จีนจะฝึกอบรมเสริมทักษะให้แรงงานในชนบทเพื่อเพิ่มโอกาสในการหางาน

สนข.Reuters รายงานเมื่อ 7 ก.ค.68 ว่า จีนประกาศแผนการฝึกอบรมเสริมทักษะให้แก่แรงงานในเขตชนบท เพื่อเพิ่มโอกาสในการหางานและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ  โดยจีนจะชี้แนะแรงงานชนบทเกี่ยวกับความต้องการจ้างงาน เฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงในชนบทและแรงงานยากจน เพื่อหางานทำในภาคการบริการครัวเรือน ซึ่งจีนคาดหวังว่าแผนการดังกล่าวจะช่วยปรับปรุงอุปทานและคุณภาพของแรงงาน รวมถึงตอบสนองความต้องการของนายจ้างได้ดีขึ้น ปัจจุบันมีชาวจีนที่ย้ายถิ่นฐานจากชนบทไปยังเขตเมืองประมาณ 300 ล้านคน โดย 100 ล้านคนในจำนวนดังกล่าวกำลังเข้าสู่วัยเกษียณในอีก 10 ปีข้างหน้า

เอเปคเตรียมจัดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสครั้งที่ 3 (SOM3) ประจำปี 2568 ที่เมืองอินชอน

นสพ.Korea Times ของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 8 ก.ค.68 ว่า การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 (APEC Third Senior Officials’ Meeting-SOM3 ประจำปี 2568 ที่เมืองอินชอน เกาหลีใต้ ระหว่าง 26 ก.ค.-15 ส.ค.68 จะหารือหลายประเด็น  อาทิ การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การเติบโตทางเศรษฐกิจ  การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ความมั่นคงด้านอาหาร รวมถึงการต่อต้านการทุจริตและความโปร่งใสในกรอบเอเปค  การประชุมดังกล่าว จะมีผู้แทนจาก 21 ประเทศ และเขตเศรษฐกิจเข้าร่วม และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 5,000 คน

ตร.จีนส่งคณะทำงานไปยังเมืองเมียวดีเพื่อช่วยเหลือชาวจีน

นสพ.Bangkok Post รายงานเมื่อ 7 ก.ค.68 ว่า สำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง (Criminal Investigation Bureau) ของจีน ส่งคณะทำงานรวม 11 คน ไปยังเมืองเมียววดี เมียนมา ผ่านทางท่าอากาศยานนานาชาติแม่สอด จ.ตาก เพื่อหารือกับทางการเมียนมาเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือชาวจีนที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงและอาชญากรรมออนไลน์ รวมทั้งที่ถูกหลอกให้เดินทางมาทำงานในไทยและถูกส่งต่อไปยังพื้นที่ดังกล่าว คณะทำงานดังกล่าวต้องการให้เมียนมาเร่งให้ความช่วยเหลือชาวจีนที่ถูกหลอกไปทำงานในพื้นที่ และปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ในพื้นที่พรมแดนไทย-เมียนมาอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการขยายผลจากกรณีนายแบบชาวจีน แซ่จง อายุ 23 ปี จากมณฑลกวางโจว โดนหลอกให้มาทำงาน (ถ่ายแบบนิตยสาร) ในไทย เมื่อ มิ.ย.68 แต่กลับโดนลักพาตัวไปเมียนมา โดย สอท.จีน/ไทย สามารถประสานงานเพื่อส่งตัวกลับประเทศได้เมื่อ 4 ก.ค.68

บังกลาเทศเร่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหวังลดภาษีนำเข้าสินค้าเหลือไม่เกินร้อยละ 20

