จีนเตรียมเพิ่มปริมาณสำรองอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับเทคโนโลยีระดับสูง

สำนักข่าว Xinhua รายงานเมื่อ 6 ก.ย.66 อ้างแถลงการณ์หลังการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศกับกระทรวงการคลังของจีน ว่า ทางการจีนตั้งเป้าเพิ่มปริมาณสำรองอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรักษาระดับการขยายตัวของอุปกรณ์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 5G ของจีน ซึ่งคาดว่าจะครองส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็นร้อยละ 85 ในปี 2567 ทั้งนี้ ห้วง ม.ค.-ก.ค. 66 ตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของจีนยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สินค้าส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มูลค่าประมาณ 276,000 ล้านหยวน (ประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยจีนตั้งเป้าหมายรักษาเสถียรภาพการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และมีแผนสนับสนุนผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ e-commerce และใช้ประโยชน์จากตลาดออนไลน์และออฟไลน์มากขึ้น

ไต้หวันและเอสวาตินีลงนามความตกลงเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน

สำนักข่าว Taiwan News รายงานเมื่อ 6 ก.ย.66 ว่า ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวินของไต้หวัน เดินทางเยือนเอสวาตินี ระหว่าง 5-8 ก.ย.66 เพื่อแสดงความยินดีเนื่องในวันชาติเอสวาตินีและวาระครบรอบ 55 ปีของความสัมพันธ์ทวิภาคี ในโอกาสนี้ ผู้แทนทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความตกลง 3 ฉบับเกี่ยวกับความมั่นคงทางพลังงานที่ไต้หวันจะสร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ให้กับเอสวาตินี การส่งเสริมพลังสตรี โดยจัดตั้งกองทุนสินเชื่อรายย่อยสำหรับสตรี และการจัดตั้งความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง (Sister city) ระหว่างนครเกาสงของไต้หวันกับกรุงอึมบาบานีของเอสวาตินี ขณะเดียวกัน นางไช่ยังแสดงความขอบคุณเอสวาตินีที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของไต้หวันในสหประชาชาติ (United Nations-UN) พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงมิตรภาพที่ยั่งยืนและการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างไต้หวันและเอสวาตินี

ฟิลิปปินส์พร้อมรับตำแหน่งประธานอาเซียนแทนเมียนมา

สำนักข่าว CNN รายงานเมื่อ 5 ก.ย.66 อ้างถ้อยแถลงของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 43 ที่อินโดนีเซีย ว่า ฟิลิปปินส์พร้อมที่จะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2569 กรณีเมียนมาถอนตัวจากการดำรงตำแหน่งตามวงรอบ โดยฟิลิปปินส์เชื่อมั่นว่า การสนับสนุนของประเทศอาเซียนและการทำงานร่วมกับพันธมิตร สามารถเสริมสร้างความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน รวมทั้งจะช่วยส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค นอกจากนี้ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ได้เรียกร้องให้คู่ค้าส่งเสริมการค้าร่วมกันระหว่างเครือข่ายอาเซียน และสนับสนุนวิสาหกิจขนาดเล็กในเศรษฐกิจดิจิทัล

ญี่ปุ่นส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงไปจีนลดลงเมื่อ ก.ค.66

สำนักข่าว Kyodo News รายงานเมื่อ 5 ก.ย.66 อ้างข้อมูลจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่นที่เผยแพร่เมื่อวันเดียวกันว่า ญี่ปุ่นมีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงไปจีน 7,700 ล้านเยน (ประมาณ 1,854 ล้านบาท) เมื่อ ก.ค.66 ลดลงร้อยละ 23.2 เมื่อเทียบกับ ก.ค.65 เนื่องจากศุลกากรจีนมีมาตรการตรวจปล่อยสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ประมงที่นำเข้าจากญี่ปุ่นเข้มงวดขึ้น อีกทั้งคาดว่ามูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงจากญี่ปุ่นไปจีนจะลดลงต่อเนื่องใน ส.ค.66 และจะกระทบต่อเป้าหมายของกระทรวงฯ ในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของญี่ปุ่นเป็น 2 ล้านล้านเยน (ประมาณ 480,000 ล้านบาท) ต่อปีภายในปี 2568 ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงไปจีนลดลง เนื่องจากศุลกากรจีนเริ่มบังคับใช้มาตรการตรวจปล่อยสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ประมงที่นำเข้าจากญี่ปุ่นเข้มงวดขึ้น หลังญี่ปุ่นมีแผนจะปล่อยน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดด้วยระบบบำบัดน้ำเสียขั้นสูง (Advanced Liquid Processing System-ALPS) จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะที่ 1 (Fukushima Daiichi Nuclear Power Station-FDNPS) ของบริษัท Tokyo Electric Power Company Holdings (TEPCO)…

ญี่ปุ่นร้องขอให้มีการจัดการหารือระหว่างญี่ปุ่นกับจีนภายใต้ความตกลง RCEP

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์เมื่อ 4 ก.ย.66 ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นร้องขอให้มีการจัดการหารือระหว่างญี่ปุ่นกับจีน ตามบทบัญญัติแห่งความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership-RCEP) ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นประเทศคู่สัญญา หลังจีนเริ่มบังคับใช้มาตรการระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำจากญี่ปุ่นทั้งหมดเมื่อ 24 ส.ค.66 จากเดิมที่ระงับการนำเข้าเพียงบางส่วน โดยญี่ปุ่นคาดหวังว่า จีนจะเร่งจัดการหารือกับญี่ปุ่นโดยเร็ว พร้อมทบทวนการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามความตกลง RCEP และญี่ปุ่นจะดำเนินการผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการร้องขอให้มีการจัดการหารือเพื่อเรียกร้องให้จีนยกเลิกการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว

ศาลฎีกาญี่ปุ่นพิพากษาให้แผนก่อสร้างทางวิ่งสำหรับอากาศยานของ นย.สหรัฐฯ ใน จ.โอกินาวาชอบด้วยกฎหมาย

สำนักข่าว Japan Today รายงานเมื่อ 5 ก.ย.66 ว่า ศาลฎีกาญี่ปุ่นอ่านคำพิพากษาเมื่อ 4 ก.ย.66 โดยพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เมื่อ มี.ค.66 ให้แผนก่อสร้างทางวิ่ง (Runway) สำหรับอากาศยานของนาวิกโยธิน(นย.)สหรัฐฯ ในญี่ปุ่น รวมถึงข้อสั่งการของรัฐบาลญี่ปุ่นให้จังหวัดโอกินาวามีคำสั่งอนุญาตก่อสร้างตามแผนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย หลังรัฐบาลญี่ปุ่นยื่นคำขอแก้ไขแผนก่อสร้าง เนื่องจากสำรวจพบว่าบริเวณที่รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มเตรียมพื้นที่เพื่อการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2561 มากถึงร้อยละ 70 มีลักษณะเป็นดินอ่อน แต่จังหวัดโอกินาวาไม่อนุญาตตามคำขอและมีคำสั่งระงับแผนก่อสร้าง ทั้งนี้ นายทามากิ เดนนี ผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวา ระบุว่า รู้สึกผิดหวังต่อคำพิพากษาของศาลฎีกา เนื่องจากขัดต่อหลักการความเป็นอิสระด้านการตัดสินใจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งอาจขัดต่อสิทธิด้านการปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจังหวัดโอกินาวาจะยังไม่ปฏิบัติตามแผนของรัฐบาลญี่ปุ่นแม้ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาแล้ว โดยจะทบทวนคำพิพากษาอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนพิจารณาดำเนินการต่อไป

ญี่ปุ่นยื่นหนังสือโต้แย้งจีนต่อ WTO

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์เมื่อ 4 ก.ย.66 ว่า ญี่ปุ่นยื่นหนังสือโต้แย้งจีนต่อองค์การการค้าโลก (World Trade Organization-WTO) จากกรณีจีนมีหนังสือถึง WTO เมื่อ 31 ส.ค.66  เพื่อแจ้งการบังคับใช้มาตรการฉุกเฉินของจีนเพื่อระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำจากญี่ปุ่นทั้งหมด จากเดิมที่ระงับการนำเข้าเพียงบางส่วน ซึ่งเป็นการแจ้งให้ WTO ทราบตามความตกลงว่าด้วยการบังคับใช้มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Agreement on the Application of Sanitary and Phytosanitary Measures-SPS Agreement) ของ WTO โดยญี่ปุ่นชี้แจงถึงความปลอดภัยของน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดด้วยระบบบำบัดน้ำเสียขั้นสูง (Advanced Liquid Processing System-ALPS) จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะที่ 1 (Fukushima Daiichi Nuclear Power Station-FDNPS) และญี่ปุ่นยังคงเฝ้าติดตามผลหลังเริ่มปล่อย ALPS ลงทะเลเมื่อ 24 ส.ค.66 และจะชี้แจงท่าทีของญี่ปุ่นในประเด็นดังกล่าวต่อคณะกรรมการต่าง ๆ ของ WTO ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องต่อไป

ผู้นำเกาหลีเหนือเตรียมเยือนรัสเซียเพื่อกระชับความร่วมมือทางทหาร

หนังสือพิมพ์ The New York Times ของสหรัฐฯ รายงานเมื่อ 4 ก.ย.66 ว่า นายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือจะเดินทางเยือนนครวลาดิวอสต็อก รัสเซีย ด้วยรถไฟหุ้มเกราะเพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียใน 10-13 ก.ย.66 ขณะที่ประธานาธิบดีปูติน เข้าร่วมการประชุมเศรษฐกิจตะวันออก (Eastern Economic Forum-EEF) ทั้งนี้ คาดว่าทั้งสองฝ่ายจะหารือประเด็นรัสเซียขอรับการสนับสนุนกระสุนปืนใหญ่และจรวดต่อสู้รถถังจากเกาหลีเหนือ เพื่อใช้ในปฏิบัติการทางทหารในยูเครน แลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือจากรัสเซียเกี่ยวกับเทคโนโลยีการพัฒนาดาวเทียมและเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงความช่วยเหลือด้านอาหาร นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีเหนืออาจเยี่ยมชมฐานทัพเรือ 33 ที่รัสเซียประจำการกองเรือแปซิฟิกในเมืองเดียวกัน และฐานปล่อยยานอวกาศ Vostochny Cosmodrome แคว้นอามูร์ ทางตะวันออกของรัสเซีย

ผู้นำเกาหลีใต้ระบุว่าการพัฒนาอาวุธของเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่ออาเซียน

สำนักข่าว Yonhap ของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 5 ก.ย.66 ว่า ประธานาธิบดียุน ซ็อก-ย็อล ของเกาหลีใต้ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Kompas ของอินโดนีเซียเป็นลายลักษณ์อักษรว่า การยิงขีปนาวุธและการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเสถียรภาพของประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมเรียกร้องให้อาเซียนแสดงจุดยืนเป็นเอกภาพต่อการยั่วยุของเกาหลีเหนือ เพื่อบรรลุเป้าหมายปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ โดยย้ำว่า สันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเกี่ยวเนื่องกับทั่วโลก นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีใต้คาดหวังให้ความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก กับเกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่น จะกลับสู่ภาวะปกติ และความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับเกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่นจะเข้มแข็งขึ้น โดยเกาหลีใต้พร้อมขยายความร่วมมือกับอาเซียนและถ่ายทอดประสบการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของเกาหลีใต้ ทั้งนี้ ประธานาธิบดียุน ซ็อก-ย็อล มีกำหนดเยือนอินโดนีเซียเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ใน 8 ก.ย.66

อิสราเอลเปิดทำการสถานเอกอัครราชทูตในบาห์เรนอย่างเป็นทางการ

สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อ 4 ก.ย.66 ว่า ในวันเดียวกันนาย Eli Cohen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล เข้าร่วมพิธีเปิดทำการสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ณ กรุงมานามา  บาห์เรน อย่างเป็นทางการ เมื่อ 4 ก.ย.66 โดยการเปิดสถานเอกอัครราชทูตครั้งนี้มีขึ้นหลังจากอิสราเอลและบาห์เรนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับปกติตามข้อตกลง Abraham Accords ร่วมกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  โมร็อกโก และซูดาน ตามการผลักดันของสหรัฐฯ เมื่อปี 2560 ทั้งนี้นาย Cohen ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าควรทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว รวมถึงการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินตรงระหว่างกัน ด้านนายอับดุลละฏีฟ บิน รอชิด อัลซะยานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบาห์เรน ระบุว่าการเปิดสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในบาห์เรนแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนในภูมิภาคตะวันออกกลางร่วมกัน