ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเสร็จสิ้นการเดินทางเยือนไทย

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย แถลงผลหารือกับ นรม.แพทองธาร ชินวัตร หลังเสร็จสิ้นการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อ 19 พ.ค.68 ว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์  มุ่งขยายการค้ากับไทยในภาคอุตสาหกรรมฮาลาล เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานและการบิน รวมทั้งแผนการจัดตั้งคณะกรรมาธิการการค้าร่วมเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ประธานาธิบดีปราโบโวยังส่งเสริมความร่วมมือเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน ทั้งปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ การค้ามนุษย์และการค้ายาเสพติด โดยมุ่งประสานความร่วมมือผ่านการประชุมคณะกรรมการระดับสูงและการเจรจาด้านความมั่นคงประจำปี ทั้งนี้ การค้าไทย-อินโดนีเซียมีมูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเมื่อปี 2567 อินโดนีเซียขาดดุลกับไทย 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี 2566 ที่ขาดดุล 3,080 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ประธานาธิบดีไต้หวันพร้อมเจรจากับจีนควบคู่การเสริมสร้างการป้องกันตนเอง

นสพ. Taipei Times รายงานเมื่อ 20 พ.ค.68 อ้างถ้อยแถลงของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ในโอกาสครบรอบ 1 ปีของการดำรงตำแหน่งว่า ไต้หวันต้องการสันติภาพและพร้อมจะเจรจากับจีนบนหลักการเคารพศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน ขณะที่จะต้องเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันตนเองต่อไป เนื่องจากชาวไต้หวันยึดมั่นในสันติภาพ และการสู้รบจะสร้างความเสียหายให้แก่ทั้งสองฝ่าย อีกทั้งการเตรียมพร้อมสู้รบจะเป็นวิธีหลีกเลี่ยงการสู้รบที่ดีที่สุด ทั้งนี้ สำนักงานกิจการไต้หวันของจีนยังไม่ตอบโต้หรือให้ความเห็นเกี่ยวกับถ้อยแถลงดังกล่าวของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ

รัสเซียเผชิญอุปสรรคในการเติบโตทางเศรษฐกิจ

นาง Elvira Nabiullah ผู้ว่าการธนาคารกลางรัสเซียเปิดเผยว่า ปัญหาเงินเฟ้อและการขาดแคลนแรงงานยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัสเซีย แต่ธนาคารกลางรัสเซียไม่มีนโยบายเปลี่ยนแปลงเป้าหมายเงินเฟ้อโดยจะคงไว้ที่ร้อยละ 4 ต่อปี การพิจารณาปรับลด ธนาคารกลางจะฟังความเห็นของภาคธุรกิจเพื่อประกอบการพิจารณา นาง Nabiullah ยังระบุว่าธนาคารกลางรัสเซียเห็นถึงความสำคัญของการใช้เงินรูเบิลดิจิทัลในการทำสัญญารูปแบบดิจิทัล การค้าส่ง และการค้าข้ามพรมแดน รวมถึงการใช้ศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค ตลอดจนการปกป้องสิทธิ์ของผู้ฝากเงิน โดยไม่สนับสนุนให้ธนาคารมีส่วนร่วมหรือเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทการเงิน

อาเซียนและคู่เจรจาสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎระเบียบ

การประชุมหารือพิเศษระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับจีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่นจัดขึ้นเมื่อ 20 พ.ค.68 ผ่านระบบออนไลน์ มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎระเบียบ และมีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นศูนย์กลาง โดยในการหารือกับจีนจะลงนามในพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน 3.0 ภายในปี 2568 ครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่การหารือกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการมีผลบังคับใช้ของพิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และให้ความสำคัญกับการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลง AANZFTA ได้อย่างทั่วถึง ผ่านโครงการ Regional Trade for Development (RT4D) การหารือกับญี่ปุ่น มุ่งเน้นการปรับปรุงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน–ญี่ปุ่น (AJCEP) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน และส่งเสริมความร่วมมือในภาคส่วน เช่น พลังงานสะอาด ยานยนต์ การพัฒนาและการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ

ปานามาให้เรือจากทุกประเทศเดินเรือผ่านคลองปานานาอย่างปลอดภัย

นายคาร์ลอส โอยอส รมช.กต.ปานามา ยืนยันในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เมื่อ 20 พ.ค.68 ว่า ปานามามุ่งมั่นต่อการรักษาความเป็นกลางโดยเรือจากทุกประเทศสามารถเดินเรือผ่านคลองปานามาได้อย่างปลอดภัยและไม่มีการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งยืนยันความพยายามในการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงและความรับผิดชอบทางกฎหมายเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของเรือพาณิชย์ที่จดทะเบียนภายใต้ธงปานามา ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือ ป้องกันไม่ให้เรือพาณิชย์ที่จดทะเบียนภายใต้ธงปานามาถูกใช้หาผลประโยชน์หรือทำกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เช่น ลักลอบขนอาวุธ ยาเสพติด และฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรของ UNSC การแสดงท่าทีของปานามาในประเด็นความเป็นกลางของปานามาครั้งนี้ มีขึ้นในห้วงที่ปานามากับสหรัฐฯ ยังมีความตึงเครียดระหว่างกัน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ อ้างว่าปานามามอบให้จีนบริหารและจัดการเดินเรือในคลองปานามา และขู่จะใช้กำลังทหารยึดคลองปานามาคืน 

ASEAN visa จะถูกนำเสนอในกรอบอาเซียนห้วงปี 2569

เว็บไซต์ Asianews Network  รายงานเมื่อ 19 พ.ค.68 ว่า แนวคิดวีซ่าอาเซียน (ASEAN visa) ได้ถูกนำเสนอในห้วงการประชุม SKIFT Asia Forum 2025 ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย เมื่อ 15 พ.ค.68 โดยนาง Christina Garcia Frasco รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวของฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นระบบวีซ่าร่วมสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนคล้ายกับวีซ่าเชงเก้นของยุโรป โดยมุ่งหวังส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบไร้พรมแดนภายในภูมิภาค และสร้างภาพลักษณ์อาเซียนให้เป็นจุดหมายปลายทางเดียวกันภายใต้แนวคิด “A Destination for Every Dream” ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการหยิบยกแนวคิดดังกล่าวมาหารืออีกครั้งภายใต้กรอบอาเซียนในห้วงที่ฟิลิปปินส์ดำรงตำแหน่งเป็นประธานอาเซียนในปี 2569

ผู้นำกัมพูชาจะเยือนญี่ปุ่นในปลาย พ.ค.68

นสพ.Khmer Times รายงานเมื่อ 20 พ.ค.68 ว่า สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นรม.กัมพูชาพร้อมภริยา เตรียมเยือนญี่ปุ่นระหว่าง 28-31 พ.ค.68 ตามคำเชิญของนายอิชิบะ ชิเกรุ นรม.ญี่ปุ่น และเพื่อเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศ The Future of Asia ที่จัดโดยบริษัท Nikkei Inc. ณ กรุงโตเกียว นอกจากนี้ นรม.กัมพูชายังมีกำหนดจะพบปะชุมชนชาวกัมพูชาและนักเรียนกัมพูชาในญี่ปุ่น เฉพาะอย่างยิ่งในเมืองฟุกุโอกะ และนากาโน

ผู้นำเกาหลีเหนือเสี่ยงถูกฟ้องในข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม

สนข.ยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 19 พ.ค.68 อ้างสุนทรพจน์ของนายซง ซัง-ฮย็อน อดีตประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court-ICC) ในการประชุมระดับนานาชาติที่กรุงโซลว่า แม้ยังไม่มีการยื่นฟ้องนายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือต่อ ICC ในความผิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่กรณีเกาหลีเหนือส่งความช่วยเหลือทางทหารให้กับรัสเซียเพื่อสู้รบกับยูเครนตั้งแต่ห้วงปลายปี 2567 เข้าเงื่อนไขทางกฎหมายให้ยูเครนสามารถยื่นฟ้องผู้นำเกาหลีเหนือในความผิดอาชญากรรมสงครามต่อ ICC ในฐานะเหยื่อของสงครามได้ รวมทั้ง ICC มีอำนาจในการสืบสวนประเด็นดังกล่าวอย่างอิสระ ซึ่งนายซงเรียกร้องให้ ICC เร่งเอาผิดผู้นำเกาหลีเหนือ

เอกชนเวียดนามร่วมลงทุนกับธุรกิจครอบครัวประธานาธิบดีทรัมป์

นสพ.The Strait Times รายงานเมื่อ 19 พ.ค.68 ว่า เอกชนเวียดนาม อาทิ บริษัท Kinhbac City ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และ กต.เวียดนาม เตรียมต้อนรับนาย Eric Trump บุตรชายประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พร้อมด้วยผู้แทนจาก Trump Organization จะเดินทางมาเวียดนามเพื่อพบหารือและสำรวจพื้นที่ในนครโฮจิมินห์ เพื่อก่อสร้าง  Trump Tower ในเวียดนาม

สหรัฐฯ เริ่มส่งกลับผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายกลับประเทศ

สนข.เอพี รายงานเมื่อ 20 พ.ค.68 ว่า สหรัฐฯ เริ่มส่งกลับผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายตามมาตรการกลับประเทศโดยสมัครใจเป็นเที่ยวบินแรก  ซึ่งเป็นสัญชาติฮอนดูรัสและโคลอมเบียรวมถึงเด็กที่เกิดในสหรัฐฯ จำนวนทั้งสิ้น 68 คน  โดยมีมาตรการจูงใจใด้วยการให้เงินช่วยเหลือมูลค่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับให้โอกาสได้รับการพิจารณาการตรวจลงตราเพื่อเข้าสหรัฐฯ ได้ในอนาคต ทั้งนี้ ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายที่เข้าร่วมโครงการนี้ ผู้ประสงค์จะเข้าร่วมต้องรายงานตัวเพื่อเดินทางกลับประเทศผ่านการลงทะเบียนในแอปพลิเคชัน “CBP Home” ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ   ขณะที่ จนท.บังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ ทำการจับกุมและดำเนินการเนรเทศผู้ลักลอบเข้าเมืองอย่างเข้มงวดเช่นกัน