ราคาไข่ไก่ในสหรัฐฯ เมื่อ มี.ค.68 สูงเป็นประวัติการณ์

สนข.เอพีรายงานเมื่อ 11 เมื่อ เม.ย.68 ว่า ราคาไข่ไก่ในสหรัฐฯ เมื่อ มี.ค.68 สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 6.23 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 โหล เมื่อเทียบกับห้วง ม.ค.และ ก.พ.68 ที่ราคาไข่ไก่อยู่ที่ 4.95 ดอลลาร์สหรัฐ และ 5.90 ดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ อีกทั้งยังไม่มีแนวโน้มที่ราคาจะลดลง เพราะมีความต้องการสูงช่วงเทศกาลอีสเตอร์ใน 20 เม.ย.68    การระบาดของไข้หวัดนกเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาไข่ในสหรัฐฯ สูงขึ้น เพราะกำจัดแม่ไก่ไข่ไปแล้วกว่า 30 ล้านตัว พื่อสกัดการแพร่ระบาด ทั้งนี้ กษ.สหรัฐฯ ระบุว่า เมื่อ 1 มี.ค.68 มีแม่ไก่ไข่เหลืออยู่ประมาณ 285 ล้านตัวในประเทศ ลดลงจากช่วงก่อนไข้หวัดนกระบาดที่เคยมีมากกว่า 315 ล้านตัว และมีการกำจัดสัตว์ปีกเพียง 2.1 ล้านตัวเมื่อ มี.ค.68 กับทั้งไม่มีรายงานการระบาดในฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่แต่อย่างใด

อาเซียน+3 ส่งข้าวจากองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินฯ เพื่อช่วยเหลือเมียนมา

สนข.แห่งชาติมาเลเซีย รายงานเมื่อ 11 เม.ย.68 ว่า สภาองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve-APTERR) ได้อนุมัติข้าวจำนวน 3,500 ตัน เมื่อ 5 เม.ย.68 เพื่อให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินและบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรมให้แก่เมียนมา หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหว ภายใต้โครงการสำรองข้าวฉุกเฉินรูปแบบ 3 (Tier 3) ซึ่งเป็นการให้เปล่ากรณีเกิดภัยพิบัติฉุกเฉิน ความช่วยเหลือในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนข้าวจากจีนจำนวน 500 ตัน และเกาหลีใต้ จำนวน 3,000 ตัน ที่เก็บไว้ที่กรุงย่างกุ้ง เมียนมา และข้าวดังกล่าวได้ถูกจัดส่งไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงแล้ว ทั้งนี้ APTERR เป็นความร่วมมือระดับภูมิภาคที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ความตกลง APTERR ในการประชุมรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้อาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 11 เมื่อปี 2554 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค

สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนรวมร้อยละ 145

ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 10 เม.ย. 68 เปิดเผยว่า สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากจีนรวมทั้งหมดในอัตราร้อยละ 145 โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเพิ่มการเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากจีนที่ร้อยละ 125 เมื่อ 9 เม.ย. 68 แต่อัตราภาษีดังกล่าวยังไม่รวมกับการเรียกเก็บภาษีจากจีนในอัตราร้อยละ 20 เพื่อลงโทษจีนที่ไม่ได้แก้ไขปัญหาการลักลอบค้ายาเฟนทานิลจากจีนสู่สหรัฐฯ ที่ประกาศเมื่อต้น ก.พ. 68 ส่งผลให้ขณะนี้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ เรียกเก็บรวมจากจีนอยู่ที่ร้อยละ 145 และดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดตลาดร่วงลงมามากกว่า 1,000 จุด หรือประมาณร้อยละ 2.5 ส่วนดัชนี S&P 500 ลดลงร้อยละ 3.5 ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ลดลงมากกว่าร้อยละ 4

กัมพูชาร่วมมือกับจีนเตรียมพัฒนาโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรก

นสพ. Khmer Times รายงานเมื่อ 10 เม.ย.68 ว่า กัมพูชาเตรียมร่วมมือกับบริษัท Guanzun Energy Investment จำกัด ของจีน เพื่อพัฒนาโครงกลั่นน้ำมันแห่งแรกของประเทศ ใน จ.กัมปอต บนพื้นที่ประมาณ 1,500 ไร่ มูลค่า 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองรับการกลั่นน้ำมัน 10 ล้านตันต่อปี การพัฒนาโครงการดังกล่าวจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ใช้เวลาประมาณ 18 เดือน เป้าหมายสร้างโรงกลั่นที่มีกำลังผลิตน้ำมัน 5 ล้านตันต่อปี (ลงทุน 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ส่วนระยะที่ 2 ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด ทั้งนี้ โครงการโรงกลั่นน้ำมันช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของกัมพูชา ตอบสนองความต้องการเร่งด่วนของการกลั่นน้ำมันในประเทศ โดยคาดว่า ความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและน้ำมันของกัมพูชาจะเพิ่มจาก 2.8 ล้านตันเมื่อปี 2563 เป็น 4.8 ล้านตันในปี 2573

ออสเตรเลียเริ่มเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป

นายดอน ฟาร์เรล รมว.กระทรวงการค้าของออสเตรเลีย หารือกับนาย Maros Sefcovic กรรมาธิการยุโรปด้านความมั่นคงทางการค้าและเศรษฐกิจ ผ่านระบบประชุมทางไกล เมื่อ 9 เม.ย.68 เกี่ยวกับการกลับมาเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement-FTA) ออสเตรเลีย-สหภาพยุโรป (EU) หลังการเจรจาเมื่อปี 2566 ล้มเหลว เนื่องจากขัดแย้งกันในประเด็นการเข้าถึงสินค้าเกษตรออสเตรเลีย โดยการหารือครั้งนี้เป็นไปในเชิงบวก แต่เป็นเพียงเบื้องต้นเท่านั้นและจะเจรจาอีกครั้งหลังออสเตรเลียเสร็จสิ้นการเลือกตั้งทั่วไปใน 3 พ.ค.68 ทั้งนี้ ยุโรปเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 3 ของออสเตรเลีย รองจากจีนและญี่ปุ่น และออสเตรเลียส่งออกไปยัง EU ประมาณร้อยละ 20 มากกว่าสหรัฐฯ ที่ร้อยละ 5 ท่าทีของออสเตรเลียมีขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายทางเศรษฐกิจจากนโยบายการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และหลังนายริชาร์ด มาร์ลส์ รอง นรม.และ รมว.กห.ออสเตรเลีย ปฏิเสธข้อเสนอของนาย Xiao Qian ออท.จีน ณ กรุงแคนเบอร์รา ที่เรียกร้องให้ออสเตรเลียร่วมมือกับจีนดำเนินมาตรการตอบโต้การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ โดยออสเตรเลียจะมุ่งกระจายตลาดการค้าให้หลากหลายมากขึ้นกับอินโดนีเซีย อินเดีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เกาหลีใต้และซีเรียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ

กต.เกาหลีใต้ ออกแถลงการณ์ เมื่อ 11 เม.ย.68 ว่า ในการพบหารือระหว่างนายโช แท-ย็อล รมว.กต.เกาหลีใต้ กับนาย Asaad al-Shaibani รมว.กต.ซีเรีย ที่กรุงดามัสกัส เมื่อ 10 เม.ย.68 (ตามเวลาซีเรีย) ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เกาหลีใต้คาดหวังว่า การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจะส่งเสริมความร่วมมือกับซีเรีย โดยเกาหลีใต้จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ ให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม เพื่อสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูประเทศ รวมถึงเสนอบทบาทของภาคเอกชนเกาหลีใต้ในภาคส่วนดังกล่าว ขณะที่นาย al-Shaibani ร้องขอให้เกาหลีใต้สนับสนุนการบรรเทามาตรการคว่ำบาตรต่อซีเรีย  ทั้งนี้ การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับซีเรีย ทำให้เกาหลีใต้มีความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 191 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ (ไม่รวมเกาหลีเหนือ) ที่ผ่านมา เกาหลีใต้พยายามพัฒนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศที่ใกล้ชิดกับเกาหลีเหนือ เช่น คิวบา เมื่อปี 2567

เกาหลีใต้และสหรัฐฯ ทำแผนการรบฉบับใหม่เพื่อรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ

สนข. Yonhap รายงานเมื่อ 10 เม.ย.68 อ้างแถลงการณ์ของ พล.อ. Xavier Brunson ผบ.กองกำลังทหารสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ (U.S. Forces Korea-USFK) ต่อคณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ว่า เกาหลีใต้และสหรัฐฯ ลงนามในแผนการรบเต็มรูปแบบ (OPLAN) ฉบับใหม่เมื่อปี 2567 ภายใต้ชื่อ OPLAN 5022 แทนแผน OPLAN 5015  โดยแผนฉบับใหม่มีจุดประสงค์เตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ เฉพาะอย่างยิ่งกรณีเกาหลีเหนือมีขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและอาวุธทำลายล้างสูงที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ใช้แผนดังกล่าวในการซ้อมรบร่วมเพื่อปรับแผนทางทหารให้สมบูรณ์และเพิ่มความสามารถในการปฏิบัติการร่วมระหว่างกำลังผสมสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ (Combined Force Command-CFC) นอกจากนี้ พล.อ. Brunson ย้ำการคงกองกำลังทหารสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ส่งเสริมความมั่นคงในภูมิภาค

จีนพร้อมพูดคุยกับสหรัฐฯ แต่ก็พร้อมตอบโต้จนถึงที่สุด

โฆษก พณ.จีน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเมื่อ 10 เม.ย.68 ในประเด็นการเจรจากับสหรัฐฯ เรื่องภาษีศุลกากร โดยพร้อมเสมอหากสหรัฐฯ ต้องการพูดคุย แต่จะต้องบนพื้นฐานของความเท่าเทียมและการเคารพซึ่งกันและกัน แต่หากสหรัฐฯ ต้องการสู้ จีนก็จะต่อสู้อย่างถึงที่สุด ซึ่งแนวทางกดดัน ข่มขู่ หรือบีบบังคับไม่ใช้วิถีทางที่ถูกต้องที่จะใช้กับจีน ขณะที่โฆษก กต.จีนระบุว่า จีนคัดค้านอย่างหนักแน่นและจะไม่ยอมรับพฤติกรรมเอาแต่ใจและระรานผู้อื่น หากสหรัฐฯ ต้องการพูดคุยกันอย่างแท้จริง ควรแสดงทัศนคติที่แสดงออกถึงการเคารพ เท่าเทียม และต่างตอบแทน แต่หากสหรัฐฯ เพิกเฉยต่อผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ รวมทั้งยืนยันที่จะยั่วยุด้วยมาตรการภาษีและสงครามการค้า จีนก็จะตอบโต้จนถึงที่สุด

EU ขอให้จีน ช่วยป้องกันสินค้าจีนไหลเข้ายุโรปหลังทรัมป์ตั้งกำแพงภาษี

สนข.Politico EU รายงานเมื่อ 8 เม.ย.68 ว่าสหภาพยุโรป (EU) ขอความช่วยเหลือจากจีนในการป้องกันไม่ให้สินค้าจีนที่ถูกมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ข้าสู่ตลาดยุโรป โดยประธานคณะกรรมาธิการยุโรป นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายหลี่ เฉียง นรม.จีน เมื่อ 7 เม.ย.68 เกี่ยวกับการติดตามและจัดการการเบี่ยงเบนทางการค้า เฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากกำลังการผลิตส่วนเกินทั่วโลก เนื่องจากจีนยืนยันจะต่อต้านมาตรการภาษีของสหรัฐฯ  จึงอาจส่งผลให้ EU ต้องเผชิญกับสงครามการค้าที่รุนแรงยิ่งขึ้นด้วย ทั้งนี้ EU ตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามความคืบหน้า และหากจำเป็น จะมีการใช้มาตรการปกป้องการค้าผ่านการเรียกเก็บภาษีพิเศษ เพื่อปกป้องผู้ผลิตและธุรกิจภายในยุโรป แม้ EU และจีนจะมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ตึงเครียด แต่ EU ยังเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่ายในการรักษาระบบการค้าโลกที่เป็นธรรม โดยการประชุมสุดยอดเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง EU กับจีน อาจเกิดขึ้นห้วง ก.ค.68

น้องสาวผู้นำเกาหลีเหนือย้ำจุดยืนของประเทศในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

นสพ.โคเรียเฮรัลด์ของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 9 เม.ย.68 อ้างสื่อทางการของเกาหลีเหนือว่า น.ส.คิม ยอ-จ็อง น้องสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์ประณามกรณี รมว.กต.สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นให้คำมั่นจะปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือเมื่อ 3 เม.ย.68 ซึ่งสะท้อนนโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเกาหลีเหนือ  น.ส.คิมย้ำจุดยืนของเกาหลีเหนือในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตามอธิปไตยและหลักรัฐธรรมนูญ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ และพันธมิตรระงับความพยายามฝ่ายเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปัจจุบัน  และลดการเผชิญหน้าระหว่างกัน เพื่อส่งเสริมความมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลี ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือประเมินว่า เกาหลีเหนือพยายามสื่อสารจุดยืนทางการเมืองถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์