อินเดียจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์

สำนักประชาสัมพันธ์ (Press Information Bureau-PIB) ของอินเดีย รายงานเมื่อ 24 มี.ค.65 ว่า อินเดียจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เป็น 22,480 เมกะวัตต์ ภายในปี 2574 หรือเพิ่มขึ้น 15,700 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่มีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 22 เครื่อง กำลังผลิตรวม 6,780 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่จะทำให้อินเดียบรรลุเป้าหมายลดการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนให้ได้ร้อยละ 50 ของความต้องการใช้พลังงานทั้งประเทศ ภายในปี 2573 ตามที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดีย ให้คำมั่นในที่ประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 (COP26) เมื่อปี 2564 ที่เมือง Glasgow สหราชอาณาจักร

ผลสำรวจของสิงคโปร์ระบุชาวสิงคโปร์ จีน อินเดีย และออสเตรเลียส่วนใหญ่สนับสนุนและเห็นใจยูเครน

หนังสือพิมพ์ The Straits Times รายงานเมื่อ 18 มี.ค.65 อ้างสำนักวิจัย Blackbox Research ของสิงคโปร์ ซึ่งเผยแพร่ผลสำรวจความเห็นจากประชาชนกลุ่มตัวอย่าง 6,920 คน ในสิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย และจีน ระหว่าง 9-10 มี.ค.65 พบว่าร้อยละ 95 ในสิงคโปร์ และร้อยละ 90 ในอินเดียและออสเตรเลีย สนับสนุนและเห็นใจยูเครน และเห็นสมควรตำหนิรัสเซีย ขณะที่ร้อยละ 71 ในจีน แม้จะเห็นใจยูเครนแต่มากกว่าร้อยละ 50 ไม่ทราบว่าควรตำหนิฝ่ายใด และร้อยละ 3 ตำหนิสหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกหรือเป็นกลางต่อยูเครนและผู้นำยูเครนมากกว่าฝ่ายรัสเซียค่อนข้างชัดเจน เว้นแต่จีนที่เสียงก้ำกึ่ง โดยร้อยละ 46 มีทัศนคติเป็นกลางต่อรัสเซีย ซึ่งใกล้เคียงกับทัศนคติเชิงลบที่คิดเป็นร้อยละ 45

อินเดียจะย้ายที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเคียฟไปโปแลนด์ชั่วคราว

กระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย ออกแถลงการณ์เมื่อ 13 มี.ค.65 ว่า จะย้ายที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเคียฟ ไปที่โปแลนด์เป็นการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ในยูเครนรุนแรงขึ้น โดยมีการโจมตีพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครนต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของอินเดียจะติดตามและประเมินสถานการณ์เพิ่มเติมเป็นระยะ

นายกรัฐมนตรีอินเดียหารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีรัสเซีย

กระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย ออกแถลงการณ์เมื่อ 7 มี.ค.65 ว่า นายนเรนทรา โมดิ นายกรัฐมนตรีของอินเดีย หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ประเด็นสถานการณ์ปัจจุบันในยูเครน โดยประธานาธิบดีปูตินสรุปผลการเจรจาระหว่างรัสเซียกับยูเครน และมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการอพยพพลเรือนออกจากพื้นที่สู้รบให้นายกรัฐมนตรีของอินเดียทราบ ขณะที่นายกรัฐมนตรีของอินเดียแสดงความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตทางมนุษยธรรม และความปลอดภัยของนักศึกษาอินเดียที่ยังติดค้างในเมือง Sumy ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงทันที และย้ำถึงจุดยืนของอินเดียให้คู่ขัดแย้งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธีด้วยการเจรจา

“No good options” จุดยืนที่เลือกไม่ได้ของอินเดียในสหประชาชาติว่าด้วยปัญหารัสเซีย-ยูเครน

นับตั้งแต่เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน จนนำมาซึ่งการยกกำลังทางทหารจำนวนมากเข้าไปในยูเครนของรัสเซีย แต่ละประเทศต่างมีท่าทีต่อกรณีดังกล่าวที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะการประณามการกระทำของรัสเซีย ที่จนถึงวันนี้หลายประเทศใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญยังคงเลือกที่จะงดออกเสียง โดยเฉพาะจีน และอินเดีย อินเดียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากถูกคาดหวังอย่างมากจากนานาชาติว่าจะแสดงบทบาทต่อเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะชาติตะวันตกที่ต้องการให้อินเดียมีจุดยืนกับเรื่องนี้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามตลอดการลงมติในเวทีสหประชาชาติ ทั้งในคณะมนตรีความมั่นคง และสมัชชาใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการประณามหรือกดดันให้รัสเซียถอนทหารออกจากยูเครนนั้น อินเดียกลับตัดสินใจโหวต “งดออกเสียง” ทุกครั้ง จนหลายฝ่ายมองว่าอินเดียนั้นอาจเลือกข้างรัสเซียไปแล้ว ความลังเลที่จะตัดสินใจประณามหรือโจมตีรัสเซียอย่างตรงไปตรงมาของอินเดียนี้ ยังส่งผลอย่างมากต่อกลุ่ม QUAD ( Quadrilateral Security Dialogue 4 ชาติ ได้แก่ สหรัฐ ฯ ออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น) ที่เพิ่งประชุมเกี่ยวกับวิกฤตยูเครนไป ซึ่งด้วยความไม่สบายใจของอินเดียส่งผลให้การประชุมดังกล่าวไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อประณามรัสเซียออกมาได้ ในจุดนี้ก็อาจต้องบอกว่าเป็นเรื่องยากสำหรับอินเดียเช่นเดียวกันในวิกฤตนี้ เห็นได้จัดจากถ้อยแถลงในเวทีสหประชาชาติของอินเดีย ที่ไม่กล่าวถึงประเทศใดเป็นการเฉพาะ และยังคงเน้นย้ำให้ทั้งโลกหาทางเพื่อให้เกิดการพูดคุยทางการทูตระหว่างรัสเซียและยูเครน อันเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด ทั้งนี้อดีตนักการทูตและนักวิชาการด้านการต่างประเทศของอินเดียหลายคนมองว่าความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนนี้ ส่งผลให้อินเดียไม่มีทางเลือกที่ดีเลย (No good options) เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีแต่เสียมาก หรือเสียน้อยเท่านั้นเอง และการตัดสินใจ “งดออกเสียง” ก็มาจากเหตุปัจจัยเหล่านี้ แน่นอนว่าเหตุผลสำคัญที่อินเดียต้องพยายามในการรักษาสมดุลทางการทูตของตัวเองเหนือวิกฤตยูเครนนี้ เป็นผลมาจากสายสัมพันธ์ทางการทูตและการทหารที่ยาวนานระหว่างอินเดียและรัสเซีย เพราะในอดีตนั้นรัสเซียเคยใช้อำนาจ “วีโต้” ของตัวเองเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องแคชเมียร์ให้กับอินเดีย โดยผลักให้เรื่องนี้เป็นปัญหาระดับทวิภาคีแทน…

นายกรัฐมนตรีอินเดียหารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีรัสเซียเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครน

กระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย ออกแถลงการณ์เมื่อ 2 มี.ค.65 ว่า นายนเรนทรา โมดิ นายกรัฐมนตรีของอินเดีย หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครน และการอพยพพลเมืองอินเดียออกจากพื้นที่ที่มีการปะทะอย่างปลอดภัย เฉพาะอย่างยิ่ง เมือง Kharkiv ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน ซึ่งมีนักศึกษาอินเดียติดค้างอยู่จำนวนมาก ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีอินเดียหารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีปูตินเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครนแล้ว 1 ครั้ง เมื่อ 24 ก.พ.65

อินเดียอพยพพลเมืองออกจากยูเครนแล้วมากกว่า 1,000 คน

สำนักประชาสัมพันธ์ (Press Information Bureau-PIB) ของอินเดีย รายงานเมื่อ 28 ก.พ.65 ว่า อพยพพลเมืองออกจากยูเครนผ่านชายแดนประเทศรอบยูเครน และเดินทางถึงอินเดียแล้ว 1,156 คน ผ่านเที่ยวบิน 5 เที่ยวบิน หลังรัสเซียปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครน (ข้อมูลเมื่อ 28 ก.พ.65 เวลา 12.00 น.)

อินเดียจะส่งผู้แทนพิเศษไปประเทศที่มีชายแดนติดกับยูเครน

กระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย ออกแถลงการณ์เมื่อ 28 ก.พ.65 ว่า นายนเรนทรา โมดิ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอินเดีย เพื่อติดตามความคืบหน้าการอพยพพลเมืองอินเดียออกจากยูเครน ภายใต้ปฏิบัติการคงคา (Operation Ganga) ครั้งที่ 2 ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้ส่งรัฐมนตรี 4 คน ไปโปแลนด์ โรมาเนีย สโลวาเกีย และฮังการี ตามลำดับ ดังนี้ 1) พล.อ. Vijay Kumar Singh รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการบินพลเรือน และกระทรวงการขนส่งทางบกและทางหลวง 2) นาย Jyotiraditya M. Scindia รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการบินพลเรือน 3) นาย Kiren Rijiju รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกฎหมายและยุติธรรม และ 4) นาย Hardeep Singh Puri รัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ กระทรวงการเคหะและกิจการเมือง โดยจะเดินทางไปในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีอินเดีย เพื่อดูแลการอพยพพลเมืองอินเดียออกจากยูเครน นอกจากนี้ อินเดียจะเริ่มจัดส่งสิ่งของเพื่อให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมตามแนวชายแดนยูเครนใน 1…

