทางการทหารระดับสูง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ เดินทางจากจากกรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ โดยรถไฟ ถึงนครวลาดิวอสต็อก ของรัสเซีย เมื่อ 11 ก.ย.66

ซาอุดีอาระเบียร่วมลงนาม MoU จัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมโยงอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป

  สำนักข่าว SPA ของทางการซาอุดีอาระเบีย และสำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อ 10 ก.ย.66 ว่า มกุฎราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมาน นายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเข้าร่วมการประชุมสุดยอด G20 กรุงนิวเดลี อินเดีย ระหว่าง 9-10 ก.ย.66 ทรงประกาศร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับสหรัฐฯ อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสหภาพยุโรป เพื่อจัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมโยงอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป (India–Middle East–Europe Economic Corridor-IMEC) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการค้าและการขนส่งสินค้าผ่านการพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมระหว่างประเทศอาหรับในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจะเชื่อมต่อกับอินเดียและยุโรปผ่านท่าเรือ รวมถึงอำนวยความสะดวกในการขนส่งพลังงานไฟฟ้าผ่านสายเคเบิลและขนส่งไฮโดรเจนผ่านท่อส่งก๊าซ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพลังงานสะอาดและความมั่นคงด้านพลังงาน ปัจจุบัน ซาอุดีอาระเบียกับสหรัฐฯ ให้ความสำคัญประเด็นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและอุตสาหกรรม โดยหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังเจรจากับซาอุดีอาระเบีย เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ในการซื้อโลหะบางส่วน จากการที่ซาอุดีอาระเบียมีแผนจะลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในคองโก กินี และนามิเบีย…

อิสราเอลพร้อมตอบโต้หากได้รับการคุกคามจากอิหร่าน

  สำนักข่าว AP และเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ The Times of Israel รายงานเมื่อ 10 ก.ย.66 อ้างนาย David Barnea ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองของอิสราเอล (Mossad) กล่าวในการประชุมประจำปีของสถาบันนโยบายต่อต้านการก่อการร้าย (Institute for Counter-Terrorism Policy-ICT) ที่มหาวิทยาลัย Reichman เมือง Herzliya ของอิสราเอล ในวันเดียวกันนี้ ว่า อิสราเอลกังวลว่าอิหร่านอาจได้รับอาวุธขั้นสูงจากรัสเซีย ซึ่งอาจทำให้ภัยคุกคามจากอิหร่านต่ออิสราเอลเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2565 อิสราเอลและพันธมิตรสามารถสกัดกั้นการพยายามโจมตีของอิหร่านต่อชาวยิวและชาวอิสราเอลในยุโรป แอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอเมริกาใต้ รวม 27 ครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ผู้อำนวยการ Mossad ให้คำมั่นว่าอิสราเอลพร้อมที่จะตอบโต้อิหร่านในทุกภาคส่วนไม่ว่าจะระดับเจ้าหน้าที่ไปจนถึงผู้บัญชาการระดับสูง ในกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางของอิหร่าน หากบุคคลดังกล่าวของอิหร่านมีพฤติการณ์เป็นภัยคุกคามอิสราเอล

สหราชอาณาจักรเตรียมประกาศให้กลุ่มวากเนอร์เป็นกลุ่มก่อการร้าย

สำนักข่าว BBC รายงานโดยอ้างถ้อยแถลงของ นาง Suella Braverman รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสหราชอาณาจักร เมื่อ 6 ก.ย.66 ว่า สหราชอาณาจักรเตรียมประกาศให้กลุ่มวากเนอร์เป็นกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งเมื่อมีผลบังคับใช้ จะทำให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรมีอำนาจยึดทรัพย์สินของกลุ่ม ขณะที่สมาชิกกลุ่มหรือผู้ที่ให้การสนับสนุนจะมีความผิดตามกฎหมาย โดยอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 14 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ นาง Braverman ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติการของกลุ่มวากเนอร์ทั้งในยูเครนและแอฟริกาเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของโลก และเป็นการกระทำของผู้ก่อการร้าย ทั้งนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างยื่นร่างคำสั่งดังกล่าวเพื่อขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา และเมื่อมีการประกาศบังคับใช้จะทำให้กลุ่มวากเนอร์กลายเป็นกลุ่มก่อการร้ายในสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับกลุ่มฮามาส และกลุ่มโบโกฮะรอม

จีนและเมียนมาร่วมกันจับกุมมิจฉาชีพออนไลน์กว่า 269 ราย

สถานีโทรทัศน์ CCTV รายงานเมื่อ 5 ก.ย.66 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนและเมียนมาร่วมปฏิบัติการจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวงเหยื่อทางออนไลน์และทางโทรศัพท์ โดยทลายแหล่งดำเนินการของกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าวทางตอนเหนือของเมียนมา 11 แห่ง จับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 269 ราย (ชาวจีน 186 คน เมียนมา 66 คน เวียดนาม 15 คน และมาเลเซีย 2 คน) ในจำนวนนี้ 21 ราย เป็นแกนนำสำคัญของกลุ่ม 13 คนเป็นผู้หลบหนีคดีฉ้อฉลทางออนไลน์ และอีก 1 ราย เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมที่หลบหนีกว่า 19 ปี รวมทั้งยึดเครื่องมือจำนวนมาก อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ซิมการ์ดโทรศัพท์ บัตรเครดิต และบทสนทนาเพื่อล่อลวงเหยื่อ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนระบุว่า จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งการเจรจาการทูต เพื่อช่วยเหลือและปกป้องผลประโยชน์และความปลอดภัยให้กับพลเมืองจีนในต่างประเทศที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