เว็บไซต์ นสพ.The Daily Star ของบังกลาเทศ รายงานเมื่อ 8 ก.ค.68 อ้างถ้อยแถลงของนาย Mahbubur Rahman ปลัด พณ.บังกลาเทศ ว่า คณะผู้แทนบังกลาเทศกำลัง เจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ  เพื่อลดอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 20 ภายใน 1 ส.ค.68 หลังสหรัฐฯ ตกลงใช้อัตราภาษีร้อยละ 20 กับเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของบังกลาเทศ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ส่งจดหมายถึงนาย Muhammad Yunus รักษาการ นรม.บังกลาเทศ เมื่อ 7 ก.ค.68 ระบุว่า จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบังกลาเทศในอัตราร้อยละ 35 ลดลงจากร้อยละ 37 ที่เคยประกาศไว้เมื่อ 3 เม.ย.68

ญี่ปุ่นเตรียมตั้งคณะทำงานดูแลปัญหาที่เกี่ยวกับชาวต่างชาติในประเทศ

สนข.Kyodo รายงานเมื่อ 8 ก.ค.68 อ้างการให้สัมภาษณ์ของนายฮายาชิ โยชิมาซะ เลขาธิการ ครม.ญี่ปุ่น เมื่อวันเดียวกัน ว่า นายอิชิบะ ชิเกรุ นรม.ญี่ปุ่น ได้สั่งการให้จัดตั้งคณะทำงาน ภายใต้สำนักงานเลขาธิการ ครม. ในห้วงกลาง ก.ค.68 เพื่อดูแลและรับมือกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติที่พำนักในญี่ปุ่น โดยนายฮายาชิ กล่าวว่า การสร้างสังคมที่มีระเบียบซึ่งครอบคลุมถึงชาวต่างชาติเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ ทั้งนี้ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ มีขึ้นหลังพรรคการเมืองในญี่ปุ่น เรียกร้องให้มีการเข้มงวดกฎระเบียบกับชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศ เช่น การใช้ระบบสวัสดิการแห่งชาติอย่างไม่ถูกต้อง การไม่เคารพวัฒนธรรมญี่ปุ่น การไม่ปฏิบัติตามกฎ ทำร้ายคนญี่ปุ่น และขโมยทรัพย์สิน เป็นต้น

MRC ตรวจพบการปนเปื้อนของโลหะหนักในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง

สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่นํ้าโขง (Mekong River Commission-MRC) เผยแพร่แถลงการณ์ เมื่อ 3 ก.ค.68 เตือนเกี่ยวกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างร้ายแรง หลังจาก MRC ตรวจพบการปนเปื้อนของโลหะหนักในแม่น้ำกก (สาขาของแม่นํ้าโขง) และในแม่น้ำโขง ทั้งพื้นที่ตอนบนและตอนล่างใกล้กับสามเหลี่ยมทองคำ โดยพบสารหนูปริมาณสูงในหลาย ๆ จุด ตลอดแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง  แต่ยังไม่พบการปนเปื้อนบริเวณแม่น้ำโขงภายในเขตของลาว บ่งชี้ว่าการปนเปื้อนมาจากแหล่งน้ำข้ามพรมแดน ซึ่งเชื่อว่าต้นเหตุอาจมาจากการดำเนินการขุดเจาะเหมืองแร่ที่ไม่ได้มาตรฐานในเขตอิทธิพลของกองกำลังชนกลุ่มน้อยในเมียนมา ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการ MRC จะจัดการประชุมและเยี่ยมชมภาคสนามเพื่อประเมินและตรวจสอบร่วมกันที่ จ.เชียงราย ใน 21 ก.ค.68

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเข้าร่วมประชุมสุดยอดกลุ่ม BRICS เป็นครั้งแรก

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย เข้าร่วมการประชุมสุดยอด BRICS ประจำปี 2568 (BRICS Summit) ระหว่าง 6-7 ก.ค.68 ที่ริโอเดอจาเนโร บราซิล ซึ่งเป็นการร่วมประชุมครั้งแรกหลังอินโดนีเซียเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ ภายใต้หัวข้อ “การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South) เพื่อการบริหารจัดการที่ครอบคลุมและยั่งยืนยิ่งขึ้น” ซึ่งประธานาธิบดีปราโบโวจะแสดงจุดยืนของอินโดนีเซียในฐานะผู้สร้างสะพานเชื่อมระดับโลกท่ามกลางความท้าทาย รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือที่เท่าเทียมและครอบคลุมยิ่งขึ้น ในฐานะที่เป็นทั้งสมาชิกกลุ่ม Global South และกลุ่ม G20

จีนออกมาตรการจำกัดการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์จาก EU

  สนข.Xinhua รายงานเมื่อ 6 ก.ค.68 ว่า กค.จีนจะดำเนินมาตรการเกี่ยวกับการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์จากสหภาพยุโรป (EU) ในโครงการจัดซื้อของภาครัฐ โดยการจัดซื้อที่มีมูลค่ามากกว่า 45 ล้านหยวน (6.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จะต้องไม่มีบริษัทใน EU เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนบริษัทที่อยู่นอก EU ที่เข้าร่วมในโครงการจัดซื้อของภาครัฐ จะต้องมีสัดส่วนอุปกรณ์การแพทย์ที่นำเข้าจาก EU ไม่เกินร้อยละ 50 ของมูลค่ารวมในสัญญาจัดซื้อทั้งหมด โดยยกเว้นสำหรับอุปกรณ์การแพทย์ที่สามารถจัดหาได้เฉพาะจาก EU เท่านั้น มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้สำหรับการจัดซื้อตั้งแต่ 6 ก.ค.68 เป็นต้นไป ด้านโฆษก พณ.จีน วิจารณ์มาตรการของ EU เมื่อ 20 มิ.ย.68 ที่จำกัดไม่ให้บริษัทและสินค้าจากจีนเข้าร่วมในการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์การแพทย์ของ EU

แคนาดาเผชิญภัยจารกรรมด้านข้อมูล

สนข. Global News ของแคนาดา รายงานเมื่อ 5 ก.ค. 68  อ้างรายงานของหน่วยข่าวกรองแคนาดา (CSIS) ว่า แคนาดาเผชิญการจารกรรมด้านข้อมูลจากบุคคลที่พยายามรวบรวมข้อมูลสำคัญจากหน่วยงานรัฐบาลและมหาวิทยาลัยในประเทศ โดยอ้างว่าเป็นการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองของจีน CSIS จึงแจ้งเตือนให้หน่วยงานและมหาวิทยาลัยในแคนาดาใช้ความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการติดต่อหรือให้ข้อมูลกับบุคคลดังกล่าว พร้อมกับแจ้งเตือนจนท.ด้านความมั่นคงทันที หากเผชิญเหตุการณ์นี้

กัมพูชาได้รับการอนุมัติส่งออกทุเรียนไปยังจีน

ประกาศของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงกัมพูชา เมื่อ 4 ก.ค.68 ระบุว่า กัมพูชาได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากสำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) ให้สามารถส่งออกทุเรียนไปยังตลาดจีนได้  จากที่ลงนามในพิธีสารเมื่อ เม.ย.68  การอนุมัติดังกล่าวมีขึ้นภายหลัง GACC ประเมินและอนุมัติสวนทุเรียน และสถานที่บรรจุหีบห่อ และเป็นไปตามหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) มาตรฐานสุขอนามัยพืช และระเบียบความปลอดภัยทางอาหารของจีน  ทั้งนี้ กระทรวงฯ เรียกร้องให้เจ้าของสวนและสถานที่บรรจุหีบห่อปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนแมลง ศัตรูพืช สารตกค้างทางเคมี และการใช้สารต้องห้าม เพื่อรักษาคุณภาพของทุเรียน สำหรับจีนเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรกัมพูชารายใหญ่ที่สุด และทุเรียนสดเป็นสินค้าลำดับที่ 9 ที่กัมพูชาส่งออกไปจีนได้โดยตรง ต่อจากข้าว ข้าวเปลือก กล้วย มันสำปะลัง ข้าวโพด ลำไย มะม่วง และพริกไทย