ปากีสถาน-สหรัฐฯ ผลักดันการเจรจาการค้า

เว็บไซต์ นสพ.Dawn ของปากีสถาน รายงานเมื่อ 17 มิ.ย.68 อ้างถ้อยแถลงของนาย Muhammad Aurangzeb รมว.กค.ปากีสถาน ภายหลังการประชุมทางไกลกับนาย Howard Lutnick รมว.พณ.สหรัฐฯ ว่า ได้เห็นพ้องที่จะผลักดันการเจรจาในประเด็นภาษีอย่างสร้างสรรค์ พร้อมผลักดันการหารือเชิงเทคนิคในระยะต่อไป การหารือดังกล่าวเป็นความพยายามของทั้งสองประเทศ ภายหลังสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ในอัตราร้อยละ 29 ต่อสินค้านำเข้าจากปากีสถาน เมื่อ เม.ย.68 นาย Aurangzeb ระบุว่าปากีสถานจะขจัดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี เพิ่มปริมาณการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ และลดอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการค้า และส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันให้ยั่งยืน

ประธานาธิบดีทรัมป์จะเดินทางกลับสหรัฐฯ ก่อนเสร็จการประชุมผู้นำ G7

สนข. Politico รายงานอ้างการเผยแพร่ของโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผ่าน X เมื่อ 16 มิ.ย.68 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินทางกลับสหรัฐฯ ในช่วงค่ำ หลังจากรับประทานอาหารเย็นร่วมกับผู้นำประเทศ G7 ณ เมือง Kananaskis รัฐอัลเบอร์ตา แคนาดา เนื่องจากความตึงเครียดในความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า อิหร่านพร้อมจะเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งพร้อมจะดำเนินการดังกล่าวต่อไปเช่นกัน กับทั้งย้ำจุดยืนของสหรัฐฯ ในประเด็นปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่าอิหร่านจะต้องยุติการพัฒนาและไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมกับชี้แจงว่าอิหร่านควรจะยอมรับข้อตกลงกับสหรัฐฯ ตั้งแต่แรก ก่อนเหตุการณ์รุนแรงจะเกิดขึ้น และเตือนอิหร่านว่าควรอพยพผู้คนออกจากกรุงเตหะราน

สหรัฐฯ เพิ่มกองกำลังในภูมิภาคตะวันออกกลาง

สนข. รอยเตอร์ส รายงานอ้างแหล่งข่าวซึ่งเป็น จนท.กองทัพสหรัฐฯ เมื่อ 17 มิ.ย.68 ว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้เคลื่อนกำลังพลเข้าไปใกล้ภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค อาทิ เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศจำนวนมาก ประจำการในฐานทัพของพันธมิตรสหรัฐฯ ในยุโรป และเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Nimitz ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนกองเรือจากทะเลจีนใต้ ไปภูมิภาคตะวันออกกลาง บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่กองทัพสหรัฐฯ กำลังเตรียมความพร้อมทางยุทธศาสตร์ ซึ่งอาจครอบคลุมทั้งปฏิบัติการสนับสนุนอิสราเอล หรือปฏิบัติการระยะไกลของกองทัพสหรัฐฯ รวมทั้งการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านที่อาจยกระดับอย่างรวดเร็ว

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอิหร่านอ้างว่าผู้นำสูงสุดอิหร่านเสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอล

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอิหร่านเผยแพร่ข่าวสารผ่าน Telegram เมื่อ 16 มิ.ย.68 ว่า อายะตุลลอฮ์ อะลี คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอล และจะมีแถลงการณ์ใน 48 ชม. (ภายใน 18 มิ.ย.68)  สนข. Reuters รายงานเมื่อ 15 มิ.ย.68 อ้างการเปิดเผยของ จนท.สหรัฐฯ 2 รายว่า อิสราเอลเคยแจ้งให้สหรัฐฯ ทราบถึงความเป็นไปได้ที่อิสราเอลจะสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยับยั้ง อนึ่ง ผู้นำสูงสุดของอิหร่านปรากฏตัวในที่สาธารณะครั้งสุดท้ายเมื่อ 13 มิ.ย.68 ซึ่งเป็นการกล่าวปราศรัยผ่านสถานีโทรทัศน์เกี่ยวกับปฏิบัติการโจมตีอิหร่านภายใต้รหัส Operation Rising Lion ของอิสราเอล ขณะที่เว็บไซต์ Iran International รายงานเมื่อ 15 มิ.ย.68 โดยอ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดรัฐบาลอิหร่านว่า ผู้นำสูงสุดของอิหร่านและอครอบครัวได้ย้ายเข้าไปยังที่หลบภัยใต้ดินบริเวณย่าน Lavizan ทาง ตอ.น.ของกรุงเตหะรานตั้งแต่ 13 มิ.ย.68

กลุ่มติดอาวุธชีอะฮ์ในอิรัก ขู่โจมตีผลประโยชน์สหรัฐฯ

กลุ่ม Kataib Hezbollah (KH) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชีอะฮ์ในอิรักและเป็นพันธมิตรของอิหร่าน แถลงเมื่อ 15 มิ.ย.68 ว่า จะโจมตีผลประโยชน์และฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรัก หากสหรัฐฯ แทรกแซงความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลอิรักปิด สอท.สหรัฐฯ/อิรัก และขับไล่ทหารอเมริกันออกนอกประเทศ ทั้งนี้ นรม.มุฮัมมัด ชียาอ์ อัซซูดานี ของอิรัก ได้พบหารือกับนาย Steven Fagin อุปทูตสหรัฐฯ/อิรัก และ พล.ต. Kevin Leahy ผบ.กกล.ผสมที่นำโดยสหรัฐฯ  เมื่อ 14 มิ.ย.68 โดย นรม.อิรักยืนยันว่าอิรักไม่ยินยอมให้ใช้ดินแดนหรือน่านฟ้าอิรัก เพื่อดำเนินการหรืออำนวยความสะดวกใด ๆ ต่อการรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน  ขณะที่ผู้แทนสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการของอิสราเอล

ออสเตรเลียเชื่อมั่นในข้อตกลง AUKUS

ออสเตรเลียเชื่อมั่นว่าข้อตกลง AUKUS จะดำเนินการต่อไป นายแอนโทนี อัลบาเนซี นรม.ออสเตรเลีย ให้สัมภาษณ์เมื่อ 17 มิ.ย.68 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นรม.สหราชอาณาจักร ยังคงมีท่าทีเชิงบวกต่อข้อตกลง AUKUS โดยอ้างถึงการแถลงของ นรม.สตาร์เมอร์ ระหว่างการประชุมสุดยอดกลุ่ม G7 ที่ระบุทั้งสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรอยู่ระหว่างดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว และยังเป็นข้อตกลงที่สำคัญสำหรับทั้ง 2 ประเทศไม่เพียงแค่ออสเตรเลีย ด้าน นรม.อัลบาเนซี ยืนยันข้อตกลง AUKUS จะเป็นประโยชน์ทั้งการดำเนินการทั้งเสาหลักที่ 1 ในการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และรวมถึงความร่วมมือในเสาหลักที่ 2 การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงร่วมกัน  ทั้งนี้ ท่าทีของผู้นำออสเตรเลียมีขึ้นหลัง กห.สหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อ 12 มิ.ย.68 ว่า จะทบทวนความสอดคล้องของข้อตกลง AUKUS กับนโยบาย America First ของสหรัฐฯ

อิสราเอลกับอิหร่านโจมตีทางอากาศตอบโต้กัน เป็นวันที่ 3

ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องระหว่าง กกล.ป้องกันอิสราเอล (IDF) กับ กกล.พิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ในห้วง 13-15 มิ.ย.68 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในอิหร่านอย่างน้อย 224 คน และบาดเจ็บอย่างน้อย 1,481 คน ขณะที่อิสราเอลรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านมากกว่า 20 คน และบาดเจ็บอย่างน้อย 380 คน นอกจากนี้ เมื่อ 15 มิ.ย.68 IDF ได้ขยายขอบเขตการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศไปยังเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารภาครัฐของอิหร่าน  ที่สำคัญคือ อาคารสำนักงานของกระทรวงยุติธรรม กต.อิหร่าน กระทรวงข่าวกรอง และสำนักงาน ตร.อิหร่าน อีกทั้งอิสราเอลสามารถสังหาร พ.อ. Mohammad Kazemi ผอ.หน่วยข่าวกรองของ กกล.พิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และนาย Hassan Mohaghegh รอง ผอ.หน่วยข่าวกรองของ กกล.IRGC ขณะที่อิหร่านระบุว่า โจมตีตอบโต้อิสราเอลภายใต้ชื่อรหัส Operation True Promise 3 อย่างต่อเนื่อง แต่…

สื่อสหรัฐฯ ระบุประธานาธิบดีทรัมป์ยับยั้งแผนของอิสราเอลที่จะลอบสังหารผู้นำสูงสุดอิหร่าน

สนข.รอยเตอร์ส รายงานอ้างแหล่งข่าวซึ่งเป็น จนท.สหรัฐฯ เมื่อ 15 มิ.ย.68 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยับยั้งแผนของอิสราเอลที่จะลอบสังหารอายะตอลลอฮ์ อะลี คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน หลังจากได้รับรายงานจากอิสราเอล  อย่างไรก็ดี อิสราเอลได้ปฏิเสธกรณีดังกล่าว ขณะที่ นรม.เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ระบุว่าอิหร่านพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีทรัมป์ถึง 2 ครั้ง พร้อมกับย้ำถึงภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านว่ามีอยู่จริง  และได้แจ้งถึงแผนโจมตีอิหร่านให้สหรัฐฯ ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังแสดงความเห็นเชิงบวกโดยหวังว่า อิหร่านจะยอมกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติกับอิสราเอล รวมถึงประเด็นการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

สหรัฐฯ กำลังพิจารณาประเทศที่จะยกเลิกการตรวจลงตราหนังสือเดินทางเข้าสหรัฐฯ

สนข.วอชิงตันโพสต์ รายงานเมื่อ 15 มิ.ย.68 ว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณารายชื่อประเทศที่สหรัฐฯ จะไม่ให้วีซ่าเข้าสหรัฐฯ อีก 36 ประเทศ  โดย กต.สหรัฐฯ ได้ส่งหนังสือไปแล้ว เพื่อชี้แจงหลักเกณฑ์ที่สหรัฐฯ ใช้พิจารณา อาทิ ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล การจัดทำเอกสารรับรองบุคคล เอกสารทางการเงิน ปัญหาการทุจริตในรัฐบาล จำนวนพลเมืองที่พำนักในสหรัฐฯ เกินกำหนด  รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่อต้านชาวยิวและในสหรัฐฯ โดยให้เวลา 60 วันเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวและจะต้องส่งแผนปฏิบัติการให้กับสหรัฐฯ ใน 18 มิ.ย.68  เอกสารดังกล่าวยังระบุว่า หากประเทศใดยินดียอมรับพลเมืองของประเทศที่สามที่ถูกขับออกจากสหรัฐฯ หรือเข้าร่วมข้อตกลง “ประเทศที่สามที่ปลอดภัย” ประเทศนั้นจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  ทั้งนี้ ประเทศที่เสี่ยงจะถูกสหรัฐฯ ยกเลิกการตรวจลงตราเพิ่มอีก 36 ประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคแอฟริกาซึ่งรวมถึงพันธมิตรสหรัฐฯ อย่าง อียิปต์ และจิบูตี ส่วนในเอเชีย ได้แก่ ภูฏาน กัมพูชา และคีร์กีซสถาน

จีนมีหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก

รายงานประจำปีของสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศแห่งสตอกโฮล์ม (Stockholm International Peace Research Institute-SIPRI) ที่เผยแพร่เมื่อ 16 มิ.ย.68 ระบุว่า จีนครอบครองหัวรบนิวเคลียร์อย่างน้อย 600 ลูก โดยมีอัตราการเพิ่มประมาณ 100 ลูกต่อปีนับตั้งแต่เมื่อปี 2566 ซึ่งเป็นอัตราเพิ่มที่เร็วที่สุด และมีความเป็นไปได้ที่จะมีจำนวนเทียบเท่ากับสหรัฐฯ และรัสเซียภายในปี 2573 โดยคาดว่า จีนติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ 132 ลูกไว้แล้ว ทั้งนี้ นาย Hans Kristensen ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสของ SIPRI ระบุว่า เป้าหมายของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่ต้องการผลักดันให้กองทัพจีนมีศักยภาพในระดับโลกภายในกลางศตวรรษที่ 21 อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จีนเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว แต่จีนยังคงยึดมั่นหลักการไม่เริ่มใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน อนึ่ง ข้อมูล ณ ม.ค.68 ระบุว่า ปัจจุบันมีหัวรบนิวเคลียร์ในคลังทั่วโลกประมาณ 12,241 ลูก ในจำนวนนี้อยู่ในการครอบครองของรัสเซียและสหรัฐฯ ประมาณร้อยละ 90