ปัญหาทางการเงินเป็นสาเหตุหลักที่ชาวรัสเซียไม่ต้องการมีบุตร

  สนข.Moscow Times รายงานเมื่อ 30 มิ.ย.68 อ้างผลสำรวจของ CSP Platform บริษัทวิจัยด้านสังคมวิทยาร่วมกับ Online Interviewer บริษัทด้านการสำรวจออนไลน์และการตลาดของรัสเซีย จากผู้ตอบแบบสอบถามชาวรัสเซีย 1,200 คน อายุระหว่าง 18-49 ปี ต่อปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมีบุตร ซึ่งระบุว่า  ปัญหาการเงินส่วนบุคคลเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ชาวรัสเซียไม่ต้องการมีบุตร ที่ร้อยละ 79 ความไม่แน่นอนในอนาคต ที่ร้อยละ 41 และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของรัสเซีย ที่ร้อยละ 39 โดยผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 69 ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนเบี้ยเลี้ยงรายเดือนในการดูแลบุตร และประมาณร้อยละ 50 เห็นว่าการที่รัฐสนับสนุนค่าคลอดบุตรจะกระตุ้นให้ชาวรัสเซียมีบุตรเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน รัฐบาลรัสเซียสนับสนุนเงินจำนวน 677,000 รูเบิล (7,000 ดอลลาร์) สำหรับบุตรคนแรก และเพิ่มอีก 894,000 รูเบิล (9,300 ดอลลาร์) สำหรับบุตรคนที่ 2 ทั้งนี้ ธนาคารโลกประมาณการณ์ในปี 2566 ว่ารัสเซียมีอัตราการเกิดเฉลี่ยเพียง 1.4 ต่อสตรีหนึ่งคน ขณะที่นักประชากรศาสตร์ของรัสเซียตั้งข้อสังเกตว่าอัตราการเกิดของรัสเซียห้วงไตรมาสแรกของปี…

จีนบังคับใช้ข้อกำหนดด้านความมั่นคงไปยังอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของฮ่องกง

นสพ.Taipei Times รายงานเมื่อ 1 ก.ค.68 อ้างรายงานของคณะกรรมการกิจการจีนแผ่นดินใหญ่ของไต้หวัน (Mainland Affairs Council-MAC) ว่า จีนขยายการบังคับใช้ข้อกำหนดด้านความมั่นคงไปยังกิจการต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในฮ่องกง เช่น ข้อจำกัดทางการค้า ความเสี่ยงทางการเงิน และผลประโยชน์ในต่างประเทศ ครอบคลุมถึงการชุมนุมและการเดินขบวนประท้วง การจัดตั้งสหภาพแรงงาน การเช่าสถานที่ การควบคุมเนื้อหาภาพยนตร์ การจัดทำเอกสารประกวดราคา รวมถึงคุณสมบัติของนักสังคมสงเคราะห์ ครู และ จนท.รัฐ โดยในปี 2568 จีนเพิ่มขอบเขตการควบคุมไปถึงอุตสาหกรรมจัดเลี้ยง อุตสาหกรรมบันเทิง สถานที่พักผ่อนหย่อนใจอื่น ๆ รวมทั้งเพิ่มการจำกัดเสรีภาพสื่อและการแสดงออกทางศิลปะ ทั้งนี้ นับตั้งแต่ฮ่องกงบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเมื่อปี 2563 มีผู้ถูกจับกุมในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติรวม 332 คน ในจำนวนนี้มี 47 คนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวสนับสนุนประชาธิปไตย (Hong Kong 47) ซึ่งได้รับโทษหนักภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

ผอ.MCBA คนใหม่ของมาเลเซียย้ำบทบาทหน่วยจะชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้นภายใน 1 ปี

Datuk Seri Shuhaily Mohd Zain ผอ.หน่วยประสานกิจการชายแดน (Malaysia Checkpoints and Border Agency – MCBA) มาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 1 ก.ค.68 ยืนยันว่า การทำงานของหน่วย MCBA จะมีบทบาทที่ชัดเจน มีผลงานเป็นรูปธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของสาธารณชนมากขึ้นภายใน 1 ปี ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาลกลาง ทั้งนี้ Datuk Seri Shuhaily ได้รับแต่งตั้งเป็น ผอ.คนใหม่ของหน่วย MCBA เมื่อ 30 มิ.ย.67 (วาระ 2 ปี) โดยก่อนหน้านี้ เคยดำรงตำแหน่ง ผอ.กองสอบสวนคดีอาญา (CID) และมีประสบการณ์ 26 ปีในสายงานตำรวจ โดย Tan Sri Shamsul Azri Abu Bakar เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เคยระบุว่า…

อาเซียน–อินเดียส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวทางเรือสำราญ

  เว็บไซต์สำนักเลขาธิการอาเซียน รายงานเมื่อ 30 มิ.ย.68 ว่า การประชุม ASEAN–India Cruise Dialogue 2025 ที่เมืองเจนไน อินเดีย ระหว่าง 30 มิ.ย.-1 ก.ค.68 จะหารือถึงบทบาทและแนวทางการท่องเที่ยวทางเรือสำราญ (cruise tourism) ในการส่งเสริมความเชื่อมโยง การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของอาเซียนและอินเดีย ทั้งนี้ นายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ได้กล่าวสุนทรพจน์ผ่านการบันทึกวิดีโอล่วงหน้า โดยชื่นชมศักยภาพของการท่องเที่ยวทางเรือสำราญว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาค ภายใต้กรอบปีแห่งการท่องเที่ยวอาเซียน–อินเดีย ปี 2568 (ASEAN–India Year of Tourism 2025)

อิหร่านไม่พร้อมยังเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์กับสหรัฐฯ

นายอับบาส อะราคชี รมว.กต.อิหร่าน ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ CBS News ของสหรัฐฯ เมื่อ 30 มิ.ย.68 ว่า อิหร่านไม่พร้อมกลับเข้าสู่การเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อแก้ไขปัญหากี่ยวกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านในระยะเวลาอันใกล้นี้ เนื่องจากต้องใช้เวลาพิจารณาเงื่อนไขและข้อเสนอที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งจำเป็นต้องได้รับหลักประกันจากสหรัฐฯ ว่าจะไม่ใช้การเจรจาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านอีก นอกจากนี้ นายอะราคชี ยืนยันว่าอิหร่านจะเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอีกครั้งเร็ว ๆ นี้ เพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป พร้อมระบุว่าปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ระหว่าง 13-24 มิ.ย.68 ไม่บรรลุผลสำเร็จ เนื่องจากการโจมตีทางทหารไม่สามารถทำลายวิทยาการและเทคโนโลยีด้านการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่านได้ แต่ยิ่งทำให้อิหร่านมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ยิ่งขึ้น  

องค์ทะไลลามะจะจัดประชุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่กรณีผู้สืบทอด

สนข.Reuters รายงานเมื่อ 30 มิ.ย.68 ว่า ทะไลลามะองค์ที่ 14 จะจัดประชุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในสัปดาห์นี้เป็นเวลา 3 วัน ก่อนที่จะมีพระชนมายุครบ 90 ปี ใน 5 ก.ค.68 เกี่ยวกับผู้สืบทอด อาทิ สถานที่ที่จะพบ  ทะไลลามะองค์ใหม่อาจเกิดนอกประเทศจีน พร้อมทั้งขอให้สาวกของพระองค์ปฏิเสธองค์ดาไลลามะองค์ใหม่ที่จีนเป็นผู้เลือก  ด้าน Dolma Tsering Teykhang รองประธานสภาพลัดถิ่นทิเบตที่ธรรมศาลา อินเดีย กล่าวว่า ประชาคมโลกต้องได้ทราบโดยตรงจากองค์ทะไลลามะในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากจีนพยายามหาโอกาสทำให้ชื่อเสียงของพระองค์เสียหาย รวมทั้งพยายามกำหนดระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ได้องค์ทะไลลามะที่กลับชาติมาเกิดถือกำเนิดในจีน เป็นความพยายามครอบงำเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง  

ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศว่าจะไม่ขยายเวลาการระงับใช้มาตรการภาษีตอบโต้

  สนข. วอชิงตันโพสต์ รายงานเมื่อ 30 มิ.ย.68 ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันจะไม่ขยายเวลาการระงับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งจะครบกำหนดใน 9 ก.ค.68   และจะส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยังประเทศต่าง ๆ ว่าให้รีบเจรจากับสหรัฐฯ ก่อนครบกำหนด หากไม่ต้องการใช้มาตรการภาษีตอบโต้เพื่อเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ  ส่วนแนวโน้มกับการเจรจาทางการค้ากับจีน  ผู้นำสหรัฐฯ เห็นว่า จีนต้องให้ความเป็นธรรมกับการได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ ด้วยการจ่ายภาษีนำเข้า กับทั้งจะเจรจาเพื่อขอซื้อแอปพลิเคชัน TikTok จากจีน โดยมีกลุ่มทุนรายใหญ่ของสหรัฐฯ พร้อมจะซื้อ นอกจากนี้ ยังระบุถึงอาจจะระงับมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่านที่จะส่งไปยังจีน

สถานะปลอดภัยของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมีความเสี่ยงจากนโยบายการคลังของประธานาธิบดีทรัมป์

  สนข.ไฟแนนเชียลไทมส์ เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับนโยบายการคลังของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จัดทำโดย Kent A. Clark Center for Global Markets มหาวิทยาลัยชิคาโก เมื่อ 30 มิ.ย.68 ระบุว่า ร้อยละ 90 กังวลเกี่ยวกับสถานะของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ห้วง 5 – 10 ปี ข้างหน้า ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายการคลังของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งร่างงบประมาณ ปี 2569 ที่สำนักงบประมาณแห่งรัฐสภาสหรัฐฯ ประเมินเมื่อ 29 มิ.ย.68 ว่า จะทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลงบประเมินเพิ่มขึ้นกว่า 3.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในระยะเวลา 10 ปี รวมทั้งความพยายามในการแทรกแซงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)  ตลอดจนมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariffs) ซึ่งส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น  

ยูเครนถอนตัวออกจากอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

เว็บไซต์ทำเนียบประธานาธิบดียูเครนเมื่อ 29 มิ.ย.68 รายงานว่า ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ลงนามกฤษฎีกาถอนยูเครนออกจากอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) หรือสนธิสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) เพื่อขจัดข้อจำกัดจากพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว เพื่อให้ยูเครนป้องกันตนเองได้มากยิ่งขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งจากรัสเซีย และเสริมสร้างสถานะที่ชอบธรรมและเท่าเทียมกับรัสเซีย ซึ่งไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาดังกล่าว นอกจากนี้ รมว.กต.ยูเครน อ้างถึงกรณีรัสเซียรุกรานยูเครนว่า มีส่วนผลักดันให้ลัตเวีย ลิทัวเนีย เอสโตเนีย โปแลนด์ และฟินแลนด์ พิจารณาเรื่องการถอนตัวจากอนุสัญญาดังกล่าวเช่นกัน ทั้งนี้ อนุสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2542 เพื่อยุติการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเพื่อปกป้องพลเรือนจากภัยหลังสงคราม โดยยูเครนให้สัตยาบันสนธิสัญญาดังกล่าวเมื่อปี 2548 ส่วนไทยให้สัตยาบันเมื่อปี 2541 และมีผลบังคับใช้ต่อไทยตั้งแต่ปี 2542     

ผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหารือเรื่องข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ฉบับใหม่

  ผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) หารือเรื่องข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ฉบับใหม่ ในการประชุมสุดยอดที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เมื่อ 26 มิ.ย.68 เนื่องจากใกล้เส้นตาย คือ 9 ก.ค.68   โดยนายฟรีดริช แมร์ซ นรม.เยอรมนี เรียกร้องให้ EU เร่งสรุปข้อตกลงอย่างรวดเร็ว และเรียบง่ายกับสหรัฐฯ ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส ยืนยันว่าข้อตกลงต้องมีความสมดุลและจะไม่ยอมรับเงื่อนไขที่ EU เสียเปรียบ ทั้งนี้ EU ยังพิจารณามาตรการตอบโต้ เช่น การจัดเก็บภาษีดิจิทัลจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ  ด้านประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่าการเจรจายังดำเนินอยู่  นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเรียกร้องให้ EU ส่งสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจนต่อการเป็นสมาชิกของยูเครน แต่ฮังการียังคัดค้าน ขณะเดียวกัน EU ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเพิ่มเติมจากมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย และแผนยุติการนำเข้าก๊าซจากรัสเซีย ซึ่งส่งผลให้สโลวาเกียและฮังการีแสดงความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว