รัสเซียเรียกร้องให้ยูเครนดำรงสถานะรัฐที่เป็นกลางและปลอดอาวุธนิวเคลียร์

นายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย อ้างคำกล่าวของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ “Primakov Readings” ครังที่ 11 ที่กรุงมอสโก เมื่อ 24 มิ.ย.68 ว่า รัสเซียต้องการให้ยูเครนดำรงสถานะรัฐที่เป็นกลาง (Non-aligned neutral state) และปลอดอาวุธนิวเคลียร์ ตามที่ระบุไว้ในคำประกาศอิสรภาพของยูเครนเมื่อปี 2534 (Declaration of Independence of Ukraine 1991) ขณะเดียวกัน นายลาฟรอฟ มองว่า ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป (EU) เป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ รัสเซียจึงไม่ต่อต้าน หากยูเครนต้องการเข้าเป็นสมาชิก EU อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน EU ได้เปลี่ยนแปลงเป็นการรวมกลุ่มทางเมืองและการทหารมากขึ้น และมีสถานะเสมือนสาขาหรือส่วนเสริมของเนโต EU มีพันธกรณีและข้อตกลงที่จะต้องเกี่ยวข้องกับเนโตในห้วงสงคราม โดยทัศนะของนายลาฟรอฟบ่งชี้มุมมองของรัสเซียต่อ EU ว่ามีแนวโน้มเป็นภัยคุกคามต่อรัสเซียเช่นกัน

NATO จัดประชุมสุดยอดที่เนเธอร์แลนด์เป็นวันแรก

สนข. France24 รายงานเมื่อ 24 มิ.ย.68 ว่า การประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO Summit) ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ เป็นวันแรกจะมุ่งเน้นหารือเรื่องการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เสนอให้ชาติพันธมิตรเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็นร้อยละ 5 ของ GDP ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายร้อยละ 3.5 สำหรับการป้องกันประเทศ และร้อยละ 1.5 สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง อย่างไรก็ตาม สเปนปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เช่น เบลเยียม แคนาดา ฝรั่งเศส และอิตาลี ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายในการบรรลุเป้าหมาย  

ผลสำรวจพบว่าชาวอเมริกันกังวลว่าความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านจะรุนแรงขึ้น

ผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกัน จำนวน 1,139 คน โดย Reuters/Ipsos ระหว่าง 21 -23 มิ.ย.68  พบว่า ร้อยละ 79 ของชาวอเมริกันกังวลว่าอิหร่านจะปฏิบัติการโจมตีต่อเป้าหมายชาวอเมริกันเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ และร้อยละ 84 มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งจะบานปลายยิ่งขึ้น โดยร้อยละ 45 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบด้วยผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต (ร้อยละ 74) และผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน (ร้อยละ 17) ไม่สนับสนุนปฏิบัติการโจมตีดังกล่าว ขณะที่ร้อยละ 36 ประกอบด้วยผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน (ร้อยละ 69) และผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต (ร้อยละ 13) สนับสนุนปฏิบัติการโจมตี  

นรม.ญี่ปุ่นยกเลิกการเดินทางเข้าร่วมประชุม NATO

นายอิชิบะ ชิเกรุ นรม.ญี่ปุ่น ยกเลิกกำหนดเดินทางเข้าร่วมประชุมผู้นำองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization Summit-NATO Summit) ในฐานะชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มเนโต (Major Non-NATO Ally) ห้วง 24-26 มิ.ย.68 ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ซึ่งสื่อมวลชนญี่ปุ่นคาดการณ์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ นายอิวายะ ทาเกชิ รมว.กต.ญี่ปุ่น เข้าร่วมประชุมแทน และเป็นครั้งแรกที่ นรม.ญี่ปุ่น ไม่ได้เข้าร่วม NATO Summit ตั้งแต่ญี่ปุ่นเริ่มได้รับเชิญเข้าร่วมเมื่อปี 2565

สหรัฐฯ เฝ้าระวังการก่อการร้ายในประเทศจากอิหร่าน

สนข. The Hill รายงานเมื่อ 22 มิ.ย.68 ว่า สนง. ศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ ชี้แจงถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดภัยคุกคามจากกลุ่มผู้ประสงค์ร้ายจากอิหร่าน ที่แฝงตัวเข้ามาในสหรัฐฯ สูงขึ้น โดยระบุถึงชาวอิหร่านจำนวนมากที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และทางการไม่สามารถติดตามหรือตรวจสอบได้ ตลอดจนภัยคุกคามจากกลุ่มผู้สนับสนุนหรือเห็นอกเห็นใจอิหร่าน ทั้งที่ก่อเหตุเอง หรือสนับสนุนการก่อการร้ายจากอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังไม่พบสิ่งบ่งชี้ว่าจะเกิดเหตุรุนแรงในเร็ว ๆ นี้ และมีความเป็นไปได้ว่า ภัยจากการก่อการร้ายในประเทศตะวันตกอาจเพิ่มสูงขึ้น

รัสเซียยืนยันไม่มีแผนจัดส่งอาวุธนิวเคลียร์แก่อิหร่าน

  สนข.Tass และ นสพ.The Independent รายงานเมื่อ 23 มิ.ย.68 ว่า นายดมิทรี เมดเวเดฟ รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติรัสเซีย ว่า รัสเซียไม่มีแผนจัดส่งอาวุธนิวเคลียร์แก่อิหร่าน เนื่องจากรัสเซียเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Non-Proliferation of Nuclear Weapons Treaty-NPT) การให้สัมภาษณ์ของนายเมดเวเดฟน่าจะมีเป้าหมายเพื่อตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์นายเมดเวเดฟเมื่อ 23 มิ.ย.68 ต่อกรณีที่นายเมดเวเดฟให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนตำหนิสหรัฐฯ ที่ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านและชี้ว่าหลายประเทศพร้อมสนับสนุนอาวุธนิวเคลียร์แก่อิหร่านกรณีความขัดแย้งกับอิสราเอล

อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์

  สนข. Al Jazeera รายงานเมื่อ 24 มิ.ย.68 ว่า อิหร่านยิงขีปนาวุธโดยมุ่งเป้าไปยังฐานทัพอากาศ Al Udeid  ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโดฮา กาตาร์ ภายใต้ปฏิบัติการ Tidings of Victory เมื่อ 23 มิ.ย.68 เวลาประมาณ 19.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ประมาณ 23.30 น. ตามเวลาไทย) เพื่อตอบโต้กรณีสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน อย่างไรก็ดี ระบบป้องกันภัยทางอากาศของกาตาร์ยิงสกัดขีปนาวุธได้สำเร็จ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต  ขณะที่โฆษก กต.กาตาร์ประณามการโจมตีของอิหร่านว่า ละเมิดอํานาจอธิปไตยและน่านฟ้ากาตาร์ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ กาตาร์ขอสงวนสิทธิที่จะตอบสนองโดยตรงต่อการรุกรานครั้งนี้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สหรัฐฯ ประกาศแจ้งเตือนชาวอเมริกันทั่วโลกเพิ่มความระมัดระวังการเดินทาง

กต.สหรัฐฯ ประกาศแจ้งเตือนการเดินทางเมื่อ 23 มิ.ย.68 ให้ชาวอเมริกันทั่วโลก เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง และแนะนำให้ตรวจสอบคำเตือนด้านความปลอดภัยของประเทศที่จะไปผ่านทางเว็บไซต์ ของ กต.  หลังจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านตึงเครียดมากขึ้น ส่งผลให้มีการปิดน่านฟ้าในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดการประท้วงต่อต้านชาวอเมริกันและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในต่างประเทศ  ทั้งนี้ สหรัฐฯ แจ้งเตือนการเดินทางทั่วโลกครั้งล่าสุดเมื่อ ต.ค.66 กรณีกลุ่มฮะมาสโจมตีอิสราเอล

รมว.กต.สหรัฐฯ ระบุพร้อมเจรจากับอิหร่าน

สนข. CBS รายงานอ้างบทสัมภาษณ์นายมาร์โค รูบิโอ รมว.กต.สหรัฐ เมื่อ 22 มิ.ย.68 ว่า การโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านทั้ง 3 แห่ง เมื่อ 21 มิ.ย.68 ไม่ได้เมุ่งเป้าต่อรัฐบาลหรือประชาชนอิหร่าน แต่เพื่อลดหรือทำลายขีดความสามารถในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านเท่านั้น กับทั้งย้ำว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอิหร่าน และระบุว่า สหรัฐฯ พร้อมเจรจาหารือทางการทูตกับอิหร่าน โดยอิหร่านต้องยกเลิกโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากอิหร่านเลือกที่จะตอบโต้อย่างแข็งกร้าว อาทิ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั่วโลกจะประณามอิหร่าน เนื่องจากการขนส่งน้ำมันทั่วโลกจะได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ รมว.กต.สหรัฐฯ ยังย้ำว่าพร้อมจะปกป้องผลประโยชน์ของตนในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สนข. Reuters รายงานเมื่อ 23 มิ.ย.68ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ตลาดลอนดอน อยู่ที่ 78.93 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ที่ตลาดนิวยอร์ก อยู่ที่ 75.73 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่ง ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของอุปทานพลังงาน เนื่องจากอิหร่านอาจตอบโต้โดยปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันของโลก ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจสูงถึง 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากปริมาณการขนส่งน้ำมันลดลงร้อยละ 50 และหยุดชะงักภายในหนึ่งเดือน