อินเดียจะยกระดับความร่วมมือด้านอวกาศกับอิสราเอล

สำนักข่าว The Times of India รายงานเมื่อ 24 ก.พ.65 อ้างแถลงการณ์ขององค์การวิจัยอวกาศแห่งอินเดีย (Indian Space Research Organization-ISRO) เมื่อ 22 ก.พ.65 ระบุว่า นาย Jonathan Zadka กงสุลใหญ่อิสราเอล ณ เมืองเบงคลูรู อินเดีย นำนาย Naor Gilon เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำอินเดีย เข้าพบนาย S. Somanath ประธาน ISRO ที่สำนักงานใหญ่ ISRO เมืองเบงคลูรู รัฐกรณาฏกะ โดยทั้งสองฝ่ายร่วมหารือประเด็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านอวกาศของทั้งสองประเทศในปัจจุบัน และแนวทางการยกระดับความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างกัน รวมถึงการเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปี การประกาศเอกราชของอินเดีย และครบรอบ 30 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอินเดียกับอิสราเอล

อินเดียในวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

ณ วินาทีนี้คงไม่มีเรื่องราวต่างประเทศไหนจะร้อนแรงไปกว่าการเปิดปฏิบัติการทางการทหารของรัสเซียในยูเครน ที่ตึงเครียดกันตามแนวพรมแดนมาเป็นเวลาเดือนกว่า ๆ แล้ว กลายเป็นวาทกรรมและการต่อสู้ทางข้อมูลข่าวสารไปมาตลอดเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเดินทางเยือนของหลายผู้นำชาติยุโรปเพื่อหาทางออกอย่างสันติให้กับวิกฤตในครั้งนี้ อันมีต้นสายปลายเหตุสำคัญมาจากความพยายามเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ เนโต ทั้งนี้รัสเซียมองว่าการกระทำดังกล่าวหากปล่อยให้เกิดขึ้นจะกลายเป็นภัยคุกคามทางความมั่นคงอย่างยิ่งต่อรัสเซีย เปรียบเสมือนรัสเซียกำลังถูกปิดล้อมทางการทหารจากประเทศสมาชิกในกลุ่มเนโตเหล่านี้ ที่นับวันจะขยายตัวมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดเช่นนี้ รวมถึงการเปิดปฏิบัติการทางการทหารในยูเครนของรัสเซีย จึงก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ไปจนถึงการออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของหลายประเทศ ทั้งในยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายประเทศที่ตัดสินใจอยู่ห่างจากวิกฤตนี้ หรือวางตัวนิ่งเฉยต่อการกระทำของรัสเซีย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองเอาไว้ หนึ่งในประเทศเหล่านั้นที่ดูเหมือนจะแสดงท่าทีเป็นกลางแบบนี้นั้น รวมถึงประเทศอินเดียด้วย น่าสนใจว่าตลอดวิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ผ่านมา อินเดียค่อนข้างมีท่าทีนิ่งเงียบอย่างยิ่ง และเลือกที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ต่อกรณีดังกล่าวมากนั้น แม้แต่ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ อินเดียแสดงท่าทีเพียงมุ่งหวังให้ทุกฝ่ายพูดคุยกัน และใช้ช่องทางการทูตเป็นสำคัญในการแก้ไขปัญหา ความเคลื่อนไหวที่ดูจะเห็นชัดเจนที่สุดของอินเดียในกรณีนี้ ดูเหมือนจะเป็นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมาภายหลังรัสเซียเปิดปฏิบัติการในยูเครน โดยนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดียตัดสินใจต่อสายตรงกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่ออ่านในเนื้อหารายละเอียดการสนทนาระหว่าง 2 ผู้นำ กลับแทบไม่พบการวิจารณ์รัสเซียของอินเดียเลย มากที่สุดเพียงเรียกร้องให้รัสเซียยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วหันกลับมาใช้ช่องทางการทูตในการแก้ไขปัญหา ยิ่งไปกว่านั้นโดยส่วนใหญ่การสนทนาจะมุ่งเน้นไปที่การรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอินเดียที่อยู่ในยูเครนด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการอพยพคนอินเดียออกจากยูเครนอย่างปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ยังสะท้อนผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของอินเดียที่จัดขึ้นต่อจากนั้นเพื่อวางแผนช่วยเหลือคนอินเดียออกจากยูเครน ท่าทีของอินเดียที่ค่อนข้างนิ่งเฉยนี้ไม่ใช่รู้สึกได้จากสายตาคนนอกเท่านั้น แม้กระทั่งยูเครนเองยังเรียกร้องให้อินเดียแสดงบทบาทและท่าทีมากกว่านี้ โดยทั้งประธานาธิบดีของยูเครนและเอกอัครราชทูตยูเครนประจำอินเดีย ต่างเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีโมดี…